ประโยคนั้นทำให้จางหลินอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความไร้ยางอายของชิงเยว่จากใจจริง
เมื่อคืนนี้นางยังเป็อีตัวที่พึงพอใจอยู่ใต้ร่างของชายอื่น แต่ตอนนี้นางกลับแสดงกิริยาต่อเขาเป็ปกติ และเขายังไม่สามารถััได้ถึงความรู้สึกใดๆนอกจากความจริงใจ
จางหลินแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังรถม้า และพบเข้ากับชายผมยาวสีทองสลับดำที่กำลังกุมบังเหียนม้าและกำลังจ้องมองมาที่เขาในลักษณะแปลกๆ
สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน จางหลินััได้ถึงแรงกดดันลึกลับที่ส่งตรงมาหาเขา!
จู่ๆจางหลินก็ััได้ถึงจิตมุ่งร้ายที่ฉายชัดในแววตาคู่นั้น!
สิ่งที่เขาััได้คือความหึงหวง ความอิจฉาริษยาและเจตนาฆ่าที่ผสมผสานอยู่ในดวงตาของชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้!
แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกอาฆาตมาดร้ายนั้นไม่ได้ทำให้จางหลินรู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นมาประสานไปยังทิศทางของคนขับรถม้าอย่างเป็มิตร “พี่ชายท่านนี้ ข้าไม่เคยเห็นหน้าท่านมาก่อน เป็ไปได้ไหมว่าท่านคือขี้ข้าคนใหม่ของตระกูลชิง?”
เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความดูถูกเย้ยหยันของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็มืดมนในชั่วพริบตา!
ในตลอดชีวิตหลายสิบปี มีใครบ้างที่กล้าจะเรียกมันว่า ‘ขี้ข้า?’
มันถูกเรียกว่าขี้ข้าจากชายผู้ที่ไม่มีแม้แต่พลังยุทธ์! นี่เป็ความอัปยศอดสูครั้งใหญ่!
แม้แต่ใบหน้าของชิงเยว่ก็ซีดลงเมื่อได้ยินคำทักทายของจางหลิน นางอดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าและแนะนำให้รู้จักอย่างรวดเร็ว “พี่จางอย่าเสียมารยาท เขาคือคนรู้จักของท่านพ่อจากเมืองชิงโจว พี่หยางเซี่ย”
“โอ้? คนจากเมืองชิงโจวงั้นรึ?” จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะพูดแนะนำตัว “ข้าจางหลิน คู่หมั้นของชิงเยว่ ในเมื่อเ้ามาจากแดนไกล เกรงว่าเ้าอาจจะเคยได้ยินชื่อของข้าเป็ครั้งแรก”
จู่ๆ เขาก็พูดคำๆหนึ่งออกมาด้วยเสียงทุ้มลึก “ในอีกสองวันก็จะถึงวันแต่งงานของข้าและชิงเยว่ หากพี่หยางไม่รังเกียจ จางผู้นี้ก็อยากจะเชิญชวนให้ท่านมาเข้าร่วมพิธีมงคลนี้ด้วย แน่นอนว่าในฐานะข้ารับใช้ของตระกูลชิง…”
ครั้นได้ยินประโยคนั้น หยางเซี่ยก็กำหมัดแน่น พร้อมทั้งดวงตาของมันที่ค่อยๆแดงก่ำจากความโกรธแค้น!
ซู่!
กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งออกมาจากร่างกายอันแข็งแกร่ง ทำให้บรรยากาศอบอ้าวในยามเที่ยงวันก็พลันรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามา!
จู่ๆ รูม่านตาของจางหลินก็หดลีบลง!
[ขอบเขตก่อกำเนิด!]
[หยางเซี่ยผู้นี้มีความแข็งแกร่งเทียบได้กับลุงหยูเซิง!]
จากที่เขารู้จัก ผู้ที่มีความแข็งแกร่งในขอบเขตก่อกำเนิดในอายุเท่านี้ไม่ควรจะมีอยู่ในเมืองชิงโจวหรือรอบนอกของแผ่นดินใหญ่ ในความเป็จริงด้วยพร์ของหยางเซี่ย เขาอาจจะมาจากมหาอำนาจที่อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นฉู่โดยตรงได้เสียด้วยซ้ำ
ดูเหมือนว่าภูมิหลังของหยางเซี่ยจะไม่ธรรมดาอย่างที่เขาคาดไว้
แน่นอนว่าคำพูดของเขาไม่ได้เปล่งออกมาโดยบังเอิญ แต่มันเป็การยั่วยุให้หยางเซี่ยถูกกระตุ้นทางวาจา จนมันต้องเปิดเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมา
เมื่อนั้นจางหลินก็จะสามารถคิดแผนรับมือกับบุคคลที่มีความแข็งแกร่งในระดับนี้ได้
ชิงเยว่ที่เห็นดังนั้นก็เริ่มตื่นตระหนก นางรีบคว้าแขนของจางหลินและตะคอกออกมาโดยสัญชาตญาณ “พี่จาง พอได้แล้ว!”
จางหลินสะดุ้งเฮือก เขาจ้องมองใบหน้าของชิงเยว่ในลักษณะแปลกๆ
“ขะ-ข้า…” ชิงเยว่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่านางไปทำอะไรที่ไม่เป็ธรรมชาติออกไป นางรีบเข้าไปเขย่าแขนเขาก่อนจะกล่าวอย่างออดอ้อน “พี่จาง พี่หยางถือได้ว่าเป็แขกผู้มีเกียรติของตระกูลชิง ขอให้ท่านอย่าพูดอะไรที่เสียมารยาทกับแขกของท่านพ่อได้หรือไม่?”
