บทที่ 23 มหานทีสีดำอีกสาย
เสียงกระอักไอของจินเยว่เริ่มดังสะท้อนไปมาภายในหัวของเฉินซือหยาง มันก็รับรู้ได้ทันทีว่าเป็เพราะนางพยายามช่วยปกป้องชีวิตมันอย่างเต็มที่ถึงต้องอยู่ในสภาพอาการเช่นนั้น เมื่อปลอดภัยจากอสรพิษม่วงเกล็ดนิลแล้ว มันจึงไม่รอช้าเข้าสู่ภายในมิติของคันฉ่องเพื่อไปตรวจดูอาการของนาง
“เราตกลงกันแล้วมิใช่หรือไง หากมิใช่มาส่งอาหาร เ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาตามอำเภอใจ"
จินเยว่กล่าวเช่นนั้น แต่เมื่อดูจากสภาพของนางแล้วดูไม่สู้ดีเป็อย่างมาก นอกจากการฝืนกฎเกณฑ์ใช้พลังจิติญญาแทรกผ่านมิติ ดูเหมือนนางจะได้รับผลกระทบที่ดีดสะท้อนคืนกลับพร้อมพิษร้ายนั่นด้วย เฉินซือหยางจึงไม่สนใจคำกล่าวของนาง มันย่อตัวคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าของนางพลางตรวจดูชีพจร
“อาการท่านไม่สู้ดี เป็เพราะตลอดหลายวันนี้มานี้คงฝืนใช้พลังมากเกินไป อีกทั้งท่านยังถูกพิษของงูนั่น"
“พิษเพียงเท่านี้ย่อมมิอาจกล้ำกลายข้าได้"
“ข้ารู้ว่าท่านมีพลังจิติญญาที่สูงส่ง แต่ในสถานการณ์ของท่านตอนนี้ พลังจิติญญาสูงส่งก็จริงแต่ถูกขีดจำกัดของกฎเกณฑ์แห่งความเป็เอกเทศกักขังไว้ ย่อมมิอาจใช้พลังได้เต็มที่ ท่านในตอนนี้อาจเอาชนะข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พิษนั่นข้ารู้ดี ว่ามันสามารถพรากชีวิตพวกเราได้เลยหากผิดพลาดแม้เพียงกระผีก เช่นนั้นข้าจะไม่มีทางเสี่ยงให้ท่านต้องรับมือกับพิษและความเ็ปแต่เพียงผู้เดียว"
เพราะรู้ดี จินเยว่จึงสามารถประเมินได้ว่าอาศัยเพียงพลังของชายหนุ่มในตอนนี้คงไม่เพียงพอต่อการชักนำพิษจากร่างของตนออกไปได้แน่
“แล้วเ้าจะทำอย่างไร เ้ามีความสามารถมากพอแล้วหรือ"
เฉินซือหยางมองตานางด้วยแววตาที่แน่วแน่
“ข้าอาจจะไม่เก่งกล้าสามารถเหนือผู้อื่น พลังจิติญญาก็เพียงอยู่ในขั้นเพาะบ่มราวเด็กทารก แต่ข้าที่มีโอกาสได้ศึกษาความรู้มากมายในเมืองไผ่เขียวนับหนึ่งเดือนเต็ม ข้าก็พอมีความรู้ในแขนงต่างๆ รวมถึงวิธีการรักษาพิษอยู่บ้าง และเหตุการณ์เมื่อครู่เองก็ทำให้ข้ารู้สึกได้ว่าหัวใจดวงนี้มีภูมิคุ้มกันต่อพิษของสัตว์อสูร หากเป็พิษร้ายจากพลังคน อาวุธ หรือพืชพรรณใดอาจไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็พิษจากสัตว์อสูรข้ากลับแน่ใจ แต่ถ้าถามว่าเพราะเหตุใดนั้นข้าไม่ทราบ"
จินเยว่เห็นมากับตาและััมากับตัวแล้ว หัวใจของชายหนุ่มสามารถดูดซับพิษที่ก่อเกิดจากพลังจิติญญาสรรพสิ่งของสัตว์อสูรได้โดยไม่มีผลกระทบใด อีกทั้งยังแปรเปลี่ยนเป็ส่งเสริมการเพาะบ่มพลังจิติญญาของตนเองได้ด้วย นี่ทำให้นางทั้งแปลกใจและสงสัยไม่เสื่อมคลาย แต่พอนึกถึงข้อเท็จจริงบางประการ นึกถึงพิษแห่งอสรพิษม่วงเกล็ดนิลที่กัดกินพลังจิติญญาใกล้หัวใจตน พิษที่มีอยู่ในตัวนางนี้อาจส่งเสริมพลังจิติญญาของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นไปอีกได้ หากมันหาทางดึงดูดหรือขับพิษจากร่างของตนได้จริง
“แล้วเ้าจะทำอย่างไร"
เฉินซือหยางจึงถามกลับ
“แล้วพิษนั่นตอนนี้มุ่งไปที่ใด”
จินเยว่จึงเหลือบมองบริเวณอกซ้าย
“ย่อมเป็แก่นฐานหรือแก่นกำเนิดแห่งพลังจิติญญา"
เฉินซือหยางมองหน้าสะคราญโฉมที่แม้มีความซีดเผือดเกาะกุมแต่ก็มิอาจกลบความงามของนางไปได้ มองชั่วครู่ค่อยอธิบาย
“ตามตำราการขับพิษงู หากไม่ใช้พลังลมปราณจำนวนมหาศาลขับออก ก็ต้องอาศัยปากดูด ข้าในตอนนี้ไม่แน่ใจในพลังลมปราณว่าจะสามารถช่วยท่านขับพิษที่หัวใจได้หรือไม่ แต่ที่มั่นใจคือหากใช้ปากย่อมดูดออกได้แน่”
จินเยว่ถลึงตาขึ้นพร้อมทาบมือปิดหน้าอกซ้ายของตนทันใด
“เ้า!”
