Druw 003 บททดสอบ [I] - การประลองกลางอากาศ...ที่จบได้อย่างน่าหวาดเสียว
เสียงเอะอะโวยวายด้านล่างทำให้ไดรกอนสะดุ้งตื่นจากหมอนใบจิ๋วที่กำลังหนุนอยู่ เขาไม่รู้ว่ามันเป็เสียงอะไร แต่เขารู้สึกได้ถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้านล่าง พอเขาปรายตามองดรูว์ที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงโดยที่ยังไม่รู้เื่อะไรกับชาวบ้านเลย ไดรกอนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก...โชคดีที่ไม่ได้เกี่ยวกับเด็กคนนี้
คิดไปคิดมา มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ที่ดรูว์ยังคงนอนไม่ตื่นแบบนี้ เมื่อวานเด็กสาวหลงทางกับไดรกอน แถมยังดูแปลกๆ ไปอีก ราวกับว่ากำลังมีเื่อะไรบางอย่างในใจ แต่ไม่ว่าเขาจะถามอีกฝ่ายอย่างไร ดรูว์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมบอกเขา
ร่างบนเตียงเริ่มขยับเหยียดแข้งขา เปลือกตาเปิดขึ้นแล้วก็ต้องรีบหรี่ตาเมื่อแสงที่ลอดมาจากบานหน้าต่างส่องตาพอดี ดรูว์กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะขยี้ตาด้วยท่าทางสะลึมสะลือแล้วเบนสายตามายังัจิ๋วที่อยู่ข้างกายตน ไดรกอนนั่งรอเธออยู่ ดรูว์ส่งยิ้มร่างเริงให้อีกฝ่ายก่อนพูดเสียงใส
“อรุณสวัสดิ์ ไดร”
“อรุณสวัสดิ์ ดรูว์”
ไดรกอนตอบกลับไป หากเป็ยามเมื่ออยู่ในอาณาจักรควาเซ ดรูว์คงไม่มีโอกาสได้พูดกับเขาเช่นนี้ ดรูว์ที่ไม่รู้เวลากลางวันหรือกลางคืน ไม่เคยแม้แต่จะมองเห็นแสงสว่าง มีแต่ความมืดที่รายล้อมกับเสียงกรีดร้องที่แสนน่ากลัว
บางทีเขาอาจต้องขอบใจพวกมันที่ทำให้เื่ทั้งหมดกลายมาเป็แบบนี้ และเขาจะต้องปิดบังเื่บางอย่างไม่ให้ดรูว์รู้...เื่ที่มีคนของควาเซคนหนึ่งอยู่ที่นี่ เพราะอาจเป็ไปได้ว่าคนคนนั้นจะมาพาดรูว์กลับไป แม้ไดรกอนจะไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็ใคร หรือมีจุดประสงค์อื่นที่ไม่เกี่ยวกับพวกเขาก็ตาม จะให้เ้านั่นหรือดรูว์เจอกันไม่ได้ ไม่อย่างนั้น...เขาอาจไม่ได้เห็นรอยยิ้มของดรูว์อีกเลยก็ได้
เขาพยายามมาตั้งนาน คิดว่าเขาจะปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพังลงอย่างนั้นรึ? ไม่มีทาง!
เพียงแวบหนึ่งที่เขาเห็นดวงตาของดรูว์กลายเป็สีแดงเหมือนเมื่อครั้งอดีตแล้วก็กลับมาเป็สีฟ้าเข้มดังเดิม การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ทำให้ไดรกอนต้องขยี้ตาแล้วมองใหม่อีกครั้ง ทว่าก็ไม่ได้มีอะไรแปลกไป หรือว่าเขาจะตาฝาด? หรือว่าคิดมากไปเอง?
ดรูว์หาวออกมาแล้วหยิบผ้าผูกผมสีดำที่วางเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียงมาผูกผมแบบลวกๆ ตามปกติจนไดรกอนทำได้แค่แอบถอนหายใจ ดรูว์ไม่เหมือนผู้หญิงเลยสักนิด ผู้หญิงต้องรักสวยรักงามห่วงภาพพจน์ของตัวเองบ้างสิ สักครั้งก็ยังดีนะดรูว์ ในหัวใจของไดรกอนร่ำร้อง หัวอกของคนเป็พ่อ (?) ที่เฝ้าเลี้ยงลูกสาว (?) มานานก็อยากจะเห็นอีกฝ่ายเหมือนเด็กผู้หญิงสักครั้ง แต่ไดรกอนรู้ดี นั่นเป็เื่สุดท้ายที่ดรูว์จะทำ ทุกครั้งไดรกอนทำได้แค่ถามกับตนเองว่า เขาเลี้ยงดรูว์ผิดพลาดที่ตรงไหน?
แต่ก็นั่นล่ะ ไดรกอนทำได้เพียงแค่ถามกับตนเองในใจเท่านั้น ขืนพูดออกไปจริงมีหวังได้ฟังคำตอบแบบชวนฆ่าตัวตายดูสักครั้งแน่
“กี่โมงแล้ว” ดรูว์ถามขณะที่กำลังจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเอง
“ใกล้แปดโมงแล้ว”
เมื่อกระดุมเม็ดสุดท้ายถูกติดจนเข้าที่แล้วดรูว์ก็เตรียมเดินออกจากห้อง ไดรกอนบินไปเกาะไหล่ของดรูว์ตามปกติ เช้านี้ดรูว์มีการทดสอบคัดเลือกอีกครั้ง คราวนี้ดูท่าว่าจะเป็ของจริงแล้ว และดรูว์ก็กำลังเฝ้ารอมันอยู่
หลังจากที่ดรูว์กับไดรกอนได้ตรวจสอบดูจนแน่ชัดแล้วว่าใบสมัครงานบ้าบอนั่นเป็เพียงแค่การกรอกข้อมูลที่สำคัญที่ทางนั้นจำเป็จะต้องได้รับ และมีผู้ที่กรอกข้อมูลลงไปเท่านั้นที่จะได้รับบททดสอบที่แท้จริง ตอนนั้นในระหว่างเดินกลับพวกเขาได้ยินทหารผู้คุมสถานที่ทดสอบคุยกันแว่วๆ ว่าบททดสอบในครั้งนี้มันยากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่วนไอ้ทุกปีที่ผ่านมาที่ว่านั่นก็ทำเอาทั้งคนผ่านไม่ผ่านาเ็สาหัสหรือจิตตกไปตามๆ กันอย่างน่าหวาดเสียว แล้วยิ่งดรูว์กำชับไม่ให้ไดรกอนคอยช่วยแบบนี้ด้วยแล้ว ัแสงก็ยิ่งเป็ห่วงอีกฝ่ายเข้าไปใหญ่
ห่วงว่าดรูว์จะเป็ส่วนหนึ่งที่ไปทำผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆ าเ็สาหัสหรือพิการ...
