ณ เมืองหลิงอันที่ความเจริญรุ่งเรืองแผ่ซ่านไปทั่วทุกหัวระแหง ใต้แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหลังคาเรือนไม้โบราณ เสียงเรียกขายของพ่อค้าแม่ค้าดังก้องไปตามถนนหินที่ปูเรียงเป็แถว กลิ่นหอมของดอกบัวที่บานเบิกในสระน้ำหน้าจวนขุนนางลอยมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเ้าเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง เมืองหลิงอันเป็เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็ที่ตั้งของราชสำนักในอดีต และเป็บ้านเกิดของขุนนางผู้ซื่อสัตย์มากมาย
ในย่านที่อยู่อาศัยของขุนนางชั้นกลาง ตรอกซอกเซาะที่เรียงรายไปด้วยต้นหลิวใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปี ใบหลิวที่โต้แต้ไปตามสายลมเป็เสมือนม่านบังแสงแดดอันแรงกล้า ทำให้บรรยากาศในตรอกนี้ดูร่มรื่นและเงียบสงบ แต่เื้ัความสงบนั้น กลับซ่อนเร้นความทุกข์ยากที่ไม่มีใครเห็น
หลินต้าเหริน ผู้เป็หัวหน้าตระกูลหลิน เป็ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเครียดขรึม แต่ยังคงเผยให้เห็นความสง่างามที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ผมหงอกที่เริ่มปรากฏที่ขมับเล่าให้ฟังถึงความเครียดและความกังวลที่สั่งสมมาเป็เวลานาน เขาเป็คนที่มีหลักการแน่วแน่ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ไม่เคยคิดจะใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แม้ว่าจะมีโอกาสมากมายที่จะทำเช่นนั้น
ในสมัยที่ยังหนุ่ม หลินต้าเหรินเคยเป็ขุนนางที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากฝ่ายในและฝ่ายค้าน เขาทำงานด้วยความขยันขันแข็ง มีความรู้ความสามารถในการบริหารงาน และที่สำคัญคือมีใจที่รักประชาชน แต่เมื่อกระแสการเมืองเปลี่ยนแปลง เมื่อขุนนางที่คดโกงและฉ้อราษฎร์บังหลวงได้รับการสนับสนุนมากกว่า หลินต้าเหรินก็ค่อยๆ ถูกผลักไสออกจากวงในของราชสำนัก ตำแหน่งที่เขาได้รับในปัจจุบันเป็เพียงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ที่ไม่มีอำนาจจริง เงินเดือนที่ได้รับก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของครอบครัวขุนนาง
นางเหลียง ภรรยาของหลินต้าเหริน เป็หญิงที่มีความงดงามแบบคลาสสิก แม้ว่าอายุจะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่ยังคงเผยให้เห็นเสน่ห์ของกุลสตรีผู้มีการศึกษา เธอเกิดมาในตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียง และได้รับการอบรมสั่งสอนในเื่การจัดการบ้านเรือน การเขียนหนังสือ และศิลปะต่างๆ อย่างดี ในวัยหนุ่มสาว นางเหลียงเป็ที่ชื่นชมของหนุ่มขุนนางหลายคน แต่เธอเลือกที่จะแต่งงานกับหลินต้าเหรินเพราะหลงใหลในความซื่อสัตย์และความมีหลักการของเขา แต่เมื่อฐานะของครอบครัวเริ่มตกต่ำ นางเหลียงต้องปรับตัวจากการเป็กุลสตรีที่มีคนรับใช้มากมาย มาเป็แม่บ้านที่ต้องทำงานด้วยมือของตนเอง
หลินเฟย บุตรชายคนเดียวของตระกูลหลิน เป็หนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ดปีที่มีใบหน้าคล้ายกับบิดา แต่ยังคงความไร้เดียงสาและความมุ่งมั่นในสายตา เขาเป็เด็กที่ฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการเรียนรู้สูง และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูล ั้แ่เด็ก หลินเฟยได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวดจากบิดา ทั้งในเื่การอ่านเขียน วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และศิลปะการต่อสู้ เขารู้ดีว่าตนเองเป็ความหวังเดียวของครอบครัว และรู้สึกกดดันกับความคาดหวังที่มีต่อตนเอง
หลี่เหว่ย บุตรชายของตระกูลหลี่ผู้มั่งคั่ง เป็หนุ่มวัยยี่สิบสองปีที่มีรูปร่างหน้าตาดี มีความเรียบร้อยและมีมารยาทงดงาม เขาเป็คนที่มีใจดี ซื่อสัตย์ และมีความรักที่แท้จริงต่อหลินฮวา แม้ว่าตระกูลหลินจะตกต่ำลง แต่เขาก็ยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับหลินฮวา เพราะเขารักเธอด้วยใจจริง ไม่ใช่เพราะฐานะหรือทรัพย์สิน
