นั่น... คือจุดเริ่มต้นของนิทานเื่นี้
หลังจากวันนั้นผ่านมาเวลาล่วงเลยหลายปีจนกระทั่งฉันอายุยี่สิบหกเติบโตขึ้นเป็ลูกคุณหนูสมดั่งใจปรารถนา อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน
ใช้ชีวิตสุขสบายหรูหราตามชนชั้นคนมีเงินเหลือกินเหลือใช้ผู้คนโดยรอบพยายามเข้าหา และต่างเอาอกเอาใจจนดูน่าหมั่นไส้คำสรรเสริญเยินยอได้ยินทุกวันจนรู้สึกอยากอาเจียน
ไม่เคยถูกมองว่าน่ารังเกียจในสายตาของใครแม้ทำพฤติกรรมหยาบคายหรือแสดงความเย่อหยิ่งและก้าวร้าว ใส่คนรอบข้างอย่างไม่สนใครหน้าไหน
ผิดจากชีวิตเมื่อสิบปีก่อนลิบลับหากเป็นิทานลูกสาวแม่บ้านคนเดิม ยืนหายใจเฉยๆ ก็ถูกเกลียดได้โดยไร้สาเหตุเพียงแค่เกิดมาจนก็ทำให้ฉันกลายเป็คนไร้ที่ยืนในสังคมไปโดยปริยาย
จากเด็กกำพร้าขาดความรักความอบอุ่นตอนนี้กลับมีครอบครัวพร้อมหน้าทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวแม้หนึ่งในสามคนนั้นเราจะไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกันโดยตรงและอีกหนึ่งซึ่งมีสายเืเดียวกันเพียงครึ่งเดียวก็ตามที
ทว่าของปลอมมันก็คือของปลอมวันยังค่ำต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็ของจริงได้อยู่ดีฉันมองผู้หญิงคนนั้นเป็แม่ไม่ได้ พอๆกับที่ทำใจยอมรับว่าตัวเองมีน้องสาวไม่ลงเช่นกัน
ความรู้สึกที่มีให้กับสองแม่ลูกเข้าขั้นเกลียดแต่ฉันต้องเก็บซ่อนอาการเ่าั้เอาไว้ภายในใจ และปั้นหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทำเหมือนกับว่าพวกเราปรองดองและรักกันดีเพื่อไม่ให้ฉันถูกเฉดหัวออกจากบ้าน และหมดสิทธิ์ในมรดกทั้งหมดของคุณพ่อ
ต่อหน้าฉันอาจดูเชื่อฟังแม่เลี้ยง และเหมือนมีความหวังดีให้กับน้องสาวทว่ามันแฝงความประสงค์ร้ายเอาไว้ในทุกการกระทำ เมื่อเผลอหรือไม่ทันระวังพวกหล่อนจะถูกเล่นงานโดยไม่รู้ตัว
อย่างเช่นในค่ำคืนนี้...
“พี่นิทาน เอมมี่สวยไหมคะ?”
ร่างระหงวิ่งจากชั้นบนลงบันไดมาด้านล่างด้วยสีหน้าเบิกบานอารมณ์ดีจับชายกระโปรงชุดราตรีสีไข่มุกหมุนกายรอบหนึ่ง และหยุดยืนรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
ฉันกวาดสายตามองน้องสาวคนสวยของตัวเองั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาสมเพชก่อนปรับสีหน้าคลี่ยิ้มจอมปลอมพร้อมเอ่ยคำชื่นชมที่ดูเกินจริง
“สวยสิ น้องสาวของพี่สวยที่สุดในโลกแล้วล่ะยิ่งใส่ชุดที่พี่เลือกให้ด้วย ใครจะมาเกินหน้าเกินตาน้องพี่ได้”
“นิทานรสนิยมดีมากเลย ถ้าปล่อยให้น้องเลือกซื้อชุดเองแม่ว่าแต่งตัวออกมาคงเหมือนไปงานโรงเรียนตอนเด็กๆ”
น้าเอมิเรียที่กลายมาเป็แม่เลี้ยงทั้งที่ฉันไม่เต็มใจอยากให้เป็เอ่ยสมทบ เธอมองลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยสายตาชื่นชมจนฉันอดรู้สึกหมั่นไส้ไม่ได้เผลอเบะปากใส่ไปเล็กน้อย ดีที่ทั้งคู่มัวแต่สนใจการแต่งกายจึงไม่ทันสังเกตเห็น
มันก็จริงอย่างที่น้าเอมิเรียพูดแต่ละชุดที่ยัยเด็กเหลือขอนี่หยิบออกมาจากราวมีแต่เสื้อผ้าที่เด็กน้อยเขานิยมใส่กัน ยกตัวอย่างเช่นเดรสแขนตุ๊กตาพองๆกระโปรงทรงบอลลูน หรือแม้กระทั่งชุดซึ่งมีโบผูกระย้า มันดูรกรุงรังมากกว่าสวยงามอย่างที่หล่อนพยายามโปรโมท
แค่คิดว่าต้องเดินเข้างานเลี้ยงหรูหรากับยัยนี่ในชุดปัญญาอ่อนพวกนั้นฉันก็เกิดความรู้สึกอับอายขายขี้หน้าแล้ว จึงจำใจต้องเลือกเสื้อผ้าให้เอมมี่ใหม่เลยได้เดรสเกาะอกสีขาวนวลคล้ายไข่มุกตัวนี้มาแทน
ฉันเองยังรู้สึกชอบชุดนี้มากๆมันสวยและโดดเด่นที่สุดในร้าน เพียงมองกวาดๆ กลับสะดุดตาเข้าอย่างจังจนต้องเดินไปหยิบออกมาเพ่งพินิจชื่นชม