เมื่อดรูว์กับไดรกอนมาถึงสนามทดสอบก็ต้องนิ่วหน้ากับฝูงชนมากมายที่มากกว่าเมื่อวานสักสามเท่า นี่คือเกณฑ์มาทั้งอาณาจักรมอลโนวาเลยใช่หรือไม่? ดรูว์ยิ่งทำหน้าแหยงเมื่อคิดว่าตัวเองต้องเข้าไปเบียดเสียดกับฝูงชนเ่าั้จนเผลอแสดงความหวาดระแวงออกมาทางสีหน้าวูบหนึ่ง สามารถคาดเดาได้ว่าดรูว์ในตอนนี้กำลังคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานอยู่ ไดรกอนที่มองท่าทางของดรูว์อยู่พยักหน้าอย่างเข้าใจความรู้สึกของเด็กสาวในตอนนี้
“ไม่เป็ไร คราวนี้ข้าจะเกาะไหล่เ้าแน่นๆ ไม่หล่นลงไปแน่นอน” ไดรกอนพูด รับรองว่าคราวนี้ตนจะไม่กระเด็นตกจากไหล่เด็กสาวแน่ นั่นทำให้ดรูว์สบายใจมากขึ้น เด็กสาวพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินเข้าไป
ทว่าเื่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้นกับพวกเขา นี่ทำให้ไดรกอนกับดรูว์สงสัย เมื่อฝูงชนที่เบียดเสียดกันอยู่นั่นรีบแหวกทางทันทีที่ดรูว์เดินเข้าไปใกล้หมายจะเดินเบียดเข้าไปด้านใน หัวคิ้วดรูว์เริ่มขมวดเป็ปมด้วยความสงสัยไม่ต่างจากัที่เกาะอยู่บนไหล่ คนเ่าั้เริ่มซุบซิบขึ้นมาทันที...แต่ขอเหอะ ไปซุบซิบกันไกลๆ ได้ไหม อยากจะบอกเหลือเกินว่าพวกเขาได้ยินชัดแจ๋วเลย!
“อะไรกัน เด็กคนนั้น”
“ัเสกอีกแล้วหรือ นี่มันคนที่สามแล้วนะ”
“รุ่นนี้มันเกิดเื่อะไรขึ้นกัน ทำไมถึงได้มีคนที่เสกสัตว์เวทเป็ัมาเข้าร่วมการทดสอบที่นี่พร้อมกันถึงสามคน”
ได้ยินอย่างนั้นไดรกอนกับดรูว์ก็ยิ่งสงสัย คนที่สาม...ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ามีคนของควาเซมาที่นี่ถึงสองคนเลยน่ะสิ! ไดรกอนเหงื่อตก เขาจะให้เ้าพวกนั้นเห็นดรูว์ไม่ได้ ไม่อย่างนั้น อิสระที่ได้มาตลอดเกือบสิบแปดปีที่ผ่านมาต้องดับสูญลงอย่างไม่เป็ท่าแน่ แต่ก่อนที่ไดรกอนจะได้ทันคิดแผนการหลีกเลี่ยง เสียงที่พวกเขาไม่อยากจะได้ยินมากที่สุดในตอนนี้ก็ดังมาจากเบื้องหน้าที่อยู่ห่างกันไม่เท่าไหร่
“เ้า...ดารูว์จอมแหกกฎ!” เสียงเล็กแหลมดังขึ้น มันมาจากัเพลิงสีแดงตัวขนาดประมาณไดรกอนที่เกาะไหล่ชายหนุ่มคนหนึ่ง เสียงนั่นทำให้ชายคนนั้นหันขวับมาทางนี้อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้ไดรกอนกับดรูว์เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง...ไม่ผิดแน่ ใบหน้าแบบนั้น เส้นผมแบบนั้น ดวงตาแบบนั้นมัน...
คนคนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!
“...ซันโดร” ดรูว์พูดชื่อของชายตรงหน้าราวกับกำลังละเมอหากแต่ก็ต้องรีบปรับสีหน้ากลับเป็ปกติอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครได้ทันมองเห็นสีหน้าเคียดแค้นเมื่อครู่ของดรูว์...ชายคนนั้นไม่ใช่ซันโดร ถึงจะมีใบหน้ากับสีผมที่เหมือนกันมากแค่ไหนก็ตาม แต่ดรูว์จำได้ว่าซันโดรมีดวงตาสีทองแดง ไม่ใช่สีดำแบบนี้ แถมประกายในดวงตายังต่างกันจนรู้ได้ง่ายๆ ว่าเป็คนละคน
อีกหนึ่งที่สามรถยืนยันได้อย่างแน่ชัด...ก็เ้าัเพลิงตัวอ้วนกลมป้อมที่เกาะอยู่บนไหล่นั่นอย่างไรล่ะ! ถึงจะเป็ัเพลิงแดงเหมือนกัน แต่เฟรมไม่เรียกเด็กสาวว่า ‘ดารูว์จอมแหกกฎ’ เหมือนคนอื่นๆ ในควาเซแน่นอน
“รู้จักหรือ” ชายคนนั้นถามเ้าัเพลิงที่เกาะอยู่บนไหล่ของตน เ้าันั่นทำท่าฮึดฮัด
“มีใครคนไหนในควาเซบ้างที่จะไม่รู้จักดารูว์ เด็กน้อยที่องค์ชายดราโก้รับไปเป็น้องสาว ทำตามกฎระเบียบในปราสาทแทบไม่ได้ ถึงข้าจะไม่เคยเห็นหน้า แต่ผมสีน้ำตาลแดงที่มีแค่เ้านั่นเพียงคนเดียวในโลกนั่นแหละเป็หลักฐาน” มันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราวกับว่าไม่อยากพูดถึงดรูว์สักเท่าไหร่
ทำอย่างกับพวกเขาอยากให้พูดถึงอย่างนั้นแหละ...ไดรกอนมองท่าทางของทั้งสองที่ไม่มีใครเลยที่จะเบนหันมามองเขา ดูเหมือนว่าทั้งสองจะไม่เห็นไดรกอนในตอนนี้ทั้งที่เมื่อครู่มีผู้คนมากมายมองเห็นเขา และจากท่าทางที่แปลกใจเมื่อเห็นดรูว์ที่นี่ สองคนนี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อพาดรูว์กลับไปแน่ๆ
ดรูว์ลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ไดรกอนหันหน้ากลับมามองดรูว์ที่ตอนนี้มีประกายตาหงุดหงิดเมื่อเ้าพวกนั้นกำลังพูดเื่อดีตที่ดรูว์ไม่อยากจดจำนั่น ไดรกอนจึงใช้หัวดันคางดรูว์เบาๆ ให้เลิกสนใจคนทั้งสองตรงหน้า
“ไปกันเถอะ อย่าไปสนใจเ้าพวกนั้นเลย ถึงอย่างไรเ้าพวกนั้นก็ไม่ได้รับคำสั่งให้มาพาตัวเ้ากลับ”
“อืม” ดรูว์ตอบรับก่อนที่จะเดินจากไปทันที ไม่สนใจเ้าพวกนั้นอีกต่อไป ดรูว์เดินตรงไปยังจุดลงชื่อยืนยันการทดสอบในครั้งนี้ ดูจากท่าทีของดรูว์ในตอนนี้แล้ว ไดรกอนสามารถแน่ใจได้ว่าดรูว์ก็คงไม่อยากจะกลับไปควาเซเหมือนกัน
“ระวังไว้ ที่นี่ยังมีคนของควาเซอีกคน” ไหนๆ ก็เจอไปหนึ่งคนแล้ว เขาไม่อาจไม่บอกเื่นี้ได้อีกต่อไป
“เมื่อครู่ข้าได้ยินคนพวกนั้นพูดกันแล้ว” ดรูว์ตอบรับ แม้ว่าอีกคนจะมีแนวโน้มว่าเป็แค่ผู้ใช้เวทที่สามารถอัญเชิญสัตว์เวทเป็ัได้จริงๆ แต่เมื่อเธอเห็นคนเมื่อครู่…เธอแน่ใจได้เลยว่าอีกคนก็ต้องมาแน่ๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้ไปลงชื่อยืนยันการทดสอบกันครบแล้ว ตอนนี้การทดสอบที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น เหล่าผู้คุมสถานที่ต่างออกมาอธิบายกฎกติกาบนพื้นที่ยกสูงที่ดูก็รู้ว่าทำขึ้นมาลวกๆ เพื่อใช้ในวันนี้เท่านั้น กฎที่ทำให้ไดรกอนรู้สึกได้ถึงลางร้ายบางอย่าง
“กฎในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก ขอแค่พวกเ้าเข้าไปในป่าทมิฬ” ผู้คุมคนนั้นผายมือไปยังป่ามืดๆ ที่อยู่ด้านหลังตน “แล้วออกมาจากป่าด้านตรงข้ามให้ได้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอ ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าหากตายแล้วพวกข้าจะไม่รับผิดชอบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าาเ็สาหัส จิตตก หรือพิการออกมาพวกข้าจะให้หน่วยแพทย์รักษาให้ เมื่อพวกเ้าเข้าไปในป่าแล้วพวกเ้าสามารถต่อสู้กันเองเพื่อลดจำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบได้”
นั่นปะไร...ลางร้ายชัดๆ
มือของใครคนหนึ่งถูกยกขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่เข้ามาร่วมบททดสอบนี้ “แล้วพวกข้าจะรู้ได้อย่างไรกันล่ะว่าทางออกด้านตรงข้ามกับป่าทมิฬอยู่ตรงไหน”
“เป็คำถามที่ดี ที่ทางออกนั้นจะมีผู้คุมของเราหนึ่งหรือสองคนยืนอยู่ เขาจะยื่นของสิ่งหนึ่งให้พวกเ้าเป็การยืนยันว่าพวกเ้าผ่านการทดสอบในครั้งนี้แล้ว ขอบอกเอาไว้ก่อนว่าของสิ่งนั้นที่พวกเ้าได้รับมามีผลต่อการเป็อยู่ของพวกเ้าในการเข้าเป็ทหารฝึกหัด อย่าทำหายเด็ดขาด เอาล่ะ เริ่มได้!”
