คำพูดนี้ทิ่มแทงหัวใจกระทั่งเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอที่กำลังรอชมฉากสนุกกันอยู่ ยังถึงกับต้องส่ายศีรษะ
นายหญิงใหญ่รู้สึกเพียงว่าความพยายามทั้งหมดของนางศูนย์เปล่าเมื่อเขาพูดจาเช่นนี้น้ำตาพลันไหลอาบและเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ช่างเถอะ หากเจ้าทำเช่นนี้ต่อไปเป็นหรือตายจะแตกต่างกันตรงไหน?”
หยวนหยางฮุยไม่แม้แต่จะระงับอารมณ์เพราะนายหญิงใหญ่ร่ำไห้หรือรู้สึกเสียใจเพราะคำพูดของนาง เขากลับขมวดคิ้วและยิ้มเยาะหยัน
“นายหญิงใหญ่พูดมาตามตรงดีกว่าว่าข้าทำสกุลหยวนเสียหน้าอย่างไรเสียสำหรับนายหญิงใหญ่ ก็ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าอำนาจของสกุลหยวน”
หยวนหยางฮุยใช้เล็บมือแคะซอกฟันอย่างหยาบคายพูดด้วยความเหลือทน “พอแล้ว รีบเอาเงินมาซะ ข้าขี้เกียจฟังท่านพูดไร้สาระแล้วและไม่อยากไปเปิดเผยอดีตของท่านด้วย”
นายหญิงใหญ่ปาดน้ำตาบนใบหน้าตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววรังเกียจ “ไม่มีเงินแล้ว เจ้าไปเถอะ”
หยวนหยางฮุยถ่มน้ำลาย “ถุย”จับไหล่ของนายหญิงใหญ่ ท่าทางเกรี้ยวกราด “อะไรนะ? ไม่มีเงิน? เป็นไปได้อย่างไร? หากท่านต้องการตัดเบี้ยหวัดข้าอย่ามาโทษข้าที่บอกเรื่องที่ท่านทำปีนั้นออกไปเล่า!”
นายหญิงใหญ่โดนเขาเขย่าจนเวียนศีรษะนางใจสลายกับแววตาแฝงความดุร้ายอำมหิตของเขา “เรื่องอะไร ตอนนั้นข้าทำอะไร!”
“ท่านยังมีหน้ามาพูดท่านกล้าพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าบ้านรอง ต่อหน้าท่านอารองหรือ?”
หยวนหยางฮุยยิ้มเยาะ“ท่านหรือจะไม่รู้อยู่แก่ใจว่าตอนนั้นทำอะไรลงไป? ข้าแนะนำให้ท่านเอาเงินมาเร็วๆแล้วข้าจะยอมไว้หน้าท่าน ป้องกันไม่ให้ท่านเงยหน้าไม่ขึ้นทั้งในและนอกจวน”
เยี่ยนเจาเจาที่แอบชมเหตุการณ์อยู่บนห้องใต้หลังคาตกใจในที่สุดก็เข้าเรื่องเสียที
สีหน้านายหญิงใหญ่ชะงักค้างตามคาดเยี่ยนเจาเจาสังเกตใบหน้านางอย่างถี่ถ้วน ไม่ปล่อยผ่านทุกอารมณ์ที่แวบขึ้นมา
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยกลับหยุดคำพูดในปากเอาดื้อๆ สูดลมหายใจลึกสองเฮือกค่อยกล่าว “พวกคนข้างนอกนั่นพูดอะไรเหลวไหลเจ้าคือบุตรชายข้า แล้วเจ้ายังไปเชื่อของพวกนั้นหรือ?”
ความอดทนของหยวนหยางฮุยหมดลงเขาปล่อยมือจากไหล่ของนายหญิงใหญ่ และแค่นเสียงแผ่วเบา“ในเมื่อท่านไม่ยอมให้เงินข้า ก็อย่าโทษที่ข้าพูดออกไปก็แล้วกัน”
จากนั้นความตระหนกของนายหญิงใหญ่จึงค่อยๆเผยออกมา หยวนหยางฮุยเริ่มตะโกน “นายหญิงใหญ่ ท่านช่างโหดร้ายเสียจริงดูเหมือนว่าจวนสกุลหยวนจะสำคัญในสายตาของท่านมากมิเช่นนั้นท่านคงไม่ยุยงนายหญิงรองให้ฆ่าจวิ้นเกอเอ๋อร์ที่ยังเป็นทารกอยู่หรอก
น่าสงสารท่านอาสะใภ้รองของข้านักเดิมเป็นคนจิตใจดีถึงเพียงนั้น กลับโดนท่านเคี่ยวเข็ญจนฆ่าบุตรอนุภรรยาของตนเองท่านคิดว่าทุกคนจะโลภกับทุกอณูในจวนสกุลหยวนแห่งนี้เหมือนท่านหรือ?”
