จางถง นิติเวชสาว

    EP.22 ชิวชิว

            ที่เกินความคาดหมายของจ้าวหยุนและหวังย่าหนานก็คือ คุณหมอติงเป็๲แค่หญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ความสูงอย่างมากก็ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบห้าเ๢๲๻ิเ๬๻๱ได้


            หวังย่าหนานอดคิ้วขมวดไม่ได้ หล่อนแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าหญิงสาวที่อ่อนแอ ลมพัดก็ปลิวคนนี้เป็๲ลูกศิษย์ของยอดฝีมือแห่งการผ่าตัดที่เลื่องชื่อ ถ้ายืนอยู่ที่เตียงผ่าตัด บางทีหล่อนอาจต้องเหยียบเก้าอี้ขึ้นไปถึงจะเอื้อมถึงเตียงผ่าตัด


            หลังจากรับรู้วัตถุประสงค์การมาของจ้าวหยุนและหวังย่าหนาน เห็นได้ชัดว่าคุณหมอติงประหลาดใจเป็๲อย่างมาก “อาจารย์จากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว ทำไมตอนนี้พวกคุณถึงเพิ่งจะมาตรวจสอบเขาล่ะคะ”


            แน่นอนว่าหวังย่าหนานไม่ได้พูดความสงสัยในใจของตัวเองออกมา หล่อนยิ้มตอบคำถาม “ไม่ว่าคดีไหนก็อยู่ในขอบข่ายการตรวจสอบของพวกเราทั้งสิ้น”


            “ถ้าเช่นนั้นทำไมตอนนั้นพวกคุณถึงไม่จับฆาตกรที่ขับรถชนอาจารย์แม่ตายล่ะ ตอนนี้ฆาตกรยังลอยนวลอยู่ข้างนอก! ผ่านไปตั้งหลายปีขนาดนี้ คนก็ตายไปแล้ว! พวกคุณยังจะมาแสร้งทำเป็๲เสียใจที่นี่ทำไมอีก”


            พอพูดถึงความเคราะห์ร้ายของอาจารย์ตัวเอง คุณหมอติงที่เมื่อครู่ยังวางตัวเหมาะสมอยู่ก็โมโหขึ้นมาทันที หวังย่าหนานมองจ้าวหยุนที่อยู่ด้านข้าง แล้วพยักหน้าอย่างรู้กัน


            “คุณหมอติง ผมเข้าใจจิตใจคุณดีครับ ตอนนี้พวกเรากำลังพยายามแก้ไขความผิดพลาดของคดีครั้งก่อนนถึงได้รีบมาหาคุณโดยเฉพาะ หวังว่าคุณจะเข้าใจและสนับสนุนงานของพวกเรา” จ้าวหยุนพูดเสียงเรียบ


            คุณหมอติงเงียบไปพักใหญ่ ถึงได้ปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลงนิดหน่อย “ได้ค่ะ พวกคุณอยากจะรู้อะไรคะ”


            “คุณช่วยเล่าเ๱ื่๵๹พวกเพื่อนของคุณที่เรียนกับคุณหมอโหวจวิ้นเยี่ยนหน่อยได้ไหมคะ”


            คุณหมอติงทำหน้าสงสัย กำลังจะอ้าปากถาม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเลิกล้มความคิด “คนที่เรียนมาด้วยกันกับฉันมีทั้งหมดสามคน รวมฉันด้วย คนหนึ่งปีที่แล้วถูกย้ายไปเมืองอื่น ดูเหมือนว่าจะเป็๲ปักกิ่ง ได้ข่าวว่าผลงานดี ตอนนี้ได้เป็๲หัวหน้าแผนกเหมือนกัน ส่วนอีกคนย้ายไปอยู่อเมริกา จนถึงตอนนี้ที่เมืองเทียนฉางก็มีฉันคนเดียว”


            “คุณจำไม่ผิดแน่นะคะ” หวังย่าหนานรู้สึกผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด


            คุณหมอติงขมวดคิ้ว “ฉันจะจำผิดได้ยังไง สมัยนั้นเราอยู่ด้วยกันทุกวัน มีกี่คนฉันจำได้แม่นค่ะ!”


            เมื่อเดินออกจากตึกตรวจโรคของโรงพยาบาลที่หนึ่งก็ค่ำแล้ว จ้าวหยุนขับรถไปก็แอบชำเลืองมองหวังย่าหนานที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง ทั้งสองเป็๲คู่หูกันมาหลายปี สำหรับเขาแล้วคุ้นกับสีหน้าแบบนี้เป็๲ที่สุด หวังย่าหนานกำลังกลุ้มใจกับเบาะแสที่มาถึงทางตันอยู่นั่นเอง


            หวังย่าหนานคิดไม่ตก เพิ่งจะได้เบาะแส แต่ทำไมพริบตาเดียวถึงได้เจอทางตันได้ คนที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยถูกกำจัดออกจนไม่เหลือสักคน ถ้าไม่มีเวลาไปก่อคดี ก็...คิดมาถึงตรงนี้ หวังย่าหนานอดแค่นยิ้มออกมาไม่ได้ ผู้หญิงแซ่ติงคนนั้น ผอมหนังหุ้มกระดูก แถมยังเตี้ยกว่าตนตั้งเยอะ ถึงแม้หวังย่าหนานจะถอดรองเท้าส้นสูงออก ก็ยังสามารถมองข้ามศีรษะหล่อนไปได้อย่างสบายๆ ผู้หญิงแบบนี้ถ้าคิดจะแยกชิ้นส่วนผู้เคราะห์ร้ายที่ตัวใหญ่กว่าเธอเท่าหนึ่งแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็๲ด้านพละกำลังหรือความอดทน ก็ดูท่าว่าจะเป็๲ปัญหาทั้งสิ้น พอผลออกมาเป็๲แบบนี้เบาะแสของฆาตกรก็หายวับไป ขั้นต่อไปควรทำอย่างไรดี หวังย่าหนานคิ้วขมวดเอนหลังพิงเก้าอี้ แล้วจึงหลับตาลงอย่างจนปัญญา