สิ้นสุดประโยคนั้นเหล่าผู้มาทดสอบทั้งหลายก็วิ่งกรูกันเข้าไปในป่าทมิฬอย่างเร่งรีบ ดรูว์มองคนเ่าั้แล้วถอนใจออกมาในความรีบร้อนของเ้าพวกนั้น ก่อนที่ตนเองจะเดินเข้าไปในป่าทมิฬเป็คนสุดท้าย บรรยากาศภายในป่าทมิฬนั้นทั้งมืด ชื้น และมีกลิ่นเหม็นอับ ไดรกอนพอเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดที่นี่ถึงถูกเรียกว่าป่าทมิฬ...เพราะมันมืดกว่าป่าที่อื่นๆ นี่เอง ต้นไม้ส่วนใหญ่ของที่นี่ก็เป็สีดำ ั้แ่ตอนที่พวกเขาเหยียบย่างเข้ามาในนี้ สัญชาตญาณก็ตื่นตัวขึ้นมาระวังภัยแทบจะทันที ที่นี่มีสัตว์อันตรายอาศัยอยู่...นี่คือสิ่งที่ไดรกอนกับดรูว์รู้สึกได้ในตอนนี้
เสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าชายหนุ่มชายฉกรรจ์มากมายที่วิ่งเข้ามาในป่านี้ก่อนทั้งสองดังขึ้นมาให้รู้สึกขนลุกเล่น แต่ไดรกอนกับดรูว์กลับไม่รู้สึกอะไร เพราะถ้าให้เทียบกัน...มันเทียบกับสิ่งที่ทั้งสองได้เจอมาั้แ่ยังเด็กไม่ได้เลยสักนิดเดียว
ไม่เลยสักนิด...
“ไปกันเถอะ” ดรูว์พูดให้สัญญาณไดรกอนให้เกาะบ่าเธอแน่นๆ ก่อนจะพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ดรูว์วิ่งมาถึงจุดหนึ่งที่มืดมากจนแทบมองอะไรไม่เห็น เสียงครวญครางด้วยความเ็ปดังออกมาจากผู้ทดสอบทั้งหลายที่มาสิ้นท่าให้กับอะไรบางอย่างที่นี่ พอก้าวย่างมาถึงจุดที่ดำมืดที่สุดตรงนี้ เสียงแหวกอากาศที่แ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยินก็ดังมาจากด้านซ้าย ถึงดรูว์จะวิ่งไม่หยุดแต่มือซ้ายก็วาดออกไปสุดแขน กำปั้นเหวี่ยงตัวอะไรสักอย่างที่ฟังจากเสียงหมัดไปกระแทกอีกฝ่ายดูแล้วอีกฝ่ายก็น่าจะหนักน่าดู ฝ่ายโดนต่อยโดยไม่ทันตั้งตัวร้องลั่นด้วยความเ็ป เสียงเหมือนร่างเนื้อกระแทกเข้ากับต้นไม้ด้านซ้ายมืออย่างแรง แต่นั่นก็ไม่อาจดึงความสนใจของดรูว์ไปได้เลยสักนิด ดรูว์ยังคงวิ่งต่อไปโดยไม่หยุด ตัวอะไรบางอย่างก็พุ่งเข้าหาจากความมืดไม่หยุดเหมือนกัน แต่ทั้งสองก็ไม่คิดที่จะมองผู้เคราะห์ร้ายเ่าั้ว่าเป็ตัวอะไร เป็ที่รู้แล้วว่า ‘มัน’ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว ทุกครั้งที่วิ่งผ่านไดรกอนจะได้ยินเสียงครวญครางอย่างเ็ปดังขึ้นไม่หยุด มีผู้ทดสอบหลายคนที่ตกเป็เหยื่อของผู้ล่าในความมืดพวกนี้
“น่ารำคาญจริง ทำไมต้องเป็ป่าหรืออะไรที่มันมืดเป็นี้ด้วย” ดรูว์พูดเสียงเบาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ถึงอย่างนั้นเ้าก็มองเห็นในความมืดอยู่ดีไม่ใช่หรือ”
ไดรกอนได้ยินเสียงสบถเบาๆ อย่างหงุดหงิดมาจากดรูว์ ความมืดพวกนี้ทำให้ดรูว์นึกถึงเื่เื่หนึ่งที่ตนไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่นักขึ้นมา เด็กสาววิ่งมาได้สักพักทั้งสองก็หลุดพ้นออกมาจากบริเวณจุดมืดมาตรงที่มีแสงส่องลงมาเพียงนิด ทว่าก็วิ่งไปได้แค่ไม่กี่ก้าว แสงจากพื้นที่เป็รูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบจุดที่ดรูว์ยืนอยู่เป็วงกว้างก็เรืองแสงขึ้น คราวนี้ดรูว์ยิ่งทำหน้าราวกับอยากจะฆ่าใครสักคน
“เขตแดน...” ดรูว์กัดฟันกรอด เขตแดนเป็อาณาบริเวณที่สร้างขึ้นอย่างมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป มันสร้างขึ้นมาจากอักขระเวท ดังนั้นมันมีผลต่อทั้งผู้ที่ใช้พลังเวท ผู้ใช้พลังจิต และผู้ใช้พลังิญญา ดรูว์รู้สึกได้ว่าการที่จะออกเขตแดนนี้ได้จะต้องสู้กับใครสักคนให้ชนะ และผู้ที่ดรูว์ต้องต่อสู้ด้วยก็เข้ามาในเขตแดนนี้แล้วเหมือนกัน
ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ ตามลำตัวเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่สามารถข่มคู่ต่อสู้ที่มีร่างกายเล็กกว่าได้ง่ายๆ ดรูว์พ่นลมหายใจออกมา เพราะนอกจากรูปร่างแบบนั้นจะไม่สามารถข่มดรูว์ได้แล้ว ไอ้ร่างแบบนั้นนั่นแหละที่จะโดนดรูว์จับทุ่มเสียก่อน คู่ต่อสู้ที่เห็นท่าทางดูถูกตนแบบนี้ของเ้าตัวเล็กตรงหน้าก็ไม่สบอารมณ์เสียเท่าไหร่ แถมเส้นเืตรงขมับของชายคนนั้นยังเต้นถี่รัวได้อย่างน่ากลัว ยิ่งผมสีส้มตัดเกรียนกับตาเล็กๆ ขวางๆ นั่นยิ่งเป็ส่วนประกอบเสริมให้ชายคนนี้ดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
ไดรกอนทำได้แค่สวดภาวนาในใจ...แม้ตัวเขาจะไม่เคยเชื่อมั่นในตัวพระเ้าเลยก็ตาม แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเทพเ้าหรือมารตนไหนัแสงก็ขอร้องให้เ้านั่นอย่าเพิ่งทำท่าโมโหใส่ดรูว์ตอนนี้ เพราะมิเช่นนั้น...เ้านั่นอาจมีอันเป็ไปก่อนวันอันควร...