จางหลินยอมรับว่าชิงเยว่มีความอดทนเป็เลิศเพื่อจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า
ดูเหมือนว่าเื่นี้จะไม่ได้ง่ายดายเฉกเช่นการนอกใจอย่างที่เขาคิด
จางหลินเพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น แม้ภายในใจจะรู้สึกรังเกียจเต็มทน “เอาล่ะ”
หลังจากพูดคุยสักระยะ ทั้งจางหลินและชิงเยว่ก็ขึ้นรถม้าที่มีม่าน แต่ก่อนที่นางจะเข้าไป นางกลับจ้องมองไปยังหยางเซี่ยและส่ายหน้าเบาๆ
หยางเซี่ยทำได้เพียงพ่นลมหายใจอย่างเ็า แต่เขาก็แสร้งทำเป็ว่าไม่สนใจ
จากนั้นรถม้าก็ได้ออกจากตระกูลจางและตรงไปยังทิศเหนือของเมืองหยางโจว
.
.
.
ขณะที่กำลังนั่งในรถม้า สีหน้าของจางหลินยังคงเรียบเฉยขณะพลิกตำราอ่านอย่างตั้งใจ แต่จู่ๆชิงเยว่ก็ขยับเข้ามาใกล้ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้น
“พี่จาง ข้าได้ยินมาว่าลุงจางได้กลั่นเม็ดยาระดับ 3 ขั้นสูงให้แก่ท่านเพื่อเปิดผนึกจุดชีพจรใช่หรือไม่?” ดวงตาของนางมีความคาดหวังเมื่อเอ่ยคำถามนี้
หากเป็มุมมองของจางหลินก่อนหน้านี้ เขาอาจจะมองว่านางกำลังคาดหวังว่าตนจะสามารถเปิดจุดชีพจรทั้งหมดได้และกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ
แต่ในสายตาของจางหลิน แววตาของนางเป็ความคาดหวังที่้าให้เม็ดยาัคลั่งไม่สามารถทะลวงจุดชีพจรได้เสียมากกว่า
จางหลินอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะในใจ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “มันไร้ประโยชน์ แม้จะมีการกระตุ้นที่รุนแรงของเม็ดยาัคลั่ง แต่จุดชีพจรของข้ายังคงถูกปิดกั้นและไม่มีท่าทีว่าจะมีอะไรมากระตุ้นมันได้แม้แต่น้อย”
“พี่จางอย่าเพิ่งยอมแพ้…” ชิงเยว่อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ นางยื่นมือเข้าไปจับมือของจางหลินในลักษณะให้กำลังใจ “ตอนนี้ท่านพ่อได้พบเจอกับบุคคลที่สามารถช่วยเหลือท่านในเื่นี้ได้แล้ว”
ประโยคนั้นทำให้จางหลินละสายตาจากตำรา และจ้องมองนางด้วยแววตาสงสัย “จะ-เ้ากำลังหมายถึงอะไร?”
เมื่อเห็นความสงสัยบนใบหน้าของจางหลิน ชิงเยว่ยิ้มออกมาอย่างสดใส “ท่านพ่อได้ใช้ความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ให้แก่ท่านมาโดยตลอด ดังนั้นท่านพ่อจึงได้เชิญนักปรุงยาระดับ 5 ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาที่ตระกูลชิงเป็การส่วนตัว เพื่อที่จะให้ปรมาจารย์ผู้นั้นปรุงยาที่จะช่วยทลายจุดชีพจรให้ท่านโดยเฉพาะ”
“โอ้?” คำตอบที่ได้รับทำให้จางหลินอยากรู้อยากเห็น “บอกข้าได้หรือไม่ว่าปรมาจารย์นักปรุงยาระดับ 5 ผู้นั้นคือใคร?”
ต้องเข้าใจว่าบิดาของเขาจางหยินเซียวที่มีชื่อเสียงลือกระฉ่อนในเมืองหยางโจวก็เป็เพียงนักปรุงยาระดับ 3 ขั้นสูงเท่านั้น การจะค้นหานักปรุงยาระดับ 5 สักคนในเมืองหยางโจวเองก็แทบจะเป็ไปไม่ได้
แต่การที่ตระกูลชิงสามารถเชิญนักปรุงยาระดับ 5 มาเป็การส่วนตัวได้ เป็เื่ใหญ่ที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากที่ยากจะคาดคิด
ชิงเยว่ยิ้มออกมาอย่างสดใส “ปรมาจารย์นักปรุงยาผู้นั้นคืออาจารย์ของพี่หยาง ท่านปรมาจารย์ซูหยาน”
“ปรมาจารย์ซูหยาน?” จางหลินจดจำชื่อนี้ไว้ในใจ
ชิงเยว่พยักหน้าเบาๆ “และเพื่อที่จะเลือกสมุนไพรที่ขาดเหลือให้ตรงกับใบสั่งยา ปรมาจารย์ซูจึงได้ให้พี่หยางติดตามข้ามาที่ศูนย์การค้าเพื่อการนี้โดยเฉพาะ”
จางหลินมีสีหน้าที่ใไม่น้อย “ปรากฏว่าที่พวกเรามาที่ศูนย์การค้าเพียงเพราะออกมาซื้อสมุนไพรเพื่อที่จะปรุงยาระดับ 5 ให้ข้างั้นรึ?”
“ท่านเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว” ชิงเยว่พยักหน้าอย่างอบอุ่น รอยยิ้มนั้นสามารถทำให้บุรุษหลงใหลได้อย่างง่ายดาย