สีหน้านายหญิงใหญ่เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวทันทีอาจเพราะเกิดความกลัวขึ้นในใจ ไม่รู้นางเอาความกล้ามาจากไหนปิดปากหยวนหยางฮุยในพลัน ก่อนแผดเสียงพร้อมดวงตาถลนแทบหลุดจากเบ้า “หุบปาก!”
หลายวันมานี้เส้นประสาทของนายหญิงใหญ่ตึงเครียดมากพอแล้วแก่นแท้ ลมปราณ จิตวิญญาณทั่วร่างนางเลยไม่มั่นคงจะล้มแหล่มิล้มแหล่หยวนหยางฮุยวันนี้ผลาญพลังสุดท้ายของนางเกือบหมด ไม่รู้ว่าความรอบคอบในวันวานหล่นหายไปไหนจิตใจพลันสับสนว้าวุ่นขึ้นมา
สามารถบีบคั้นนายหญิงเรือนหลังที่เก็บเนื้อเก็บตัวจนระเบิดพลังแรงกล้าเช่นนี้เกรงว่าคำพูดคงกระทบเรื่องฝังใจนางเข้าอย่างจัง ปฏิกิริยาแรกเลยไม่ใช่ตะโกนด่าว่าเขาพูดจาไร้สาระแต่เป็นการปิดปากไม่ให้เขาพูดต่ออีก
คำพูดนี้ตะโกนออกมาดังลั่นแต่เยี่ยนเจาเจาก็ยังได้ยินเสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบถูกปัดตกดังมาจากห้องด้านข้างอย่างชัดเจน
เสียงดังเคร้งแผ่วเบา ตามด้วยหกเต็มพื้น
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าเรื่องราวมากกว่าครึ่งอาจเป็นเช่นนี้การล้วงความลับคราวนี้นับว่าล้วงได้ถูกต้องแล้ว
ต้องรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ห้องด้านข้างไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นนายหญิงรองที่ถูกเจินเจินและอ้ายอ้ายหลอกให้มาชมฉากเด็ด
เจินเจินและอ้ายอ้ายนึกถึงผลลัพธ์ของการรู้เรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกันแม้ว่าตอนนี้ผลที่ออกมาจะไม่ได้ดูเยี่ยมยอด แต่อย่างน้อยก็ไขข้อสงสัยในใจพวกนางได้แล้ว
นายหญิงใหญ่ยังไม่ทันตั้งตัวนายหญิงรองก็ผลักหน้าต่างตรงหน้านางออก ตะโกนด้วยเสียงตื่นตระหนก “เจ้าพูดอะไรน่ะ!ท่านแม่ลำบากเพื่อเจ้า เจ้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดได้อย่างไร?”
ไม่รู้ว่าควรชื่นชมนายหญิงรองที่คิดถึงนายหญิงใหญ่สุดหัวใจหรือควรบอกว่านางช่างโง่งมเหลือเกินดี
เรื่องทำนองนี้ถูกเปิดเผยออกมาหากโดนใส่ร้ายป้ายสี สิ่งแรกที่ควรผุดขึ้นมาคือแก้ต่างให้ตนเองจะมาคิดข้ออ้างแทนนายหญิงใหญ่ได้อย่างไร?
นี่จึงแทบจะเป็นหลักฐานกระแทกหน้าว่า เรื่องนี้นายหญิงใหญ่และนายหญิงรองสมรู้ร่วมคิดกันทำแล้วเยี่ยนเจาเจาได้ยินกระทั่งเสียงหอบหายใจดังต่อเนื่องของนายหญิงรองในห้องด้านข้าง
แต่นอกจากเสียงหอบหายใจของนายหญิงรอง เยี่ยนเจาเจาไม่ได้ยินสิ่งใดอีกเจินเจินกับอ้ายอ้ายเงียบงันราวกับตายไปแล้ว
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าพวกนางรู้สึกไม่ค่อยดีนักพวกนางเป็นคนฉลาด คงมองปฏิกิริยาก่อนหน้าของนายหญิงใหญ่และนายหญิงรองออกเหมือนกันว่าทั้งสองต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในตอนนั้นแน่
ใครจะอยากรู้กันว่าท่านแม่ของตนเองเป็นฆาตกร?