“นี่เ้า...ทำท่าแบบนั้นหมายความว่ายังไงกันหา---!!!” ชายผมเกรียนพุ่งเข้าหาดรูว์ด้วยโทสะ มือข้างหนึ่งง้างขึ้นหมายจะต่อยหน้าหล่อๆ (?) ของดรูว์แต่กลับกลายเป็ว่าชายผู้นั้นเปิดโอกาสให้ดรูว์ทำร้ายเสียเอง ดรูว์เบี่ยงหน้าหลบกำปั้นที่พุ่งเข้ามาทำให้ชายคนนั้นเสียหลัก มือข้างหนึ่งของดรูว์คว้าที่ข้อมือข้างนั้น มืออีกข้างคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายแล้วยกร่างทั้งร่างของอีกฝ่ายทุ่มลงพื้นอย่างแรงจนพื้นที่ในอาณาเขตสั่นไหว ชายผู้โชคร้ายและน่าสงสารสลบเหมือดคาที่ อักขระเขตแดนที่เรืองแสงเมื่อครู่หายไป ดรูว์ปัดฝุ่นที่มือแล้วก้าวเดินต่อไปโดยไม่สนใจคู่ต่อสู้เมื่อครู่
แย่จัง คำภาวนาของข้าไม่เป็ผล เฮ้อ!
“น่ารำคาญจริง” ดรูว์บ่นออกมาเบาๆ แล้ววิ่งไปต่อโดยไม่สนใจชายผู้เคราะห์ร้ายที่มาเจอกับตน
ความมืดของป่าแห่งนี้ได้ปลุกจิตด้านมืดของดรูว์ขึ้นมา ทำให้ดรูว์ตอนนี้โเี้มากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อไดรกอนเงยหน้ามองดวงตาของดรูว์ตอนนี้...ดวงตาสีฟ้าเข้มกลายเป็ดวงตาสีแดงไปแล้ว ไดรกอนถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นดวงตาสีแดง คราวนี้ไม่ว่าจะเป็คนของควาเซหรือใครก็ตาม หากมามีเื่กับดรูว์ตอนนี้เป็ได้มีสภาพเหมือนเ้าคนเมื่อครู่เป็แน่
ดวงตาสีแดง...สัญลักษณ์ของดรูว์ในตอนที่เป็อสูรแดง
เสียงจังหวะการวิ่งของดรูว์ยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็จังหวะสม่ำเสมอ ไม่มีทีท่าว่าจะช้าลงเลยสักนิด ไดรกอนมองป่ารอบข้างที่มืดจนทำให้ทัศนวิสัยของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตบางอย่างลดต่ำลงไปพอสมควร แต่พอดีว่าเขาเป็ั และดวงตาของดรูว์ซึ่งมีคุณสมบัติของัก็มีประสิทธิภาพพอกัน มันเลยไม่เป็อุปสรรคกับพวกเราเลยสักนิด แต่บรรยากาศในป่านี้มันก็ดันมาปลุกจิตด้านมืดของดรูว์เข้าให้เสียนี่ คราวนี้หากใครเข้ามาขวางให้ดรูว์หงุดหงิดใจเล่นแล้ว ไดรกอนก็ทำได้แค่ภาวนาให้คนคนนั้นไปสู่ที่ชอบๆ อย่างเดียวเท่านั้น
ครั้งหนึ่ง...เคยมีาาัทมิฬที่ถูกจิตมารเข้าแทรกจนอาละวาด ดรูว์ถูกมันทำร้ายเข้าที่กลางหลัง...หลังจากนั้นาาัทมิฬตนนั้นก็กลับมาเป็ปกติราวกับว่าไม่เคยเกิดเื่ที่มันคลุ้มคลั่งขึ้นมา ทว่าจิตมารเ่าั้กลับเข้าไปในร่างกายของดรูว์แทน ผ่านเหตุการณ์นั้นไปไม่กี่ปีไดรกอนถึงได้ตระหนักว่าจิตมารเ่าั้ได้เป็ส่วนหนึ่งของร่างกายดรูว์ และเมื่อมันตื่นขึ้นมา มันจะกระตุ้นด้านที่โหดร้ายของเด็กสาวออกมา มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ตอนที่พวกเขายังอยู่ทวีปใต้ นั่นทำให้เหล่าคนในทวีปใต้เรียกดรูว์ในร่างนี้ว่า...อสูรแดง
อสูรแดงน่ากลัวน้อยเสียที่ไหน...
“แปลก...” อยู่ๆ อสูรแดงก็พูดขึ้นมาลอยๆ ไดรกอนหันไปมองอย่างไม่เข้าใจ
“แปลก?”