ตอนแรกฉันตั้งใจจะเก็บเอาไว้ใส่เอง แต่อยู่ๆสมองกลับคิดไอเดียอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ จึงยอมเสียสละมันให้กับน้องสาวสุดที่รักตัวเองเลยได้ใส่เดรสเปิดไหล่เว้าหลังสีดำเรียบๆ โชว์ปานแดงเล็กๆ รูปหัวใจ แทบไม่มีรายละเอียดอะไรให้หวือหวา
แม้ไม่ได้โดดเด่นเทียบเท่าแต่ก็ดูเรียบหรูและแฝงความยั่วยวนอยู่ในที น้อยหน้าไปกว่ากันไม่เท่าไหร่ก็พอทำใจยอมรับได้อยู่ เมื่อคิดถึงผลตอบรับที่ตัวเองจะได้ในค่ำคืนนี้
“นิทานว่าเราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณพ่อจะรอนาน”
ฉันพลิกนาฬิกาฝังเพชรเรือนหรูบนข้อมือดูเวลาตอนนี้ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม ทั้งๆที่งานเลี้ยงจะเริ่มในอีกไม่ถึงสามสิบนาทีด้วยซ้ำแต่พวกเรายังยืนอยู่ที่บ้านกันอยู่เลย
“แม่ลืมดูเวลาเลย ทำไงดีล่ะ? ไม่น่าจะไปถึงทันงานเริ่ม”
น้าเอมิเรียหน้าเสียเมื่อรู้ถึงปัญหาหันรีหันขวางดูกระวนกระวาย พาลให้เอมมี่ตื่นตระหนกตามไปด้วยอีกคน
“ทำไงดีคะพี่นิทาน? เอมมี่ไม่อยากไปสาย”
มือเล็กทั้งสองข้างยกขึ้นแตะแขนฉันพร้อมเขย่าเบาๆหน้าตาจิ้มลิ้มดูหวาดหวั่นถึงผลกระทบที่กำลังจะได้รับ หากเป็คนอื่นคงนึกเอ็นดูแต่พอดีเป็ฉันมันเลยตรงกันข้าม
ฉันคิดในใจด้วยความหงุดหงิดก็เพราะว่าหล่อนนั่นแหละที่มัวแต่ลีลา ฉันใช้เวลาแต่งตัวไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งต้องมานั่งแหง็กรอยัยนี่แต่งองค์ทรงเครื่องไม่รู้จักเสร็จเดี๋ยวเปลี่ยนทรงผม เดี๋ยวเปลี่ยนเฉดสีเครื่องสำอาง
บ้าบอสิ้นดี!!
“นั่งรถไปยังไงก็ไม่ทันหรอกค่ะนิทานว่าเราเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินแทนดีกว่า”
มีของดีก็ต้องรู้จักใช้พ่ออุตส่าห์ซื้อเอาไว้ จะจอดทิ้งจอดขว้างในสวนหลังบ้านให้เสียของทำไมกันล่ะ
“ลูกสาวแม่ฉลาดที่สุดเลย”
น้าเอมิเรียทำท่าจะยื่นมือมาจับแก้มแต่ฉันเบี่ยงตัวหลบและแสร้งเดินนำหน้าออกไปนอกบ้าน พร้อมเอ่ยกระตุ้นพวกเธอ
“ถ้าช้ากว่านี้ ต่อให้บินไปยังไงก็ไม่น่าจะทันนะคะ”
แค่ใช้หลังคาเดียวกันคลุมหัวฉันก็รู้สึกหงุดหงิดจะแย่อยู่แล้วยังมีหน้ามาคิดจะแตะเนื้อต้องตัวกันอีก บอกได้คำเดียวว่าขยะแขยง!!
ฉันรีบติดต่อหานักบินส่วนตัวซึ่งประจำอยู่ที่บ้านและเมื่อพวกเราเดินเลาะมาถึงลานจอด ก็พบว่าเฮลิคอปเตอร์ถูกสตาร์ทเครื่องรอพร้อมขึ้นบินราวกับว่าคนขับสแตนบายอยู่ตรงนี้ั้แ่แรก รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ฉันไม่ได้ใส่ใจจะถามหาคำตอบ เพราะเวลานี้ถือว่าเป็นาทีเร่งด่วนพวกเราต้องไปถึงสถานที่จัดก่อนงานเริ่ม
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำสามสาวแห่งบ้าน ‘กิจธนะวรกุล’ก็มาปรากฏตัวในลานกว้างหน้าโรงแรมหรู สถานที่จัดงานตั้งอยู่ห่างจากจุดที่เครื่องลงจอดไม่ถึงยี่สิบเมตรเ้าของงานคงอยากได้บรรยากาศธรรมชาติกลางแจ้ง จึงเลือกจัดบริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมแทนที่จะเป็ห้องโถงใหญ่เปิดแอร์เย็นฉ่ำด้านใน
ทันทีที่ปลายรองเท้าััพื้นแเื่ในงานจ้องมองมาเป็ตาเดียว ก็พอเข้าใจได้ว่ายานพาหนะที่เราใช้เดินทางนั้นมันดูอลังการเกินกว่าจะเมินเฉยเล่นใหญ่ถึงขั้นเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบิน ไม่เด่นก็ให้มันรู้ไป
แต่นี่ก็เป็อีกหนึ่งในแผนการที่ฉันวางเอาไว้ยิ่งเด่นยิ่งดี หลังจากนี้เอมิลี่น้องสาวสุดที่รักของฉัน จะได้กลายเป็ที่จดจำและกล่าวขานไปอีกยาวนาน