ที่เกินความคาดหมายของจ้าวหยุนและหวังย่าหนานก็คือ คุณหมอติงเป็แค่หญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ความสูงอย่างมากก็ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบห้าเิเได้
หวังย่าหนานอดคิ้วขมวดไม่ได้ หล่อนแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าหญิงสาวที่อ่อนแอ ลมพัดก็ปลิวคนนี้เป็ลูกศิษย์ของยอดฝีมือแห่งการผ่าตัดที่เลื่องชื่อ ถ้ายืนอยู่ที่เตียงผ่าตัด บางทีหล่อนอาจต้องเหยียบเก้าอี้ขึ้นไปถึงจะเอื้อมถึงเตียงผ่าตัด
หลังจากรับรู้วัตถุประสงค์การมาของจ้าวหยุนและหวังย่าหนาน เห็นได้ชัดว่าคุณหมอติงประหลาดใจเป็อย่างมาก “อาจารย์จากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว ทำไมตอนนี้พวกคุณถึงเพิ่งจะมาตรวจสอบเขาล่ะคะ”
แน่นอนว่าหวังย่าหนานไม่ได้พูดความสงสัยในใจของตัวเองออกมา หล่อนยิ้มตอบคำถาม “ไม่ว่าคดีไหนก็อยู่ในขอบข่ายการตรวจสอบของพวกเราทั้งสิ้น”
“ถ้าเช่นนั้นทำไมตอนนั้นพวกคุณถึงไม่จับฆาตกรที่ขับรถชนอาจารย์แม่ตายล่ะ ตอนนี้ฆาตกรยังลอยนวลอยู่ข้างนอก! ผ่านไปตั้งหลายปีขนาดนี้ คนก็ตายไปแล้ว! พวกคุณยังจะมาแสร้งทำเป็เสียใจที่นี่ทำไมอีก”
พอพูดถึงความเคราะห์ร้ายของอาจารย์ตัวเอง คุณหมอติงที่เมื่อครู่ยังวางตัวเหมาะสมอยู่ก็โมโหขึ้นมาทันที หวังย่าหนานมองจ้าวหยุนที่อยู่ด้านข้าง แล้วพยักหน้าอย่างรู้กัน
“คุณหมอติง ผมเข้าใจจิตใจคุณดีครับ ตอนนี้พวกเรากำลังพยายามแก้ไขความผิดพลาดของคดีครั้งก่อนนถึงได้รีบมาหาคุณโดยเฉพาะ หวังว่าคุณจะเข้าใจและสนับสนุนงานของพวกเรา” จ้าวหยุนพูดเสียงเรียบ
คุณหมอติงเงียบไปพักใหญ่ ถึงได้ปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลงนิดหน่อย “ได้ค่ะ พวกคุณอยากจะรู้อะไรคะ”
“คุณช่วยเล่าเื่พวกเพื่อนของคุณที่เรียนกับคุณหมอโหวจวิ้นเยี่ยนหน่อยได้ไหมคะ”
คุณหมอติงทำหน้าสงสัย กำลังจะอ้าปากถาม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเลิกล้มความคิด “คนที่เรียนมาด้วยกันกับฉันมีทั้งหมดสามคน รวมฉันด้วย คนหนึ่งปีที่แล้วถูกย้ายไปเมืองอื่น ดูเหมือนว่าจะเป็ปักกิ่ง ได้ข่าวว่าผลงานดี ตอนนี้ได้เป็หัวหน้าแผนกเหมือนกัน ส่วนอีกคนย้ายไปอยู่อเมริกา จนถึงตอนนี้ที่เมืองเทียนฉางก็มีฉันคนเดียว”
“คุณจำไม่ผิดแน่นะคะ” หวังย่าหนานรู้สึกผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
คุณหมอติงขมวดคิ้ว “ฉันจะจำผิดได้ยังไง สมัยนั้นเราอยู่ด้วยกันทุกวัน มีกี่คนฉันจำได้แม่นค่ะ!”