“จากตรงนี้ข้าไม่รับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตเลยสักอย่าง” ดวงตาสีแดงหรี่ลงอย่างใช้ความคิดก่อนที่จะก้มหน้าลงมาถามข้า “เ้ารู้สึกแบบข้าหรือเปล่า”
“ข้าก็รู้สึกอย่างนั้น...” มันแปลกอย่างที่อสูรแดงว่าเอาไว้จริงๆ
“จำนวนคนที่เจอมาตลอดทางไม่ได้ครึ่งของจำนวนคนที่เข้ามาในนี้เลย”
อสูรแดงวิ่งต่อไปอย่างระมัดระวังมากกว่าเดิม จนเท้าพาเดินมาถึงที่แห่งหนึ่งทำให้อสูรแดงหยุดชะงัก ตอนนี้อสูรแดงกำลังยืนอยู่ริมเหว ตรงหน้าคือความว่างเปล่าที่มองไม่เห็นก้น พื้นดินอีกฝั่งอยู่ห่างไกลเป็กิโลเมตรกว่าๆ ภาพเบื้องหน้านั่นทำให้ทั้งสองขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกัน
“แปลกจริงด้วย” เด็กสาวมองขึ้นๆ ลงๆ “กว้างขนาดนี้ มนุษย์ไม่อาจข้ามผ่านไปได้”
“พวกเขาอาจใช้เวทมนต์” ไดรกอนพูดถึงเื่ที่ดรูว์หรือแม้แต่อสูรแดงก็ไม่สามารถทำได้ คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าคนฟังบึ้งตึงขึ้นมาทันที
“อะไรๆ ก็เวทมนต์ เหอะ! ข้านี่แหละจะไม่ใช้เวทมนต์เอง” อสูรแดงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแล้วเดินไปตรงขอบเหวที่มีกิ่งไม้ยื่นมาทางฝั่งนี้
ที่เ้าไม่ใช้เวทมนต์ก็เพราะเ้าใช้ไม่ได้ไม่ใช่หรือ
ไดรกอนลอบถอนหายใจ อันที่จริงัแสงกะว่าจะให้อีกฝ่ายขี่หลังเขาไปง่ายๆ แต่ท่าทางแบบนี้ ต่อให้พยายามพูดหว่านล้อมแค่ไหนอีกฝ่ายก็จะข้ามไปอีกฝั่งด้วยตัวเองอยู่ดี อสูรแดงกระตุกกิ่งไม้ใหญ่ที่ว่าเพื่อทดสอบดูว่ามันเปราะหรือไม่ เธอยิ้มถูกใจแล้วพูดขึ้นเสียงเบา
“เกาะให้ดีๆ ล่ะ”
สิ้นประโยคอสูรแดงก็จัดการจับปลายกิ่งไม้นั้นแล้วะโลอยตัวลงเหว! ไดรกอนแทบจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาหากเ้ากิ่งไม้นั่นไม่ดีดร่างอสูรแดงขึ้นมาเสียก่อน ร่างของเด็กสาวลอยละลิ่วไปยังต้นไม้ใหญ่อีกต้น มือเล็กจับปลายกิ่งไม้ของต้นที่อยู่ใกล้มือที่สุดจนเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อครู่อีกครั้ง มันดีดร่างของเด็กสาวขึ้นกลางอากาศเหมือนคราวแรก ไดรกอนทำได้แต่เกาะไหล่ของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น อสูรแดงทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงกลางทาง เมื่อมือของอสูรแดงกำลังจะจับปลายกิ่งไม้ ลูกไฟดวงใหญ่ก็พุ่งมายังกิ่งไม้ส่วนบนที่อสูรแดงเพิ่งจับได้ กิ่งไม้นั่นหักออกส่งผลให้ร่างของทั้งคู่หล่นลงไปด้านล่างตามแรงโน้มถ่วงทันที
ร่างของอสูรแดงเริ่มหล่นลงเหวอีกครั้งทว่าคราวนี้กลับไร้สิ่งยึดเหนี่ยว ดวงตาสีแดงปรายตามองไปยังต้นตอที่มาของลูกไฟดวงเมื่อครู่ รอยยิ้มน่าขนลุกผุดขึ้นมาบนเรียวปาก รอยยิ้มที่บอกได้ว่าคนได้รับรอยยิ้มนี้ชะตาถึงคาดแล้ว...นั่นทำเอาไดรกอนถึงกับขุนลุก เขาเคยเห็นอีกฝ่ายยิ้มแบบนี้เพียงไม่กี่ครั้ง และแต่ละครั้งก็จะเป็ของอสูรแดงทั้งนั้น ว่าแต่ เ้าเด็กนี่จะมายิ้มอะไรตอนนี้! สิ่งที่เธอควรจะทำเป็สิ่งแรกในตอนนี้คือเธอต้องรับรู้ก่อนสิว่าตัวเองกำลังตกเหวแล้วหาวิธีที่ตัวเองจะไม่ตกลงไป! ไดรกอนตัดสินใจที่จะบินแล้วพาอสูรแดงข้ามไปอีกฝั่ง ไม่สนใจว่านั่นเป็การผิดคำพูดที่ได้ให้ไว้กับดรูว์ แต่เขาก็ต้องชะงักปีกที่กางออกเมื่อจู่ๆ อสูรแดงก็พูดกับไดรกอนด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่อาจรู้ได้ว่าอสูรตนนี้รู้สึกเช่นไรอยู่
“ห้ามมายุ่งเด็ดขาดนะ ไดร”
มือเล็กกระตุกผ้าสีดำที่ผูกผมออก ผมสีน้ำตาลแดงแผ่สยาย กระแสอากาศรอบตัวอสูรแดงปั่นป่วนรุนแรงจนเกิดลมพายุขึ้น ทำให้ไดรกอนตอนนี้เผลอจิกเล็บลงไหล่อสูรแดงอย่างแรง อสูรแดงยื่นมือขวาไปทางต้นตอลูกไฟเมื่อครู่ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมถูกส่งให้โดยอสูรร้าย ริมฝีปากบางขยับพูดคำพูดที่ทำเอาไดรกอนและเ้าคนดักซุ่มโจมตีนั่นหนาวสะท้าน
“ในเมื่อเ้าเป็คนผลักข้าลงมา เช่นนั้นเ้าก็จงตกลงมาแทนข้าก็แล้วกัน”
กระแสอากาศบีบอัดร่างของไดรกอนกับอสูรแดงแล้วส่งต่อไปยังที่ใดสักแห่ง เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้นมาอีกที่หนึ่งที่เป็ยอดไม้สูงใหญ่ที่ไม่ห่างจากที่ทั้งคู่ตกลงไปเมื่อครู่ ไดรกอนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวมาจากด้านล่าง...เป็เ้าคนดักโจมตีเมื่อครู่นี่เอง ตรงจุดที่มันตกลงไปคือจุดที่พวกเขาอยู่เมื่อครู่ ส่วนตรงนี้ก็คงเป็ตรงที่เ้านั่นอยู่เมื่อครู่ อสูรแดงยิ้มร้ายกาจขณะโบกมือลาอีกฝ่าย เมื่อร่างอีกฝ่ายลับสายตามือเล็กก็จัดการผูกผมลวกๆ แล้วโดดไปตามต้นไม้ต่อโดยไม่สนใจชายที่ตนส่งลงเหวไปเมื่อครู่
เมื่อครู่ไดรกอนจะสามมารถพูดได้หรือไม่ว่าสิ่งที่อสูรแดงทำเมื่อครู่คือการใช้เวทมนต์...ในเมื่อตัวเขาไม่อาจรับรู้ถึงพลังเวทของอีกฝ่ายได้เลยแม้เพียงสักนิด
เมื่อคิดถึงเหตุผลอีกอย่าง นั่นทำให้ัแสงลอบยิ้มออกมาด้วยความยินดี ดรูว์เป็ผู้ใช้พลังจิตสินะ? ใช่ไหม? เธอไม่มีทางเป็ผู้ใช้พลังิญญาเด็ดขาด! คราวหน้าที่เด็กสาวใช้พลัง ไดรกอนต้องคอยสังเกตให้ดีๆ เสียแล้ว
การโจมตีจากทิศทางต่างๆ โดยที่ผู้ใช้เวทไม่ปรากฏตัวออกมายังคงมีต่อไปเรื่อยๆ แต่จากเหตุการณ์เมื่อคราวที่แล้วทำให้อสูรแดงระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม เด็กสาวะโหลบไปตามต้นไม้อย่างชำนาญ บางครั้งก็เอาคืนไปบ้างโดยการเหวี่ยงกิ่งไม้ใหญ่ๆ ใส่บ้าง ใช้กิ่งไม้ในมือปัดพลังเวทส่งกลับคืนไปบ้างอย่างสบายๆ ทำเอาหน่วยซุ่มยิงทั้งหลายตกเหวลงไปตามๆ กัน
“เ้าพวกนี้มันมีกี่คนกันแน่” อสูรแดงกัดฟัน เด็กสาวััได้ถึงอะไรบางอย่าง...มันเป็ไอเวทที่แผ่กระจายเต็มทางข้ามปากเหวแห่งนี้ ซึ่งไดรกอนก็ััได้เช่นกัน
อสูรแดงะโข้ามต้นไม้ไปด้วย หลบลูกพลังเวทที่มาจากทั่วทุกทิศจนแยกไม่ออกว่ามาจากทางไหนบ้างไปด้วย ความเร็วของลูกไฟพลังเวทที่พุ่งเข้าใส่ร่างของอสูรแดงเกินกว่าความเร็วที่มนุษย์พึงมี หากเป็เด็กถูกเลี้ยงดูมาอย่างคนอื่นๆ ในควาเซคงเวียนหัวตาลายและตกหน้าผาไปแล้วแต่นั่นไม่ใช่กับอสูรแดง เมื่อปลายเท้าของเด็กสาวแตะไปบนยอดต้นไม้ที่อยู่ใกล้กับพื้นดินอีกฝั่ง แสงอย่างเดียวกับที่ดรูว์เจอมาเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีกครั้ง อสูรแดงสบถด้วยภาษาัอย่างลืมตัว ร่างของผู้มาใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า คราวนี้เด็กสาวทำท่าราวกับว่า ‘หากข้าพ่นไฟได้ ข้าจะเผามันเดี๋ยวนี้!’