เฉินซือหยางรีบโบกมือไปมาแก้ต่าง
“ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด”
“ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วอย่างไร!”
ด้วยความเป็ห่วงเกรงว่าพิษจะเล่นงานนาง และเกรงว่าวิธีของมันหากกล่าวออกไปนางจะไม่ยินยอม เช่นนั้นจึงอาศัยจังหวะที่นางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงนี้ เข้ากำชับร่างของนางไว้พลางกล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า
“ขออภัยที่ต้องล่วงเกินท่าน"
ก่อนที่ชายหนุ่มจะประกบริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากบางระเรื่อซึ่งมีโลหิตผุดซึมเล็กๆ ของนางทันที ด้วยพิษสีม่วงของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลนั้นมุ่งจู่โจมผ่านกระแสเืเข้าสู่หัวใจ เช่นนั้นการจะดูดพิษออกโดยไม่ผ่านการใช้พลังลมปราณระดับสูง มันจึงจำต้องใช้ปากดูดตำแหน่งที่มีโลหิตไหลซึม ซึ่งบังเอิญว่าบนร่างของนาง มีรอยโลหิตที่มุมปากพอดี มันจึงคิดได้วิธีนี้ หรือแท้จริงอาจเป็หัวใจของมันเองที่เรียกร้องวิธีนี้
หัวใจของเฉินซือหยางเต้นแรงราวกับจะกระดอนออกมา มิรู้เป็เพราะความตื่นเต้นหรือประหม่ากันแน่ ด้านจินเยว่ก็พลันเบิกตาค้าง คิดขัดขืน แต่เมื่อััได้ว่าพิษที่กำลังมุ่งกันกินที่ตำแหน่งหัวใจกำลังไหลเวียนขับออกทางโลหิตที่อยู่ริมฝีปากของตน นางก็หยุดชะงักการกระทำไป รอจนมหานทีสีดำมืดในใจของชายหนุ่มสูบกลืนพิษไปจนหมด นางค่อยมีเรี่ยวแรงส่งพลังจิติญญาผลักร่างของชายหนุ่มให้กระเด็นออกไป
“ข้าจะฆ่าเ้าแน่"
เฉินซือหยางกลับมิได้รู้สึกกลัวในแววตากลมโตที่ถลึงขึ้น พร้อมกับคำขู่ประโยคนั้น มันเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก ััรับรู้ถึงแก่นฐานพลังจิติญญาในหัวใจตนที่ถูกเติมเต็มขึ้นมาเรื่อยๆ มันก็รู้สึกมีพลังใจและความยินดีอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหันไปกล่าวขออภัยจินเยว่ด้วยความจริงใจอย่างสุดซึ้ง
“หากข้าบอกจะใช้วิธีนี้ ข้ารู้ว่าท่านไม่ยินยอมแน่ แต่ข้าก็ไม่ขอแก้ตัวในสิ่งที่ล่วงเกินท่านไปเมื่อครู่ เอาเป็ว่าเมื่อข้าช่วยท่านออกจากมิตินี้ได้แล้ว และเมื่อข้าสะสางความแค้นได้แล้ว ท่านจะมาเอาชีวิตข้าเพื่อเป็การไถ่โทษเมื่อไหร่ย่อมได้”
จินเยว่เบือนหน้าไปมองที่อื่น
“ออกไปซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเ้า"
เฉินซือหยางจึงประสานมือ ก่อนร่างของชายหนุ่มจะเลือนหายไป ปรากฏอีกทีก็ออกมาจากคันฉ่องพร้อมยืนอยู่ตรงข้ามซากร่างที่ผ่าครึ่งของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลแล้ว