แม้พินิจพิเคราะห์สักหน่อยทั้งสองจะเข้าใจว่าท่านแม่ของตนอาจถูกนายหญิงใหญ่หลอกใช้ก็ตาม
นายหญิงใหญ่น่าจะใช้ความโปรดปรานของบ้านรองมาหลอกล่อให้นายหญิงรองลงมือแต่ในใจนาง แค่กังวลว่าการที่จวิ้นเกอเอ๋อร์เกิดมาจะคุกคามฐานะของบุตรชายตนเท่านั้น
เขวี้ยงหินก้อนเดียวได้นกสองตัวนายหญิงใหญ่ถือว่ามัดนายหญิงรองให้ลงเรือลำเดียวกับตน ผ่านแผนการนี้ได้อย่างสมบูรณ์
หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด นายหญิงใหญ่ต้องหลอกนางด้วยเหตุผลอย่างความรักลึกซึ้งระหว่างสะใภ้แน่ทำให้นางเชื่อว่านายหญิงใหญ่คิดเพื่อนางจริงๆ แถมยังช่วยนางกลบเกลื่อนเรื่องนี้อีกตั้งแต่นั้นนางเลยตายใจ ไม่มีใจเป็นอื่น
แต่แม้จิตใจจะโดนคนทะเยอทะยานโฉดชั่วเยี่ยงหมาป่ายั่วยุให้ลงมือเจินเจินกับอ้ายอ้ายก็ยังเชื่อไม่ลงอยู่ดีว่าท่านแม่ที่รักและทะนุถนอมพวกนางมาตลอดจะโหดร้ายขนาดลงมือฆ่าน้องชายบุตรอนุภรรยาของตนเอง
เรื่องเช่นนี้คนอื่นไม่มีสิทธิ์พูดมาก
เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจดึงหนานหมิงเหอลงจากห้องใต้หลังคาเงียบๆ
เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมประกอบกับล่วงเลยมานานหลายปีแล้ว จึงสร้างคลื่นลมไม่ได้มากนัก
แต่นายหญิงรองไม่รู้ว่านางกำลังกลัวหรืออะไรนางล้มป่วยทันทีหลังกลับมา ไข้ขึ้นสูงและพูดเพ้อไม่หยุดบอกว่านางรู้สึกเสียใจกับจวิ้นเกอเอ๋อร์ต่างๆ นานาจนเจินเจินกับอ้ายอ้ายไม่กล้าให้ใครปรนนิบัติพวกนางจึงคอยดูแลอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยด้วยตนเอง
เจาเจาทอดถอนใจ เมื่อเห็นฝาแฝดทั้งสองซูบผอมลงแต่เรื่องพวกนี้ต้องปล่อยให้พวกนางเข้าใจเอง นางพูดไปย่อมเปล่าประโยชน์
แต่ระหว่างที่นายหญิงรองล้มป่วยเยี่ยนเจาเจารู้สึกว่านี่เป็นโอกาสอันดีในการแก้ปัญหาอย่างที่สอง
นางบอกกับเจินเจินและอ้ายอ้ายเจินเจินและอ้ายอ้ายก็ไม่ได้ห้ามปรามนางจึงย่องเบาเข้าไปค้นในห้องส่วนตัวของนายหญิงรอง
เจินเจินยังรู้สึกหดหู่สิ้นหวัง ส่วนอ้ายอ้ายเหมือนจะทำใจได้แล้วแววมืดมนในดวงหน้าลดน้อยลง แต่กลิ่นอายความไร้เดียงสาเมื่อก่อนก็หายไปด้วยเช่นกันดูราวกับเติบโตขึ้นในชั่วแวบเดียว
อ้ายอ้ายช่วยเยี่ยนเจาเจาพลิกค้นในห้องแต่ก็ไม่พบสิ่งใดน่าสงสัยจากนั้นเยี่ยนเจาเจาเหลือบไปเห็นกล่องเครื่องประดับของนายหญิงรอง จึงเปิดสินเดิมทั้งหมดออกดู
นายหญิงรองที่น่าสงสารกลายเป็นถุงเงินของนายหญิงใหญ่จนตนเองที่ปกติก็แทบจะไม่ยอมใช้ของดีๆ เลย ในกล่องเก็บสินเดิมมีเพียงชุดเครื่องประดับทับทิมและทองคำบริสุทธิ์ที่ดูจะเป็นของมีค่าที่สุดแต่กลับดูล้าสมัย น่าจะเป็นแบบจากเมื่อหลายปีก่อน
นอกเหนือจากนี้ ในกล่องก็ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงหรูหราโดดเด่นอะไรอยู่อีกส่วนมากเป็นเพียงเครื่องเงินแท้ประเภทเดียวกันเท่านั้น
เยี่ยนเจาเจาหยิบออกมาสองชิ้น เห็นตัวอักษร“หลิน” สลักอยู่บนนั้น
ไม่เพียงปิ่นเงินสองด้ามนี้เครื่องประดับเงินแท้เกือบทุกอันในกล่องเครื่องประดับสินเดิม ถูกสลักด้วยตัวอักษร“หลิน” ทั้งหมด
หลิน?