ภาระที่หนักอึ้งที่สุดคือค่าเล่าเรียนของหลินเฟย บุตরชายคนเดียวผู้เป็ความหวังของตระกูล หลินต้าเหริน้าให้หลินเฟยได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด เพื่อสอบเข้ารับราชการและสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูลตามรอยบรรพบุรุษ แต่ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนนั้นสูงลิบลิ่ว เกินกว่ารายได้ของขุนนางผู้ซื่อสัตย์จะแบกรับไหว หนี้สินเริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็เงาตามหลอกหลอนตระกูลหลิน
หลินฮวา บุตรสาวคนโตของตระกูล เป็กุลสตรีที่งดงามอ่อนหวานและมีความกตัญญูสูงส่ง เธอเห็นความทุกข์ใจของบิดาและมารดา จึงพยายามช่วยแบ่งเบาภาระทุกวิถีทาง ั้แ่ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการเย็บปักถักร้อยเพื่อนำไปขาย แต่รายได้ที่ได้มานั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัวให้พ้นจากวิกฤตนี้ได้ หลินฮวารู้สึกกดดันและไร้หนทาง เธออยากจะช่วยครอบครัวให้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ในขณะที่ความมืดมิดกำลังปกคลุมตระกูลหลิน แสงสว่างเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นในรูปของท่านลุงิ น้องชายของหลินต้าเหริน ท่านลุงิเป็จิตรกรผู้มีฝีมือ แต่กลับไม่เอาไหนในเื่การทำมาหากิน เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการวาดภาพและดื่มสุรา ไม่สนใจเื่ทางโลกมากนัก แต่สายตาของเขากลับคมกริบและมองเห็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาในตัวหลินฮวา
วันหนึ่ง ขณะที่หลินฮวากำลังนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ใต้ต้นหลิว ท่านลุงิก็เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา เขามองสำรวจหลินฮวาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตาของเขาเป็ประกายราวกับค้นพบขุมทรัพย์อันล้ำค่า
"หลินฮวา เ้าช่างงดงามราวกับเทพธิดาลงมาจุติ" ท่านลุงิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม "ผิวพรรณของเ้าผุดผ่องราวหิมะแรกแย้ม รูปหน้าของเ้าอ่อนหวาน ดวงตาของเ้าเป็ประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า"
หลินฮวารู้สึกประหม่ากับคำชมที่ไม่คาดฝัน เธอไม่เคยได้รับคำชมเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากท่านลุงิผู้ที่ไม่เคยสนใจสิ่งใดนอกจากงานศิลปะของตนเอง
"ท่านลุงิ ท่านมีอะไรหรือเ้าคะ" หลินฮวาถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ข้ามีข้อเสนอดีๆ มาให้เ้า" ท่านลุงิกล่าวพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้า้าให้เ้ามาเป็นางแบบให้ข้า ข้าจะวาดภาพของเ้า และนำไปขาย หากภาพของเ้าเป็ที่้าของตลาด เ้าก็จะได้ส่วนแบ่งจากยอดขายทั้งหมด"
หลินฮวารู้สึกใกับข้อเสนอของท่านลุงิ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาเป็นางแบบวาดภาพ ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็ไม่แน่ใจว่าการเป็นางแบบนั้นจะเหมาะสมกับกุลสตรีอย่างเธอหรือไม่
"แต่... แต่ข้า..." หลินฮวาพยายามปฏิเสธ
"อย่าเพิ่งปฏิเสธไปเสียก่อน" ท่านลุงิกล่าวแทรก "ข้ารู้ว่าตระกูลของเ้ากำลังประสบปัญหาทางการเงิน หากเ้ามาเป็นางแบบให้ข้า เ้าจะสามารถช่วยครอบครัวของเ้าได้ และยังสามารถส่งเสียน้องชายของเ้าให้ได้เรียนหนังสือต่อไปได้อีกด้วย"
คำพูดของท่านลุงิแทงใจดำของหลินฮวา เธอคิดถึงบิดามารดาที่ต้องทำงานอย่างหนัก คิดถึงน้องชายผู้เป็ความหวังของตระกูล และคิดถึงหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทุกวัน ความ้าที่จะช่วยครอบครัวนั้นมีมากกว่าความรู้สึกประหม่าและความไม่แน่ใจ
"ท่านลุงิ ท่านจะวาดภาพแบบไหนหรือเ้าคะ" หลินฮวาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
"ข้าจะวาดภาพที่แสดงถึงความงามที่บริสุทธิ์ของเ้า" ท่านลุงิกล่าวพลางยิ้มอย่างอบอุ่น "มันจะเป็งานศิลปะที่งดงามและทรงคุณค่า ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าจะดูแลเ้าเป็อย่างดี"
หลินฮวาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง เธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ความผิดบาป และโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจหวนคืน