ตอนที่ 12
ติ๊ง!
[ ค่าความชำนาญถึงเกณฑ์ที่กำหนด สกิล นักตัดแต่งพันธุกรรม เลื่อนเป็เลเวล 10 ]
การใช้งานสกิลแต่ละสกิลจนค่าความชำนาญถึงเลเวล 10 นั้น เป็เื่ที่ค่อนข้างยากแม้จะเป็สกิลระดับต่ำก็ตาม เพราะการจะเพิ่มความชำนาญสกิลนั้นจำเป็ต้องใช้สกิลนั้นอย่างต่อเนื่องทำให้เผาผลาญการใช้มานาไปอย่างมหาศาล แต่ลูเซียสที่ได้เห็นภาพอันน่าเหลือเชื่อตรงหน้านั้นกลับไม่แปลกใจเลยที่เลเวลสกิลขององค์ราชินีจะมาถึงเลเวล 10 ได้ในเวลาไม่กี่วัน เพราะตลอดหลายวันที่เขาอยู่ในโลกใบนี้องค์ราชินีได้ทำการปรับแต่งพันธุกรรมของเหล่าซอมบี้ภายใต้บังคับบัญชาไปแล้วไม่ต่ำกว่าแสนครั้ง แถมองค์ราชินียังไม่ได้ปรับแต่งซอมบี้หนึ่งคนเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากวันแรกก็เหมือนเธอจะติดลมแล้วทดลองผสมพันธุกรรมที่เธอมีทั้งหมดให้กับเหล่าซอมบี้ของเธออย่างขยันขันแข็งตลอดทั้งวันทั้งคืนเลย
ค่าความเข้ากันของพันธุกรรมนั้นแตกต่างกันออกไปแล้วแต่เผ่าพันธุ์ที่ทำการตัดต่อ อย่างเผ่าพันธุ์ที่มีร่างกายแข็งแกร่งมาแต่แรกอย่างพวกออร์คหรือมิโนทอร์จะใส่พันธุกรรมที่ได้ผลเกี่ยวกับความเร็วและสกิลเรียนรู้ได้ค่อนข้างยาก และทำให้ล้มเหลวบ่อยครั้ง เช่นเดียวกับเผ่ามีปีกที่สามารถบินได้ก็ผสมพันธุกรรมเกี่ยวกับพละกำลังได้จำกัดเช่นกัน แม้จะน่าแปลกนิดหน่อยที่เผ่ามนุษย์อย่างตัวจูนเองสามารถปรับรับพันธุกรรมได้เกือบทุกแบบก็ตาม
“ยอดเยี่ยมมากเ้าค่ะองค์ราชินี” พี่หยกที่ตอนนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของหญิงสาวชาวมนุษย์ผู้มีเส้นผมสีเขียวเข้มและเหลือเกล็ดของเผ่าอารันซาไม่มากกำลังชื่นชมความสามารถของจูนอย่างปลาบปลื้มเมื่อเห็นผลงานที่จูนเพิ่งจะทำสำเร็จ อาจจะเป็เพราะเผ่าพันธุ์ตั้งต้นของจูนคืุ์ก็ได้ ทำให้ทุกครั้งที่จูนผสมพันธุกรรมลงไปในร่างของเผ่าพันธุ์อื่นๆ พันธุกรรมของมนุษย์ก็จะโดดเด่นที่สุดเสมอ ตอนนี้เหล่าเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพันธุกรรมมนุษย์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปร่างของมนุษย์โดยเหลือลักษณะพิเศษของเผ่าพันธุ์ตัวเองเอาไว้เล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็ยังมีบางเผ่าที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์อยู่แล้วเลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ อย่างเผ่าคนแคระที่ดูแขนขายาวกว่าเดิมเล็กน้อย หรือพวกออร์คที่ดูจะสื่อสารได้รวดเร็วขึ้นแต่ยังคงสภาพภายนอกไว้เหมือนเดิม
“แบบนี้ค่อยดูเหมือนเมืองปกติหน่อย” คนที่ดีใจกับผลงานในครั้งนี้ที่สุดก็คงเป็ตัวจูนเอง เพราะต่อให้จูนซ่อมแซมเมืองให้กลับมาเหมือนมีชีวิตชีวาแค่ไหน สิ่งเดียวที่จูนไม่สามารถทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ก็คือสภาพร่างกายของเหล่าผู้อยู่อาศัยนี่เอง เท่านี้จูนก็ไม่ต้องใช้จินตนาการหลอกตัวเองอีกแล้ว เพราะพวกเขาตอนนี้ดูเหมือนคนที่ยังมีชีวิตปกติเลย
“ต้องขอบคุณจริงๆนะคะ คุณลูเซียส เป็เพราะคุณแท้ๆฉันถึงรักษาร่างกายของทุกคนได้” หลังจากทดลองจนพอใจแล้ว จูนก็หันไปขอบคุณลูเซียสพร้อมรอยยิ้มที่แสนสดใสจากใจจริงที่ไม่ได้ยิ้มออกมาเสียเนิ่นนาน
“ด้วยความยินดีครับ หากท่านจูนพอใจก็ช่วยอุดหนุนสมาคมการค้าเอมเมอร์รันของเราให้เยอะๆก็พอครับ” ลูเซียสที่เริ่มจะชินกับการเห็นองค์ราชินีใช้สกิลรัวๆอย่างกับมานาไม่มีวันหมดเสียแล้วกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้มของพ่อค้าเช่นเดิม เพียงแต่สายตาที่ลูเซียสมองไปทางจูนนั้นกลับดูต่างออกไปจากเดิมนิดหน่อย ทั้งๆที่เธอเป็เด็กผู้หญิงที่แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจหลังจากได้สกิลใหม่แล้วเผลอใช้จนลืมวันลืมคืนอย่างกับเด็กๆแท้ๆ แต่เธอก็มีพลังอำนาจที่แม้แต่ลูเซียสก็ยังหยั่งไม่ถึง แถมการกระทำราวกับเล่นสนุกของเธอเมื่อครู่ยังเพิ่มขีดความสามารถของลูกน้องภายใต้การปกครองของเธออย่างน่าหวาดกลัวด้วย ท่าทางสิ่งที่ลูเซียสต้องเพ่งเล็งเป็พิเศษจะไม่ใช่แค่ทรัพยากรภายในดาวดวงนี้เท่านั้นเสียแล้ว แต่ตัวเ้าของดวงดาวดวงนี้เองก็น่าสนใจไม่น้อยเลย
“นั่นสินะคะ มัวแต่ใช้สกิลเพลินไปหน่อยจนลืมไปเลย ตอนนี้ฉันสามารถสั่งไอเทมจากในรายการได้เลยใช่หรือเปล่าคะ” อีกฝ่ายให้ของขวัญที่ดีขนาดนี้จูนจะใจจืดใจดำไม่อุดหนุนสินค้าของอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน แถมจูนก็ยังอยากได้สกิลโจมตีอยู่เหมือนเดิม ถ้ามีผลึกสกิลที่เธอสามารถใช้ได้ก็ดีสิ
“องค์ราชินี หากจะซื้อสินค้าคงต้องรีบสักหน่อยนะคะ ท่านลูเซียสเหลือเวลาอยู่กับพวกเราแค่วันเดียวเท่านั้นเอง”
“เอ๊ะ… วันเดียว” จูนได้ยินคำพูดของพี่หยกก็กะพริบตาปริบๆหันมองไปทางซ้ายทีขวาทีด้วยใบหน้าเอ๋อๆเหมือนไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองทดลองปรับแต่งพันธุกรรมของเหล่าซอมบี้ภายใต้การปกครองจนเกือบจะหมดเวลา 14 วันที่ลูเซียสต้องอยู่ภายในเกทไปเสียแล้ว
“ขะ…ขอโทษด้วยค่ะ ่หลังๆพอเผลอใจลอยทีไรฉันก็ไม่สนใจสิ่งรอบข้างทุกทีเลย ทั้งๆที่ฉันขอให้คุณลูเซียสอยู่เป็เพื่อนคุยแท้ๆ แต่กลับปล่อยคุณนั่งอยู่เฉยๆตั้งหลายวัน” จูนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย มันเหมือนลากเพื่อนมาเล่นที่บ้านแล้วตัวเองมัวแต่อ่านหนังสือจนปล่อยเพื่อนทิ้งไว้เฉยๆเลย
“ไม่เป็ไรหรอกครับ สิ่งที่ผมเห็นก็สนุกมากเหมือนกัน” ลูเซียสไม่ได้พูดเพื่อรักษาน้ำใจแต่อย่างไร แต่่หลายวันที่เห็นจูนเปิดใช้งานสกิลเพื่อปรับแต่งพันธุกรรมของเหล่าซอมบี้นั้นเป็ภาพที่ทำให้ลูเซียสรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ ความสามารถที่เธอได้รับเป็สกิลระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพลังของมันแทบไม่ต่างจากความสามารถของพระเ้าที่ใช้สร้างเหล่าผู้อยู่อาศัยภายในโลกเลย
“แต่เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา ผมขอถือวิสาสะแนะนำสินค้าที่ท่านจูนน่าจะสนใจนะครับ อย่างแรกคือเครื่องแปลภาษารุ่นล่าสุดที่ผลิตโดยดวงดาวแห่งผู้ทรงปัญญาครับ ประสิทธิภาพของมันท่านก็น่าจะได้ััแล้ว” ลูเซียสชี้นิ้วไปที่ต่างหูขนาดเล็กที่ติดอยู่บนใบหูของเขาด้วยท่าทีภาคภูมิใจและพร้อมจะนำเสนอสุดๆ เพราะสิ่งนี้คือสินค้าขายดีสำหรับดวงดาวที่เพิ่งจะขึ้นมาเป็ระดับ 2 ยังไงล่ะ
“ถ้ามีมัน ต่อให้ไม่ใช่ผมท่านจูนก็จะสามารถสื่อสารกับผู้ข้ามจากอีกฝั่งของเกทได้ทันทีครับ ขอเพียงปรับแต่งภาษาให้ตรงเท่านั้น” ลูเซียสหัวเราะออกมาเบาๆเพราะคิดถึงตอนแรกที่เขาพยายามจะพูดภาษาของเผ่าอารันซาต่อหน้าจูนเสียอย่างนั้น ใครจะไปคิดล่ะว่าดาวดวงนี้จะดึงเอาสมาชิกของดาวอื่นมาเป็พวกด้วย
“ดะ..ดีเลยค่ะ ฉันซื้อค่ะ” จูนเองก็หน้าแดงยิ่งกว่าเดิมเสียอีกพอนึกถึงตอนที่ตัวเองเข้าไปขอร้องลูเซียสว่าอยากจะพูดคุยกับเขาขึ้นมา ขอร้องล่ะช่วยลบความทรงจำส่วนนั้นออกไปได้หรือเปล่า หรือว่าทางสมาคมก็มีเครื่องลบความทรงจำขายด้วยนะ?
“ส่วนตรงนี้เป็ผลึกสกิลที่ท่านจูนถามถึงก่อนหน้านี้ครับ ขอแค่ท่านจูนกดไปที่เครื่องหมายด้านขวาบน ระบบก็จะทำการคัดแยกสกิลที่ท่านจูนสามารถใช้งานได้ออกมาทันทีครับ” ลูเซียสทำการเปลี่ยนแปลงหน้าจอของระบบอีกครั้งทำให้ตารางสินค้ามากมายที่จูนกวาดตาไม่หมดเสียทีถูกคัดแยกออกมาเป็คริสตัลสีต่างๆพร้อมรายละเอียดของสกิลที่ถูกบรรจุเอาไว้ภายใน เพียงแต่…สกิลส่วนใหญ่ที่จูนสามารถเรียนได้ภายใต้ตำแหน่ง ราชินีซอมบี้ นั้นเกือบจะเป็สกิลโจมตีทางกายภาพทั้งหมด เรียกได้ว่าเวทมนตร์กับซอมบี้ช่างเป็อะไรที่ไม่เข้ากันเสียเหลือเกิน แต่… ท่ามกลางผลึกสกิลมากมายที่ลูเซียสนำมาด้วยนั้นกลับมีสกิลเกี่ยวกับเวทมนตร์อยู่ 3 สกิลที่จูนสามารถเรียนได้ อย่างน้อยจูนก็ยังไม่หมดความหวังที่จะกลับไปเป็จอมเวทแบบเดิมสินะ ทว่า…
“ขอเป็…สกิลนี้ค่ะ” จูนตัดสินใจเลือกสกิลหนึ่งที่อยู่ภายใน 3 สกิลนั้นอย่างจำใจ เพราะราคาของมันนั้นมหาโหดเกินไปจริงๆ แค่สกิลเดียวก็กินงบประมาณในการแลกเปลี่ยนครั้งแรกของจูนไปถึง 1 ใน 3 แล้ว แถมอีก 2 สกิลยังราคาแพงกว่าสกิลที่จูนเลือกเสียอีก
“นี่มัน…” หลังจากได้รับรายการสินค้า ลูเซียสก็ชะงักค้างไปครู่หนึ่งเพราะไม่คิดว่าจูนจะเลือกสกิลนี้ เพราะเงื่อนไขการใช้งานสกิลนั้นคือค่าสติปัญญามากกว่า 1,500 หน่วย ซึ่งมันสูงเกินไปสำหรับระดับโลก 2 แต่การที่ระบบให้เธอเลือกสกิลนี้ได้ก็หมายความว่าเธอมีค่าสติปัญญาอย่างต่ำ 1,500 เลยสินะ
“มีอะไรเหรอคะคุณลูเซียส” จูนเห็นท่าทีแปลกๆของลูเซียสก็รู้สึกสงสัยนิดหน่อย ทั้งๆที่เขาไม่เคยชะงักเวลาตอบคำถามอะไรเลยแท้ๆ
“เปล่าครับ แค่รู้สึกว่าสกิลนี้เหมาะกับท่านจูนมากจริงๆครับ” ลูเซียสเก็บท่าทีประหลาดใจทิ้งไปทันทีก่อนจะนำผลึกสกิลออกมามอบให้จูนอย่างรวดเร็ว สกิลที่จูนเลือกนั้นเป็สกิล บัญชาโลหิต ที่สามารถใช้เืของตัวเองโจมตีหรือเปลี่ยนเป็อาวุธได้ มันเป็สกิลที่มีเงื่อนไขการใช้งานค่อนข้างเยอะแถมไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะถ้าจะซื้อสกิลบัญชาโลหิตด้วยราคาขนาดนี้สู้ซื้ออาวุธชั้นดีไปเลยยังดีกว่า แต่พอคำนึงถึงความสามารถของจูนแล้วมันกลับกลายเป็อาวุธที่แข็งแกร่งมาก เพราะเืของจูนมีไวรัสร้ายแรงผสมอยู่ หากโจมตีด้วยเืก็จะทำให้ศัตรูติดไวรัสไปด้วย และการต้านทานปรสิตควบคุมร่างอย่างไวรัสซอมบี้นั้นก็เป็อะไรที่ยากมากสำหรับโลกระดับเริ่มต้น เรียกได้ว่าการโจมตีของจูนนั้นจะน่าหวาดกลัวมากในระดับโลก 3 ลงมา แถมร่างกายของจูนยังสามารถฟื้นฟูตัวเองจากสกิลของเผ่าอารันซาด้วย เธอเลยไม่ต้องสนใจความเสียหายจากการใช้เืของเธอเลยสักนิด
.
.
.
วูบ…
ในที่สุดเวลาภายในเกทเมืองรกร้างของลูเซียสก็หมดลงพร้อมๆกับประตูมิติที่เปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็สีขาวหลังจากเงื่อนไขการเอาชีวิตรอด 14 วันจบลง แม้จะเสียเวลาตอนทดสอบสกิลไปนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าการเจรจาซื้อขายครั้งนี้ของลูเซียสจบลงอย่างสวยงามเลยทีเดียว
“ขอบคุณที่อุดหนุนนะครับ ไม่นึกเลยว่าผมจะอยู่ที่นี่จนประตูมิติเปิดเองแบบนี้” ลูเซียสเงยหน้าขึ้นมองประตูมิติครู่หนึ่งก่อนจะนำของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าภายใต้ชุดสูท ตอนนี้ภายในคลังมิติส่วนตัวของเขามีคริสตัลมานาที่ดวงดาวของจูนใช้จ่ายค่าสินค้าอยู่เต็มเอี๊ยดจนพวกตาแก่ในดาวของเขาต้องดีใจแน่ๆ แบบนี้จะไม่ขอบคุณเ้าของดวงดาวสักหน่อยได้อย่างไร
“ท่าทางผมจะไม่ต้องใช้สิ่งนี้แล้ว ผมขอมอบให้ท่านจูนเป็ของที่ระลึกก็แล้วกันนะครับ ถึงมันจะมีขายในร้านค้าด้วยราคาสองร้อยเครดิตก็ตาม” เมื่อเทียบกับราคาสินค้าทั้งหมดที่ดาวดวงนี้ทำการซื้อขายกับพวกเขา ของราคา 200 เครดิตนั้นออกจะเล็กน้อยไปมาก แต่มันก็คือเป็ความจริงใจอย่างหนึ่งของลูเซียสสำหรับคู่ค้าชั้นดีและถือเป็คำของคุณที่ทำให้ได้เห็นอะไรสนุกๆด้วย
“ขอบคุณค่ะ” จูนรับเอาขนนกสีฟ้ามาไว้ในมือก่อนจะบอกลาลูเซียสที่กำลังจะหันหลังเดินหายเข้าไปในประตูมิติจนลับตาไป แม้จะเป็่เวลาสั้นๆแค่ 14 วัน แต่การมาถึงของลูเซียสก็เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งในโลกใบนี้จริงๆ
“...”
[ ขนนกของผู้พลัดหลง : สามารถใช้งานเพื่อหลบหนีออกจากเกทได้ 1 ครั้ง ]
จูนกะพริบตาปริบๆมองไอเทมในมือด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้ลูเซียสแนะนำให้จูนซื้อเครื่องนำทางเพื่อใช้งานเวลาที่เธอสามารถเชื่อมต่อกับโลกของเธอได้สำเร็จ แต่ราคาของมันก็แพงมากเพราะการจะใช้เครื่องนำทางโดยที่ดวงดาวของจูนเป็ผู้เชื่อมต่อเองนั้นต้องติดตั้งตัวเครื่องรับสัญญาณเอาไว้ที่ดาวของจูนด้วยเครื่องหนึ่ง และคำว่าแพงของมันก็ไม่ใช่แค่แพงธรรมดา เพราะหากจะซื้อเครื่องรับสัญญาณด้วยดวงดาวของจูนต้องขุดคริสตัลมานาอีกเป็สิบปีเลยกว่าจะมีเงินพอจ่าย ทำให้การซื้อเครื่องนำทางเป็โครงการที่ถูกตั้งเอาไว้ในอนาคต แต่เ้าขนนกที่ลูเซียสยื่นมาให้กลับทำให้การซื้อเครื่องนำทางเป็เหมือนตลกร้ายไปเลย ขอแค่เธอเชื่อมต่อกับคนในโลกเก่าของเธอแล้วตกลงกันสำเร็จ เธอก็สามารถยื่นขนนกชิ้นนี้ให้กับพวกเขาแล้วปล่อยให้พวกเขากลับเจรจากับโลกคนในโลกได้ทันที แถมเ้าขนนกนี่ยังมีขายในราคา 200 เครดิตอีกต่างหาก แค่คริสตัลมานาชิ้นเดียวก็ซื้อได้เป็สิบชิ้นแล้ว แบบนี้จะถือว่าเป็การซื้อใจได้หรือเปล่านะ
.
.
.
ตุบ..
ประตูมิติที่เปิดค้างเอาไว้ถึง 14 วันถูกปิดลงพร้อมร่างของลูเซียสที่กำลังเดินกลับลงมาบนท่าเชื่อมประตูมิติขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเป็พิเศษสำหรับเส้นทางการเชื่อมต่อประตูมิติจำนวนมากที่กำลังมุ่งหน้ามายังโลกทั้งใบที่ถูกเปลี่ยนเป็สมาคมการค้าเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เมืองขนาดมหึมาทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยอาคารหรูขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคลังสินค้าและสำนักงานสำหรับดำเนินการในส่วนต่างๆมากมายจนสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดสำหรับดวงดาวที่ถูกเรียกว่าเป็ศูนย์การค้านั้นก็คงเป็ประตูมิติจำนวนมากที่เปิดค้างเอาไว้ตลอดเส้นทางท่าเชื่อมประตูมิติที่ถูกปูยาวเป็ระยะทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร โดยประตูมิติแต่ละบานที่เปิดค้างเอาไว้ต่างก็เป็ดวงดาวที่กำลังร่วมเจรจาธุรกิจกันทั้งสิ้น นับเป็เส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ดวงดาวเล็กๆจะจินตนาการออกก็คงไม่ผิด
“เป็อย่างไรบ้างคะท่านลูเซียส นานๆทีมาลองสำรวจดวงดาวเกิดใหม่ก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ” ผู้ที่รอรับลูเซียสอยู่ตรงหน้าประตูนั้นเป็หญิงสาวที่งดงามหยดย้อยจนทำผู้คนต้องหยุดหายใจได้ไม่ยาก แม้แต่ในเผ่าพันธุ์เทวทูตที่เกิดมาพร้อมใบหน้างดงามแล้ว ไลล่า ก็ยังนับเป็คนที่มีหน้าตาโดดเด่นอย่างมากอยู่ดี และมันก็เป็อาวุธที่ร้ายกาจมากของเธอเมื่อต้องเจรจาทำการค้ากับเผ่าพันธุ์ที่มีรูปแบบมนุษย์
“เกินกว่าที่คาดเอาไว้มาก ถ้าเป็ดาวดวงนี้คงจะเป็ลูกค้าที่สำคัญของพวกเราได้ในอนาคต” ลูเซียสฉีกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนจะส่งรายละเอียดการเจรจาไม่ว่าจะเป็ข้อตกลงต่างๆที่ทำกับหยก รายการสินค้าทั้งหมดที่พวกจูนสั่งซื้อ และ หมายเหตุเล็กๆน้อยๆอย่างการมอบบัตรสมาชิกระดับไดม่อนให้กับดวงดาวดวงนี้ด้วยเช่นกัน
“เอ๊ะ… ดาวดวงนี้ซื้อของได้ขนาดนี้เลย นี่พวกเขาจะเอาของแบบนี้ไปทำไม…” ไลล่ามองรายงานที่ลูเซียสส่งไปให้ด้วยสีหน้าประหลาดใจ แม้แต่เธอเองก็ไม่เคยเห็นดาวที่เพิ่งเลื่อนขึ้นมาเป็ระดับ 2 สั่งซื้อของมากมายขนาดนี้ แถมสินค้าหลายรายการก็ไม่ใช่ของที่ดาวระดับนี้จะรู้จักด้วยซ้ำ ไหนจะเื่ที่ลูเซียสตัดสินใจให้บัตรสมาชิกไปอีก แม้ระดับไดม่อนจะไม่ใช่ระดับสูงสุดก็ตามแต่มันก็สร้างความประทับใจให้กับไลล่าไม่น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาไลล่ามากที่สุดกลับเป็หนึ่งในรายการสินค้าที่ลูเซียสขายไปต่างหาก
“เืของเทวทูต… ดาวดวงนั้นซื้อเืเผ่าเราไปทำอะไร ไม่สิมันไม่มีสินค้าแบบนี้สักหน่อย หรือว่านายน้อย…” ดวงตาของไลล่าเบิกกว้างด้วยท่าทีใ อย่าบอกนะว่าคนในดาวดวงนั้นซื้อเืของท่านลูเซียสไป นี่มันเกินไปแล้ว…
“ทำไมนายน้อยถึงยอมขายเืของตัวเองให้ดาวดวงนั้นกันคะ ทั้งๆที่ตอนฉันขอซื้อท่านยังปฏิเสธทันทีแท้ๆ” ไลล่าที่กำลังเสียใจสุดขีดส่งสายตาน้อยใจให้ลูเซียสอย่างน่าสงสาร แต่แทนที่จะได้รับความเห็นใจกลับกลายเป็สายตาเบื่อหน่ายของลูเซียสเสียอย่างนั้น
“รีบกลับไปทำงานได้แล้ว พวกตาแก่ต้องสนใจดาวดวงนี้แน่ๆ” ลูเซียสเดินผ่านไลล่าไปอย่างไร้เยื่อใยก่อนจะกางปีกออกเพื่อบินกลับไปยังอาคารทรงกลมที่ลอยอยู่ใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว หากวางแผนดีๆดวงดาวดวงนี้ต้องเป็แหล่งทำเงินที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