หากนางจำไม่ผิด นายหญิงใหญ่มาจากสกุลหลิน
เยี่ยนเจาเจาไม่คุ้นเคยกับร้านเครื่องประดับหรูหราเหล่านี้ในซูโจวมากนักจึงถามเจินเจินกับอ้ายอ้ายว่าอักษรหลินนี่เป็นของสกุลใดกันแน่
เจินเจินตอบว่า คือ “หอหยินหลิน”ทางตอนเหนือของเมือง
แต่อ้ายอ้ายกลับทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า“หอหยินหลินคือร้านค้าสินเดิมของนายหญิงใหญ่ เป็นร้านที่มีกำไรที่สุดของนางข้อได้เปรียบของหอหยินหลินคือรูปแบบที่งดงามประณีตทว่าราคาไม่สูง ดังนั้นจึงทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ”
พี่หญิงน้องหญิงทั้งสามมองรอบๆกล่องบรรจุสินเดิมแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่านายหญิงรองที่ล้มป่วยมาหลายวันได้ตื่นขึ้นแล้ว
นายหญิงรองนอนอยู่บนตั่ง ไม่รู้ใจคิดสิ่งใดอยู่ในแววตาหมองหม่นเล็กน้อย
นางหันศีรษะมาดูบุตรสาวทั้งสองเงียบๆใจลอยครู่หนึ่ง น้ำตาก็ไหลนองใบหน้า
นายหญิงรองร่ำไห้เนิ่นนานพึ่งจะสังเกตเห็นเยี่ยนเจาเจาที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง
เยี่ยนเจาเจายังยืนอยู่ข้างกล่องเครื่องประดับเช่นกันแต่นางเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่านายหญิงรองรู้สึกตัวแล้ว
นางยืนอยู่อย่างนั้นมองนายหญิงรองด้วยสีหน้าเรียบเฉย นอกสายตาของเจินเจินกับอ้ายอ้ายเยี่ยนเจาเจาวางตัวเป็นผู้ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม แววตานางไร้ซึ่งความสงสัยไร้ซึ่งความสงสาร ไร้ซึ่งการดูถูก
นางไม่ได้มองนายหญิงรองในฐานะผู้น้อยแต่มองนางเงียบๆ ในมุมของผู้สังเกตการณ์
ฉับพลัน นายหญิงรองจดจำภาพที่ผ่านเข้ามาในฝันตอนนางป่วยจนสับสนมึนงงได้
ยามนั้นบุตรสาวทั้งสองของนางเติบโตขึ้นมากหน้าตาของพวกนางเป็นผู้ใหญ่ สุขุมเด็ดเดี่ยว อย่างน้อยคงอายุประมาณยี่สิบปีแล้ว
พวกนางสวมชุดเหมี่ยนฝู [1]ทอด้วยด้ายทองคำ ปักลายนกกระเรียนโบยบินบนแขนเสื้อและหน้าอก ศีรษะก้มต่ำเล็กน้อย
บุตรสาวเช่นนั้นแปลกหน้าสำหรับนางจึงรู้สึกกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ นั่นช่างสูงส่ง ที่แม้กระทั่งสกุลหยวนก็มิอาจเอื้อม
และพวกนางต่างคุกเข่าตรงปลายเท้าของคนผู้หนึ่งตอนนั้นนางเติบโตเต็มวัย เบี่ยงตัวมาเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงพลังที่คนยากจะสบตาตรงๆ
เพียงด้านข้างก็ทำให้คนหวาดผวาไม่จบไม่สิ้น
จากนั้นทะเลเพลิงพลันลุกโหมนางมองไม่เห็นสิ่งใดอีก
มือคู่หนึ่งผลักนางที่ด้านหลังอย่างแรงก่อนกล่าวกับนางว่า “เจ้ายังไม่ควรตาย รีบกลับไปเสีย”
--------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ชุดเหมี่ยนฝู โดยปกติใช้เป็นชุดพิธีการของจักรพรรดิในยุคโบราณเข้าใจว่าอาจจะสวมว่าราชการด้วย เหมี่ยนฝูมีมาตั้งแต่ราชวงศ์ซางต่อมาในสมัยราชวงศ์โจว ปรากฏในตำราขนบธรรมเนียมราชวงศ์โจวได้กำหนดรูปแบบให้เป็นบรรทัดฐานและมีแบ่งเป็นหกประเภท คือ ต้าฉิวเหมี่ยน กุ่นเหมี่ยนปี้เหมี่ยน ชุ่ยเหมี่ยน ชือเหมี่ยน และเสวียนเหมี่ยน