“หืม...เ้าคือหนึ่งในนักเวทที่สามารถเสกัเสกได้ของปีนี้หรือ” ชายผู้มาใหม่พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มเหยียดหยันแบบที่ทำให้ไดรกอนแทบอยากจะส่งมันกลับไปบ้านเก่าของมันซะ
ข้าไม่ใช่นักเวทโว้ย!
ในขณะเดียวกันอสูรแดงก็ะโในใจอย่างหงุดหงิด ใบหน้าของเด็กสาวแดงเถือกด้วยความโกรธและหงุดหงิด เพราะเธอไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าเป็นักเวท จอมเวท หรือผู้ใช้เวท เพราะตัวเธอนั้นไม่มีพลังเวท!
“สับมันกี่ชิ้นดีนะ” ดวงตาสีแดงทอประกายโเี้ เ็า และไร้ความรู้สึก มาถึงคราวนี้ไดรกอนก็อยากจะบินหนีไปให้ไกลๆ มองคู่ต่อสู้ของอสูรแดงด้วยสายตาสงสาร...ดูเหมือนว่าเ้าคนที่มาใหม่มันจะทำให้อสูรแดงอยากฆ่าคนขึ้นมาแล้ว!
ไม่ต้องรอให้พูดอะไรอีก อีกฝ่ายก็ปล่อยลูกพลังเวทขนาดใหญ่ั์กว่าที่ไล่กวดพวกเขาเมื่อครู่เข้าใส่ มันเร็วกว่าไอ้เ้าลูกเล็กๆ เมื่อครู่เยอะ มือซ้ายของอสูรแดงปัดลูกพลังเวทนั่นออกไปทางด้านข้างอย่างหงุดหงิดจนลูกพลังเบี่ยงทิศไปตามแรงปัดอย่างง่ายดาย ราวกับว่าลูกพลังเวทเมื่อครู่เป็เพียงแค่ลูกปิงปองไร้พิษสงเท่านั้น นั่นทำให้อีกฝ่ายมองตาแทบถลน แทบไม่เชื่อกับภาพตรงหน้า...ส่วนไดรกอนน่ะหรือ ตอนนี้เขาอยากจะหลีกลี้หนีภัยไปให้เสียไกลๆ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดรูว์เคยเป็แบบนี้ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยหกชีวิตของฏแห่งควาเซนครฝั่งใต้ที่อยู่ดีไม่ว่าดี ดันมาหาเื่ดรูว์ แถมด้วยพื้นที่บริเวณนั้นที่แทบจะจำไม่ได้ว่ามันเคยเป็ถนนสายหลักที่ใต้ดินมันเป็เพชรล้วนๆ พวกมันยังถูกทำลายจนไม่เหลือซาก แล้วคราวนี้เป็อสูรแดง มันจะไม่น่ากลัวกว่าหรือ?
“พลังของเ้ามันมีแค่นี้เองหรือ...อ่อนหัด” อสูรแดงพ่นลม ยิ้มเย้ยหยันอีกฝ่าย
ร่างของอสูรแดงโผล่ไปอยู่ตรงหน้าของชายผู้ที่โชคร้ายที่สุดในรอบทศวรรษภายในเสี้ยววินาที มือขวาเงื้อหมัดขึ้นหมายจะปล่อยใส่คนตรงหน้าเต็มแรง อีกฝ่ายก็ใช่ย่อย ถึงจะอยู่ในระยะประชิดชนิดที่ไม่สามารถหลบได้ทัน แต่ก็ยังยกฝ่ามือขึ้นมากันเอาไว้ได้ ทว่าร่างของเขาก็กระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้อีกต้นที่อยู่ด้านหลัง เด็กสาวตามเข้าไปซ้ำอย่างไม่ปรานี เนื่องจากเงื่อนไขของเขตแดนที่ใช้ทดสอบบ้าๆ นี่ดันเป็การที่ทำให้คู่ต่อสู้พ่ายแพ้ไปก่อนมันถึงจะหายไป ชายผู้นี้จึงกลายเป็ผู้โชคร้ายอย่างเสียมิได้
อสูรแดงปล่อยหมัดใส่อีกฝ่ายอีกครั้ง ทว่าชายผู้นั้นกลับปัดมันออกไปได้ มืออีกข้างเตรียมจะคว้าข้อมือของอสูรแดงเอาไว้ กลิ่นไอเวทอันตรายที่ปะปนมากับฝ่ามือนั่นทำให้เด็กสาวรีบดีดตัวออกห่างอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ ชายคนนั้นยิ้มพลางหัวเราะน้อยๆ อย่างถูกใจ ดวงตาสีแดงที่เฉยชาตอนนี้ทอประกายวาวโรจน์ ดูเหมือนว่าชายตรงหน้านี้จะไม่ธรรมดาและไม่ถูกจัดการง่ายๆ เสียแล้ว
“ข้าชื่อซาเมล เอดารอส แล้วเ้าล่ะ”
คำถามนั้นทำให้หัวคิ้วอสูรแดงแทบจะผูกกันด้วยความสงสัย ไดรกอนเองก็ไม่แตกต่างกัน เมื่อพวกเขาเจอคำถามที่ไม่คาดคิดจากอีกฝ่าย...นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดีๆ ชายคนนี้ถึงได้แนะนำตัวและถามชื่อแซ่แทนที่จะโต้กลับเสียอย่างนั้น หรือการกระแทกเมื่อครู่จะส่งผลกระทบต่อสมองแล้วทำให้อีกฝ่ายกลายเป็คนปัญญาอ่อนไปแล้วหรืออย่างไรกัน
“ดรูว์” พยางค์เดียวสั้นๆ แบบไม่คิดที่จะบอก คนตรงหน้าพยักหน้ารับรู้
“ดรูว์หรือ...เช่นนั้นข้าขอดูหน่อยก็แล้วกัน ว่าผู้ที่สามารถเสกัเสกแถมยังเป็ถึงัแสงอย่างเ้าจะมีฝีมือเท่าไหร่กัน!” ว่าจบแล้วก็พุ่งตัวเข้าหาอสูรแดงด้วยความเร็วที่มากกว่ามนุษย์ปกติ แต่ก็ไม่อาจเร็วไปกว่าอสูรแดงได้ ภายในวินาทีที่อีกฝ่ายปล่อยหมัดที่มีเวทอันตรายปะปนอยู่มานั้น เด็กสาวเอี้ยวตัวหลบอย่างเฉียดฉิว ส่วนฝ่าเท้าของเธอพุ่งไปที่...จุดอ่อนของอีกฝ่าย เสียงดังลั่นสะท้านโลกาทำเอาไดรกอนอ้าปากค้าง ร่างของชายคนนั้นร่วงดิ่งไปกระแทกกับกิ่งไม้ด้านล่างที่ยื่นออกมารับได้อย่างพอดี แต่การกระทำเมื่อครู่นี้มัน...
