หนึ่งสัปดาห์หลังจากมาถึงนากาโนะ
มาซาอากิเริ่มมีตารางชีวิตที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีตื่นเช้า เดินเล่น กินอาหารเช้า อ่านหนังสือ เดินเล่นอีก แล้วก็กินข้าว ฟังดูน่าเบื่อแต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกเบื่อเลยในทางตรงกันข้ามเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังหายใจได้เต็มปอดเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี
เช้าวันนั้นเขานั่งอยู่บนระเบียงบ้านพักโฮตารุกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ สายหมอกลอยอยู่เหนือยอดไม้เสียงนกร้องดังมาจากไกล ๆ ทุกอย่างสงบจนเหมือนภาพวาด
“คุณคุโรคาวะ!”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากถนนด้านล่างมาซาอากิไม่ต้องมองก็รู้ว่าใคร อาโออิยืนโบกมืออยู่ข้างจักรยานสีฟ้าคันเล็ก
กล้องยังคล้องคอเหมือนเดิมรอยยิ้มยังสดใสเหมือนเดิม
“ลงมาเร็วค่ะ!”
“ทำไม”
“ฉันเจออะไรดี ๆ”
“อะไร”
“ถ้าบอกก็ไม่เซอร์ไพรส์สิคะ”
“ฟังดูน่าสงสัย”
“ไว้ใจฉันหน่อย”
“นั่นแหละที่น่าสงสัย”
อาโออิหัวเราะเสียงดัง
“เร็วค่ะ!”
...
สิบนาทีต่อมา
มาซาอากิก็เดินตามเธออยู่บนถนนเล็กๆ นอกหมู่บ้าน
“ตกลงจะพาไปไหน”
“เดี๋ยวก็รู้”
“คุณชอบพูดแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“คนรอบตัวไม่รำคาญเหรอ”
“รำคาญ”
“...”
“แต่ก็ยังคบกับฉันอยู่”
เธอตอบหน้าตาเฉยก่อนหัวเราะเองอีกครั้ง
ทางเดินพาทั้งคู่ผ่านทุ่งหญ้าผ่านลำธาร ผ่านสวนแอปเปิลหลายแห่ง ลมพัดเอากลิ่นดอกไม้ป่ามาเป็ระยะ ในที่สุดอาโออิก็หยุด
“ถึงแล้ว”
ตรงหน้าเป็ทุ่งดอกไม้สีเหลืองกว้างใหญ่ดอกเรพซีดนับพันต้นกำลังบานสะพรั่งไหวเอนไปตามสายลมราวกับคลื่นสีทองมาซาอากินิ่งไป
“สวยใช่ไหม”
“มาก”
“ฉันชอบมาที่นี่” อาโออิพูดเบา ๆ “ทุกปี”
เธอยกกล้องขึ้นแชะ แชะ แชะ เสียงชัตเตอร์ดังต่อเนื่อง
มาซาอากิสังเกตว่าเวลาถ่ายรูปอาโออิจะจริงจังกว่าปกติรอยยิ้มซุกซนหายไปเหลือเพียงสมาธิเต็มเปี่ยมราวกับกลัวว่าจะพลาดอะไรสักอย่าง
“คุณชอบถ่ายรูปมากจริง ๆ”
“มากค่ะ”
“เริ่มั้แ่เมื่อไร”
อาโออิหยุดคิด“ตอนมัธยมปลาย”
“เพราะอะไร”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ“เพราะกลัวลืม”
“ลืม?”
“อืม”
เธอมองไปยังทุ่งดอกไม้“บางอย่างสวยมาก แต่ไม่ได้อยู่ตลอดไป” น้ำเสียงนั้นเบาเกือบเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง
มาซาอากิหันมองเธอแต่อาโออิก็ยิ้มอีกครั้งเหมือนปิดประตูบางอย่างในใจลงเรียบร้อยแล้ว
...
่สาย
ทั้งสองแวะร้านขายของเล็กๆ ริมทาง เ้าของร้านเป็คุณตาวัยแปดสิบกว่าที่ดูจะรู้จักอาโออิดี
“อ้าว อาโออิจัง”
“สวัสดีค่ะ”
“วันนี้พาแฟนมาด้วยเหรอ”
อาโออิสำลักน้ำชาส่วนมาซาอากิแทบทำแก้วหล่น
“ไม่ใช่ค่ะ!”