เฉินซือหยางหยิบคันฉ่องที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อเช่นเดิม มองอสรพิษม่วงเกล็ดนิลและมองของเหลวสีม่วงเรืองรองที่หลงเหลือในโถงถ้ำอย่างใคร่ครวญแลครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ค่อยมองไปตามช่องเขากลมมนที่เป็เส้นทางเข้าออกของสัตว์อสูรตนนี้ แต่ก่อนจะได้ทำอะไรตามความคิด เสียงเ็าของจินเยว่ก็ดังขึ้นในหัว
“ระหว่างที่ข้ายังออกไปไม่ได้ สัญญาระหว่างเรายังคงอยู่ ข้าจึงต้องเร่งทำให้เ้าแข็งแกร่งไม่ว่าจะด้วยทางใด เช่นนั้นข้าจะไม่เตือนเ้าคนสมองทึ่มเช่นเ้าก็คงไม่ได้"
เฉินซือหยางเห็นนางว่าตนเป็คนสมองทึ่มก็รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ขณะจะออกปากถาม เป็เสียงของจินเยว่ที่ดังต่อเนื่อง
“เห็นว่าเ้ามองร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลอยู่นานสองนานนึกว่าคงเห็นอะไรแล้ว แต่ข้าคงคาดหวังมากเกินไป"
“ท่านหมายถึงอะไร"
“ก่อนหน้านั้นข้าใช้พลังจิติญญาเพื่อััค้นหาสิ่งที่อาจสนับสนุนในด้านการฝึกพลังจิติญญาแก่เ้าในสถานที่ที่น่าสนใจอย่างภูพยัคฆ์นี้ ข้าััได้ถึงความพิเศษบางอย่าง ใช้เวลาอยู่นานเพื่อเจาะลึกค้นหามัน สุดท้ายก็มาพานพบกับสัตว์อสูรที่ไม่ควรจะมาพบที่นี่ ข้านึกว่าสิ่งที่ข้าััจะนำเ้ามาสู่อันตรายเพียงอย่างเดียว ทว่าแท้จริงแล้วความพิเศษที่ข้าััถึงกลับหาใช่อสรพิษม่วงเกล็ดนิลไม่ แต่นั่นคือสิ่งที่ฝังอยู่ในร่างของมันต่างหาก…”
เฉินซือหยางทวนคำ
“สิ่งที่ฝังอยู่ในร่าง"
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร แต่สิ่งนี้อาจทำให้สิ่งที่ข้าทุ่มเทไปไม่สูญเปล่า”
สิ่งที่จินเยว่ถ่ายทอดมา สร้างความสนใจแก่เฉินซือหยางเป็อย่างมาก มันจึงมองร่างที่ยาวเฟื้อยที่ถูกผ่าครึ่งเป็สองซีกของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล เมื่อครู่มันเองก็ไม่ใช่ไม่รู้สึกได้เสียทีเดียว เพียงแต่มันไม่เห็นมีสิ่งที่สะดุดตาอันใดบนซากสัตว์อสูรตนนั้น มันจึงมิได้ใส่ใจต่อ
ประกายสีเขียวมรกตถูกจินเยว่ฝืนปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง เฉินซือหยางจึงกล่าวเตือน
“ท่านยังไม่หายดี"
“ข้าต้องแน่ใจว่าสิ่งนี้จะไม่เป็อันตรายต่อเ้าอีก เพราะหากความพิเศษของมันเป็ผลร้าย เ้าอาจตายได้โดยมิทันต่อต้าน… จำไว้ ชีวิตเ้าจะตายหรือไม่ตายเป็ข้าที่จะเป็ผู้กำหนด”
ประกายพลังสีเขียวมรกตตรวจสอบไปทั่วซากร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล กระทั่งไปหยุดอยู่ที่ลำตัวส่วนหางของมัน ที่ตรงนั้นบริเวณซอกเกล็ดสีดำนิลมันวาว มีรอยแผลเป็ขนาดความยาวประมาณหนึ่งวาที่แทรกตามร่องเกล็ดของสัตว์อสูรตัวนี้อยู่ เมื่อตรวจสอบเพื่อให้เข้าถึงความพิเศษซุกซ่อนภายใต้แผลเป็นั่นอย่างแจ่มชัด ห้วงมโนจิตของนางก็คล้ายมีมหานทีสีดำมืดกวาดม้วนสาดซัดใส่ทันใด ส่งให้ร่างของจินเยว่ต้องสะท้านขึ้นเฮือกใหญ่ นางพึมพำในใจไม่ให้เฉินซือหยางได้ยิน
"จะบอกว่าเป็โชคชะตา วาสนา หรือทฤษฎีแรงดึงดูดที่มีต่อกันอย่างนั้นหรือ?"