นี่เ้าคิดจะฆ่าเ้านั่นทั้งเป็หรืออย่างไรกัน!
ไดรกอนกรีดร้องในใจ เขาเกือบจะเอามือมากุมเป้าตัวเองหากไม่ติดว่าตัวเขาเกาะไหล่เด็กสาวเอาไว้อยู่
“เหอะ สมน้ำหน้า” พูดแค่นั้นอสูรแดงก็รีบะโไปยังพื้นดินของฝั่งนี้ทันที...ทิ้งไว้เพียงชายผู้โชคร้ายที่สุดเท่าที่ไดรกอนเคยพานพบ
ว่าแต่...เ้านั่นชื่ออะไรนะ?
ลับหลังของเ้าของร่างเล็กตัวแสบผู้ที่มีความสามารถถึงขนาดเสกัเสกได้ไป เหล่าชายหนุ่มชายฉกรรจ์มากมายที่หลบซ่อนตามที่ต่างๆ พากันหายตัวมาหาชายผู้มีนามว่าซาเมลด้วยความเป็ห่วง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่...มันช่างเป็อะไรที่น่ากลัวนักสำหรับพวกเขา ยิ่งซาเมลผู้เป็ผู้เสียหายด้วยแล้วยิ่งไม่ตองพูดถึง...เ้าตัวนี่หน้าเขียวจนดูน่ากลัวเลยทีเดียว
“ท่านซาเมล ท่านเป็อะไรมากไหมขอรับ” หนึ่งในชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
“หากข้าบอกว่าไม่เป็ไรคงเป็การโกหก...อึก นี่เ้าเด็กแสบนั่นคิดจะทำหมันให้ข้าเลยรึเนี่ย!” ถึงปากจะว่าอย่างเจ็บแค้น ทว่าใบหน้านั้นกลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มถูกใจราวกับว่าเขานั้นได้เจอคนที่ถูกใจแล้ว นั่นทำให้เหล่าองครักษ์เวทที่มุงดูเขาอยู่นั้นแปลกใจระคนสงสัยไปตามๆ กัน
“ท่านทำหน้าเหมือนท่านถูกใจเด็กคนนั้นเลยนะขอรับ ท่านหัวหน้าหอเซาท์”
“ใช่ แสบๆ แบบนั้นสิดี เด็กคนนั้นคงเป็กำลังให้ท่านผู้นั้นได้ อูย...พวกเ้ามาช่วยพยุงข้าหน่อยสิ! เ็ปไปหมดแล้ว!”
เหล่าองครักษ์เวทรีบเข้ามาช่วยพยุงชายหนุ่มตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ในใจก็นึกสงสารชายหนุ่มเป็ยิ่งนัก ทุกคนต่างมองสีหน้าของชายหนุ่มแล้วคิดในใจเหมือนกันอย่างที่ไม่ได้นัดหมาย
...ท่านหัวหน้าหอเซาท์คนนี้ต้องเป็หมันแน่ๆ งานนี้
เสียงฝีเท้าดังขึ้นต่อเนื่องอย่างเร่งรีบ ดวงตาสีฟ้าเข้มฉายแววหงุดหงิดอย่างชัดเจน ยิ่งอยู่ในที่มืดๆ แบบนี้ยิ่งทำให้เ้าตัวหงุดหงิด...ไดรกอนมองท่าทีของอีกฝ่ายในตอนนี้ด้วยความเป็ห่วง คิดว่าเด็กสาวคงกำลังนึกถึงเื่สมัยก่อนอยู่แน่ๆ เื่ที่ไม่น่าจดจำของดรูว์ เื่ที่ทำให้ดรูว์ต้องเ็ป ด้วยความผิดที่ดรูว์ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
หลังจากที่อสูรแดงได้กระทำการอันแสนโหดร้ายตุ่์โลกเพศผู้นามซาเมลแล้ววิ่งออกมาแล้ว อสูรแดงก็กลับมาเป็ดรูว์คนเดิม ดวงตาก็กลับมาเป็สีฟ้าเข้มดังเดิมด้วย
“ไอ้ป่านี่มันจะยาวไปถึงไหนนะ...เ้าว่าข้าเผาที่นี่ทิ้งดีไหม ไดร”
“อย่าดีกว่า ข้ารู้ว่าเ้าเกลียดการทำลายป่า”
ดรูว์ส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจที่อีกฝ่ายรู้ทัน ดรูว์ชอบผืนป่ามากจนไม่อยากทำลาย ขนาดที่คิดว่าป่าเป็บ้านหลังที่สองเลยด้วยซ้ำ ก็นะ การเดินทางส่วนใหญ่ของพวกเขาก็อยู่ในป่านี่ล่ะ
ส่วนบ้านหลังแรก...อย่าไปนึกถึงมันเลย
ไดรกอนตัดความคิดเื่บ้านออกไปจากหัวทันทีเมื่อเขาเริ่มััได้ถึงไอเวทที่แข็งแกร่ง...ของมนุษย์ น่าจะมีประมาณสามคน กลิ่นที่ลอยมาเหมือนกับว่าคนทั้งสามกำลังต่อสู้กันอยู่ และกลิ่นของมนุษย์หนึ่งในนั้นเป็กลิ่นที่ัแสงรู้สึกคุ้นแปลกๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้กลิ่นที่ไหน ดรูว์ก็รู้สึกเหมือนไดรกอนเช่นกัน เพราะดรูว์เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะนึกไม่ออก
“คุ้นๆ...” ดรูว์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา เมื่อดรูว์วิ่งออกมาจากพงป่ามาถึงที่โล่งที่พอมีแสงสว่างมากกว่าเมื่อครู่สักครึ่งเห็นจะได้ มหกรรมสองรุมหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาทันที
ภาพตรงหน้าคือชายสามคนกำลังต่อสู้กันด้วยพลังเวท โดยชายคนหนึ่งถูกชายสองคนที่ร่วมมือและเข้าขากันดีช่วยกันรุมเขาอยู่ฝ่ายเดียว ดรูว์เบิกตากว้างเมื่อนึกบางอย่างออก ก็คนที่ถูกรุมนั่นน่ะ...
“ฟรองเซ่”
“เ้า...ดรูว์!” ฝ่ายถูกรุมใไม่แพ้กันเมื่อหันมาเห็นดรูว์พอดี แล้วทั้งสามก็ยิ่งใมากขึ้นเมื่อมองมายัง...