“ไม่ใช่ครับ!”
ทั้งสองพูดพร้อมกันจนคุณตาหัวเราะลั่น
“เข้าขากันดีนี่”
“ไม่ใช่จริง ๆ ค่ะ!”
อาโออิหน้าแดงทันทีก่อนหันมาทำหน้าดุใส่มาซาอากิ
“คุณก็ช่วยปฏิเสธให้เร็วกว่านี้สิ”
“ผมปฏิเสธพร้อมคุณเลยนะ”
“ช้าไปครึ่งวินาที”
“ต่างกันตรงไหน”
“ต่างค่ะ”
เธอยืนยันหนักแน่นทั้งที่ไม่มีเหตุผลรองรับเลย
...
หลังออกจากร้านทั้งคู่เดินเลียบลำธารสายเล็กน้ำใสจนมองเห็นก้อนหินด้านล่าง เด็กสองคนกำลังจับปลาอยู่ไกลๆ เสียงหัวเราะดังมาตามลม
“คุณเคยคิดไหม” อาโออิถามขึ้น
“อะไร”
“ว่าที่นี่แปลก”
“แปลกยังไง”
เธอกวาดตามองรอบตัว“เวลาเดินช้ากว่าเมืองใหญ่”
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ “เวลาเดินเท่ากันทุกที่นะ”
“ไม่จริง”
“พิสูจน์สิ”
“ง่ายมาก”
อาโออิชี้ไปทางหมู่บ้าน“หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา”
“คุณจำวันที่ทำงานได้ทุกวันไหม”
“ไม่”
“แต่จำวันที่นี่ได้ทุกวันไหม”
มาซาอากิเงียบเพราะคำตอบคือใช่เขาจำได้แทบทุกวัน จำเช้าวันแรก จำทุ่งดอกไม้ จำร้านกาแฟ จำศาลาบนเนิน จำเสียงหัวเราะของเธอจำได้หมด
“เห็นไหม” อาโออิยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ที่นี่เวลาเดินช้าหรือเพราะเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมากขึ้น”
เธอหยุดเดินหันมามองเขาก่อนยิ้มกว้าง
“นั่นแหละค่ะ ความหมายเดียวกัน”
สายลมพัดผ่านลำธารแสงแดดสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ มาซาอากิมองภาพตรงหน้าแล้วนึกขึ้นได้ว่าหลายปีที่ผ่านมาเขาอาจไม่ได้ใช้ชีวิตเร็วเกินไปแต่เขาอาจใช้ชีวิตโดยไม่ทันมองมันเลยต่างหากและไม่รู้ตัวเลยว่าเด็กสาวข้างกายกำลังค่อยๆ เปลี่ยนวิธีมองโลกของเขาไปทีละน้อยโดยที่เธอเองก็ไม่รู้เช่นกัน
...
่บ่ายแก่ๆ
ขณะทั้งสองเดินกลับหมู่บ้านอาโออิจู่ๆ ก็หยุดเดิน
“เดี๋ยวก่อน”
“มีอะไร”
เธอหรี่ตามองไปยังถนนอีกฝั่งสีหน้าฉงนเหมือนกำลังพยายามมองอะไรบางอย่าง ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น
“อ๋อ”
“อะไร”
“นึกว่าคุณยายฟูมิ”
“แล้วไม่ใช่?”
“ไม่ใช่ค่ะ” เธอหัวเราะ
“สายตาฉันคงเพี้ยน” พูดจบก็เดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่คราวนี้มาซาอากิไม่ได้มองข้ามเพราะเป็ครั้งที่สามแล้วที่เขาเห็นเธอมีปัญหากับการมองเห็นบางอย่างเพียงแต่...มันเล็กน้อยเกินไปเล็กน้อยจนไม่มีเหตุผลให้ถามและเล็กน้อยจนเขายังไม่รู้ว่ากำลังยืนอยู่หน้าประตูของความจริงที่เปลี่ยนเื่ราวทั้งหมด