เฉินซือหยางััได้ถึงแรงกระเพื่อมของพลังจิติญญาของนางที่ปลดปล่อยออก ก่อนสุดท้ายจะสูญสลายตรงบริเวณลำตัวส่วนหางของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล มันจึงกล่าวขึ้นอย่างเป็ห่วง
“ท่านเป็อะไรหรือไม่”
จินเยว่ไม่ตอบคำถามนั้น นางนึกคิดแลตรึกตรองเื่ราวบางสิ่งขึ้นมาแต่ยังไม่บอกกล่าว เพียงถ่ายทอดกระแสเสียงออกไปว่า
“ข้าอาจค้นพบสิ่งที่เหมาะสมและจะช่วยส่งเสริมเ้าให้ก้าวะโได้เร็วขึ้นแล้ว"
โดยที่ไม่รอให้ชายหนุ่มบรรลุถึงระดับพลังจิติญญาที่สามารถััหรือเชื่อมโยงถึงสิ่งที่เรียกว่าพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กายได้ จินเยว่ก็อาศัยความรู้ที่นางมี กอปรกับสถานการณ์มากมายที่นางประสบจากตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้นี้ นางรู้ว่าพลังจิติญญาซึ่งเป็แก่นฐานของชายหนุ่ม มีรูปแบบพลังที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ฝังอยู่ในร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล นางมีความมั่นใจเกินเก้าส่วนว่า
มหานทีสีดำสองสายที่นางััได้จากสิ่งสองสิ่ง มีความคล้ายคลึงและจะสามารถเชื่อมโยงกันได้
สิ่งหนึ่งคือจากหัวใจของเฉินซือหยาง และอีกสิ่งฝังอยู่ภายใต้เกล็ดอันดำนิลมันวาวนั่น!
นี่ไม่รู้เป็ความบังเอิญหรือโชคชะตา ทว่าดวงของบุรุษหนุ่มผู้นี้ดูจะมีวาสนาดีเกินกว่าขยะไร้ค่าที่ผู้คนเปรียบเทียบกับมันจะมีได้แล้ว
จินเยว่จึงะโข้ามขั้นตอน ถ่ายทอดความรู้และวิธีในการกระตุ้นการเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า พลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กาย ขั้นตอนนี้เป็ขั้นตอนสำคัญ การจะเชื่อมโยงกับพลังจิติญญาสรรพสิ่งได้คือจะต้องหาอาวุธที่เหมาะสมกับตนและตอบสนองกับพลังจิติญญาของเองให้ได้ก่อน ในรายของเฉินซือหยางไม่ว่าจะเป็พลังจิติญญา หรือการหาอาวุธคู่กายที่สามารถเชื่อมโยงกับตน เหล่านี้ล้วนยังกระทำไม่ได้ แต่เพราะโชคดีได้พานพบกับตัวตนที่อยู่ในระดับเทวะอย่างจินเยว่ นางจึงใช้ประสบการณ์ประกอบกับสันชาตญาณในการชี้นำชายหนุ่มให้ลัดขั้นตอนเพื่ออาวุธที่อาจเชื่อมโยงกับตัวมัน
เฉินซือหยางเองก็มิได้กล่าวถามมากความ เมื่อมันเห็นความจริงจังของจินเยว่ ประกอบกับความรู้สึกของมันก็กำลังชักนำให้ไปในเส้นทางนั้น มันจึงรับฟังและปฏิบัติตามคำชี้แนะของจินเยว่อย่างตั้งใจ แม้จะหนักหน่วงจนจิติญญาแทบแตกดับ สมองจะสูญสลาย ร่างเสมือนถูกหนึ่งขุนเขาแห่ง์ร่วงหล่นตกทับ แต่มันก็ยังฝืนแบกรับเอาไว้ทั้งหมด นับว่ามันโชคดีที่ได้เพาะบ่มพลังทางกายภาพที่เหนืุ์ ได้ทรัพยากรมีค่าสำคัญจากจินเยว่ ร่างกายของมันจึงทานทนรับไหวต่อการฝืนตอบรับในโชควาสนาที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันนี้
การฝึกพลังลมปราณเพื่อเพาะบ่มพลังทางกายภาพอย่างหนักหน่วงตามคำชี้นำของจินเยว่ นับว่าเห็นประโยชน์อย่างมหาศาลก็ตอนนี้ ตอนที่มันกำลังฝืนใช่ร่างกายแบกรับต่อมวลมหานทีสีดำมืดอีกสายที่กำลังเชื่อมโยงกันอยู่ระหว่างหัวใจและสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เกล็ดของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลนั่น!