            ฮอนด้าแอคคอร์ดของหลิวชุนเสี่ยวเพิ่งจะจอดสนิทบนถนนในหมู่บ้าน เสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังมาจากหน้าหมู่บ้านก็ดึงดูดความสนใจของเขา


            “ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นน่ะ”


            จางถงกำลังจะเปิดประตูรถ แต่พอได้ยินเขาพูดจึงหยุดตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว อยู่ๆ หล่อนก็หน้าถอดสีแล้วรีบวิ่งไปทางต้นเสียงทันทีโดยที่ไม่พูดไม่จา แม้แต่กระเป๋าสะพายข้างของตัวเองตกพื้นก็ยังไม่สนใจ


            หลิวชุนเสี่ยวเห็นสภาพการณ์จึงรีบเก็บกระเป๋าขึ้นมาแล้วตามจางถงไปติดๆ 


            ในสวนของหมู่บ้าน ผู้คนกำลังมุงดูและวิพากวิจารณ์หญิงชราที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย หญิงชรานั่งอยู่บนพื้นทางเดินหินในสวนหย่อม ผมเพ้ากระเซอะกระเซิง แววตาล่องลอย พูดงึมงำกับตัวเอง ร้องไห้อย่างเอาเป็๲เอาตาย ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าหล่อนรำพึงรำพันเ๱ื่๵๹อะไรอยู่


            ข้างๆ หญิงชรามีหญิงวัยกลางคนที่ดูโมโหกำลังกอดเด็กหญิงอายุราวแปดเก้าขวบที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ไว้แน่น เด็กหญิงดูท่าทาง๻๠ใ๽มาก หญิงวัยกลางคนปลอบเด็กหญิง พร้อมกับด่าทอหญิงชราที่นั่งอยู่บนพื้นไม่หยุด


            “ยัยบ้า ใครบอกว่านี่เป็๲ลูกสาวเธอกันยะ ไม่ดูให้ดีๆ ทำลูกฉัน๻๠ใ๽ขวัญเสียหมด เดี๋ยวฉันจะไปคิดบัญชี ประสาทแบบนี้ยังจะออกมาเดินเพ่นพ่าน ทำไมถึงไม่มีคนดูแลกัน ถ้าเกิดเ๱ื่๵๹ขึ้นมาฉันจะไปคิดบัญชีกับใครได้!”


            จางถงเบียดฝูงชนเข้าไปพยุงหญิงชราขึ้นมาจากพื้น พูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่คะ ไม่เป็๲ไรค่ะ หนูอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวค่ะ!”


            “ชิวชิว! เมื่อกี้แม่เห็นชิวชิว ชิวชิว! ชิวชิว! ...แม่อยู่นี่ลูก...” หญิงชราจับมือจางถงไว้แน่น ราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ แต่ก็ยังหันหลังกลับไปมองหาบางอย่างอยู่


            “แม่คะ ชิวชิวไม่ได้อยู่ที่นี่ แม่จำผิดคนแล้ว เราขึ้นบ้านกันเถอะค่ะ” จางถงรู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองกำลังสั่นเทา


            “คนแก่บ้านพวกเธอเองเหรอ ทำไมไม่ดูแลให้ดี ยิ่งไม่สมประกอบอยู่ด้วย วิ่งพล่านไปหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นมามิแย่เหรอ!” พวกคนที่มามุงดูพูดเตือนด้วยความหวังดี


            จางถงรีบขอโทษบรรดาเพื่อนบ้านที่มามุงดู แล้วประคองแม่เดินออกจากกลุ่มคน พร้อมปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่คะ ไม่เป็๲ไรค่ะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ วันนี้หนูกลับบ้านดึกไปหน่อย ขอโทษนะคะแม่ คราวหลังจะไม่ทำให้แม่เป็๲ห่วงอีกนะคะ...”


            “อือ กลับบ้าน!” หญิงชราเดินอยู่ข้างๆ จางถงไปทางตึกที่อยู่ไม่ไกลอย่างว่าง่าย หล่อนจับแขนจางถงไว้แน่น แต่ก็ยังไม่วายหันไปมองด้านหลัง ราวกับว่า “ชิวชิว” ที่หล่อนเรียกหาอยู่เวลานี้หลบอยู่ข้างหลังตนเอง


            หลิวชุนเสี่ยวที่อยู่ด้านข้างเห็นภาพเหล่านี้ทั้งหมด เขาเดินตามหลังจางถงไปเงียบๆ จนกระทั่งขึ้นไปบนตึกและมาถึงหน้าประตูบ้าน วินาทีที่กำลังจะเปิดประตูออก จางถงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าหลิวชุนเสี่ยวเดินตามหลังตัวเองมาด้วย หล่อน๻๠ใ๽รีบหันไปรับกระเป๋าสะพายที่อยู่ในมือหลิวชุนเสี่ยว และยิ้มด้วยความเคอะเขิน “ขอบคุณมากนะคะ คุณรีบกลับเถอะ ดึกมากแล้ว!”


            หลิวชุนเสี่ยวเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด เขามองจางถงอย่างใช้ความคิด แล้วจึงพยักหน้าเดินกลับออกไป