เมื่อเดินออกจากตึกตรวจโรคของโรงพยาบาลที่หนึ่งก็ค่ำแล้ว จ้าวหยุนขับรถไปก็แอบชำเลืองมองหวังย่าหนานที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง ทั้งสองเป็คู่หูกันมาหลายปี สำหรับเขาแล้วคุ้นกับสีหน้าแบบนี้เป็ที่สุด หวังย่าหนานกำลังกลุ้มใจกับเบาะแสที่มาถึงทางตันอยู่นั่นเอง
หวังย่าหนานคิดไม่ตก เพิ่งจะได้เบาะแส แต่ทำไมพริบตาเดียวถึงได้เจอทางตันได้ คนที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยถูกกำจัดออกจนไม่เหลือสักคน ถ้าไม่มีเวลาไปก่อคดี ก็...คิดมาถึงตรงนี้ หวังย่าหนานอดแค่นยิ้มออกมาไม่ได้ ผู้หญิงแซ่ติงคนนั้น ผอมหนังหุ้มกระดูก แถมยังเตี้ยกว่าตนตั้งเยอะ ถึงแม้หวังย่าหนานจะถอดรองเท้าส้นสูงออก ก็ยังสามารถมองข้ามศีรษะหล่อนไปได้อย่างสบายๆ ผู้หญิงแบบนี้ถ้าคิดจะแยกชิ้นส่วนผู้เคราะห์ร้ายที่ตัวใหญ่กว่าเธอเท่าหนึ่งแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็ด้านพละกำลังหรือความอดทน ก็ดูท่าว่าจะเป็ปัญหาทั้งสิ้น พอผลออกมาเป็แบบนี้เบาะแสของฆาตกรก็หายวับไป ขั้นต่อไปควรทำอย่างไรดี หวังย่าหนานคิ้วขมวดเอนหลังพิงเก้าอี้ แล้วจึงหลับตาลงอย่างจนปัญญา
ฮอนด้าแอคคอร์ดของหลิวชุนเสี่ยวเพิ่งจะจอดสนิทบนถนนในหมู่บ้าน เสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังมาจากหน้าหมู่บ้านก็ดึงดูดความสนใจของเขา
“ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นน่ะ”
จางถงกำลังจะเปิดประตูรถ แต่พอได้ยินเขาพูดจึงหยุดตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว อยู่ๆ หล่อนก็หน้าถอดสีแล้วรีบวิ่งไปทางต้นเสียงทันทีโดยที่ไม่พูดไม่จา แม้แต่กระเป๋าสะพายข้างของตัวเองตกพื้นก็ยังไม่สนใจ
หลิวชุนเสี่ยวเห็นสภาพการณ์จึงรีบเก็บกระเป๋าขึ้นมาแล้วตามจางถงไปติดๆ
ในสวนของหมู่บ้าน ผู้คนกำลังมุงดูและวิพากวิจารณ์หญิงชราที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย หญิงชรานั่งอยู่บนพื้นทางเดินหินในสวนหย่อม ผมเพ้ากระเซอะกระเซิง แววตาล่องลอย พูดงึมงำกับตัวเอง ร้องไห้อย่างเอาเป็เอาตาย ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าหล่อนรำพึงรำพันเื่อะไรอยู่
ข้างๆ หญิงชรามีหญิงวัยกลางคนที่ดูโมโหกำลังกอดเด็กหญิงอายุราวแปดเก้าขวบที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ไว้แน่น เด็กหญิงดูท่าทางใมาก หญิงวัยกลางคนปลอบเด็กหญิง พร้อมกับด่าทอหญิงชราที่นั่งอยู่บนพื้นไม่หยุด
“ยัยบ้า ใครบอกว่านี่เป็ลูกสาวเธอกันยะ ไม่ดูให้ดีๆ ทำลูกฉันใขวัญเสียหมด เดี๋ยวฉันจะไปคิดบัญชี ประสาทแบบนี้ยังจะออกมาเดินเพ่นพ่าน ทำไมถึงไม่มีคนดูแลกัน ถ้าเกิดเื่ขึ้นมาฉันจะไปคิดบัญชีกับใครได้!”
จางถงเบียดฝูงชนเข้าไปพยุงหญิงชราขึ้นมาจากพื้น พูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่คะ ไม่เป็ไรค่ะ หนูอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวค่ะ!”
“ชิวชิว! เมื่อกี้แม่เห็นชิวชิว ชิวชิว! ชิวชิว! ...แม่อยู่นี่ลูก...” หญิงชราจับมือจางถงไว้แน่น ราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ แต่ก็ยังหันหลังกลับไปมองหาบางอย่างอยู่
“แม่คะ ชิวชิวไม่ได้อยู่ที่นี่ แม่จำผิดคนแล้ว เราขึ้นบ้านกันเถอะค่ะ” จางถงรู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองกำลังสั่นเทา
“คนแก่บ้านพวกเธอเองเหรอ ทำไมไม่ดูแลให้ดี ยิ่งไม่สมประกอบอยู่ด้วย วิ่งพล่านไปหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นมามิแย่เหรอ!” พวกคนที่มามุงดูพูดเตือนด้วยความหวังดี
จางถงรีบขอโทษบรรดาเพื่อนบ้านที่มามุงดู แล้วประคองแม่เดินออกจากกลุ่มคน พร้อมปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่คะ ไม่เป็ไรค่ะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ วันนี้หนูกลับบ้านดึกไปหน่อย ขอโทษนะคะแม่ คราวหลังจะไม่ทำให้แม่เป็ห่วงอีกนะคะ...”
“อือ กลับบ้าน!” หญิงชราเดินอยู่ข้างๆ จางถงไปทางตึกที่อยู่ไม่ไกลอย่างว่าง่าย หล่อนจับแขนจางถงไว้แน่น แต่ก็ยังไม่วายหันไปมองด้านหลัง ราวกับว่า “ชิวชิว” ที่หล่อนเรียกหาอยู่เวลานี้หลบอยู่ข้างหลังตนเอง
หลิวชุนเสี่ยวที่อยู่ด้านข้างเห็นภาพเหล่านี้ทั้งหมด เขาเดินตามหลังจางถงไปเงียบๆ จนกระทั่งขึ้นไปบนตึกและมาถึงหน้าประตูบ้าน วินาทีที่กำลังจะเปิดประตูออก จางถงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าหลิวชุนเสี่ยวเดินตามหลังตัวเองมาด้วย หล่อนใรีบหันไปรับกระเป๋าสะพายที่อยู่ในมือหลิวชุนเสี่ยว และยิ้มด้วยความเคอะเขิน “ขอบคุณมากนะคะ คุณรีบกลับเถอะ ดึกมากแล้ว!”
หลิวชุนเสี่ยวเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด เขามองจางถงอย่างใช้ความคิด แล้วจึงพยักหน้าเดินกลับออกไป