ไดรกอน
“มะ...ัเสก! นี่มันอะไรกัน! ทำไมรุ่นนี้ถึงได้มีผู้เสกัเสกได้มาทดสอบเป็ทหารฝึกหัดถึงสามคน!” สองคนที่ทำการรุมร้องเสียงโหยหวนออกมาจนดรูว์ต้องเอานิ้วอุดรูหูอย่างเร็ว หัวคิ้วก็ขมวดหากันแน่น
“เสียงอุบาทว์ชะมัด” ดรูว์พูดเสียงอู้อี้ในลำคอ แล้วแสงที่แสนคุ้นเคยก็ขยายมาคลุมใต้เท้าของดรูว์ ใบหน้าเหยเกของดรูว์เปลี่ยนเป็ใบหน้าที่อยากฆ่าใครสักคนทันที เมื่อแสงที่ว่านั่นดรูว์เจอมารอบที่สามของวันนี้แล้ว และมันก็เป็อะไรไปไม่ได้นอกจาก...
อักขระเขตแดน
แสงประหลาดสีขาวสว่างวาบรอบข้อมือซ้ายของดรูว์กับฟรองเซ่ นั่นทำให้อีกสองคนหน้าซีดเผือด แล้วแสงสว่างนั่นก็หายไป
“สรุปว่าเ้าสินะ...คนที่ต้องมาช่วยข้าสู้กับเ้าสองคนนี้” ฟรองเซ่ว่าพลางชี้ไปที่ชายทั้งสองคนที่ตอนนี้หน้าซีดจนหาสีเืบนใบหน้าของทั้งสองไม่เจอ
ดรูว์เพียงแค่ยักไหล่ “เอาเถอะ อย่างไรข้าก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการสองรุมหนึ่งนั่นอยู่แล้ว...” รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง “มาช่วยกัน ‘ฆ่า’ เ้าพวกนี้กันเถอะ หึๆ”
ฟรองเซ่ชะงักนิ่ง “แค่ทำให้สลบก็พอ”
บรรยากาศลานโล่งกลางป่าทึบกลายเป็ท้องฟ้าสีครามเมฆหนาทันที ไอเวทที่แผ่ออกมาทำให้ไดรกอนรู้ว่ามันเป็อักขระเขตแดนพิเศษที่บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนไปตามความ้าของผู้ใช้ ดังนั้นผู้ใช้อักขระเขตแดนพิเศษนี้คงจะจับตามองดูพวกเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ นี้ และแน่นอนที่สุด พวกเขาที่อยู่ในเขตแดนนั้นไม่สามารถมองเห็นผู้ใช้เขตแดนนี้ได้นอกจากว่าเขตแดนนี้จะหายไป
“กลางอากาศอีกแล้วหรือนี่” ดรูว์ลองยื่นเท้าข้างหนึ่งออกจากเมฆแล้วลงแรงเหยียบ ดรูว์รีบชักเท้ากลับทันทีเมื่อเท้าข้างนั้นวูบลง สีหน้าของเด็กสาวในตอนนี้แสดงออกถึงความตื่นเต้น “แถมยังสมจริงเสียด้วย”
“ให้ข้าช่วยไหม” ไดรกอนเสนอด้วยความหวังดี...เขาไม่อยากเสียคู่หูที่ดีที่สุดอย่างดรูว์ไปเพราะเื่ขี้ผงแบบนี้หรอกนะนะ
“ไม่ การทดสอบของข้า ข้าต้องทำด้วยตัวเองสิ มันถึงจะถูก” ดรูว์เงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ในเขตแดนนี้ทั้งสามคน “เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะ”
หนึ่งในนั้นส่งยิ้มแปลกๆ มาให้ “ไม่ให้ของเสกนั่นช่วยหรือ...อย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน!” ว่าแล้วชายคนนั้นก็โดดข้ามเมฆแล้วพุ่งตรงมาทางดรูว์
คำพูดนั้นทำให้ดรูว์หน้าบึ้งอย่างไม่ชอบใจ แล้วส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมมากกว่าครั้งไหนๆ ให้อีกฝ่าย “ข้ารู้แล้วว่าจะจัดการคนไหนดี...ข้าจะทำให้เ้าต้องมาร้องไห้เสียใจที่เ้าบังอาจมาเรียกไดรว่า ‘ของเสก’ !”
ร่างของดรูว์พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายชะงัก หมัดเล็กๆ ของดรูว์กระแทกใบหน้าของชายผู้นั้นอย่างแรง หมัดเล็กๆ ของดรูว์นั้นไม่ได้มีอนุภาพเล็กเท่าขนาดที่เห็น เพราะร่างของชายคนนั้นปลิวไปกระแทกกับเมฆอีกสามก้อนที่อยู่ด้านหลัง ดรูว์เคลื่อนไหวไปอยู่ตรงหน้าชายผู้นั้นอย่างรวดเร็วจนทุกคนใ...ความเร็วที่แม้แต่ไดรกอนที่อยู่กับอีกฝ่ายมานานั้แ่เกิดก็ยังตกตะลึง นี่ไม่ใช่ความเร็วที่มนุษย์สามารถทำได้แม้จะใช้เวทมนต์ระดับสูงช่วยก็ตาม ดรูว์ะโทับร่างของอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งดันอก มืออีกข้างปล่อยหมัดกระแทกใบหน้าอีกฝ่ายไม่ยั้ง
“ข้าจะทำให้เ้าเสียใจ ที่บังอาจทำให้ข้าคนนี้โกรธ”
ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม...
ไดรกอนยิ้มแฉ่งเมื่อได้ยินดรูว์บอกว่าตัวเองกำลังโกรธ...เพียงแค่เ้านั่นบอกว่าเขาเป็ของเสกเนี่ยนะ? ัแสงหัวเราะออกมา น้ำเสียงนั่นใครฟังก็รู้ว่าเขากำลังมีความสุขขนาดไหน
นางคล้ายเ้ามากเลยนะ ไดรลูวาร์
ฟรองเซ่กับชายอีกคนมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าอึ้งๆ...ชายผู้นั้นนับว่าเป็คนที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่งในอาณาจักรมอลโนวาแห่งนี้เชียวนะ แต่ทำไมดรูว์ที่ดูเหมือนคนเร่ร่อนนั่นกลับกำลังจู่โจมอีกฝ่ายอยู่ฝ่ายเดียว ซ้ำยังดูโกรธมากที่ชายคนนั้นเรียกัเสกของตัวเองว่าเป็ ‘ของเสก’
ของเสกแน่ๆ...ก็ัน่ะ สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้นานแล้วนี่นา สถานที่เดียวที่ยังคงมีัจริงๆ อยู่นั้นก็มีเพียงแค่อาณาจักรลับแลแสนอันตรายที่ถูกขนานนามว่า ‘ควาเซ’ แห่งเดียวในโลกเท่านั้น และใช่ว่าคนของควาเซจะออกมาข้างนอกเสียเมื่อไหร่ ถึงออกมาก็คงจะไม่มาเป็ทหารฝึกหัดให้กับอาณาจักรอื่นเช่นนี้...เผลอๆ อาณาจักรควาเซที่ว่าก็คงมีแต่ในนิทานของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าต่อๆ กันมานั่นแหละ
“พวกเราก็มาเริ่มสู้กันบ้างเถอะ” อีกฝ่ายพูดขึ้น ในใจคิดว่าโชคดีแล้วที่เขาไม่หลุดพูดว่า ‘ของเสก’ เหมือนคู่หูร่วมชะตาชั่วคราวของตน ไม่อย่างนั้น...สภาพคงไม่ต่างจากเ้านั่น
ถูกทุบตีจนพ่อแม่จำไม่ได้…
ทั้งสองเริ่มใช้เวทมนต์ใส่กันนัวเนียเหมือนเมื่อครู่ก่อนที่ดรูว์จะปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากคราวนี้ไม่มีคนช่วยรุม ฟรองเซ่จึงคล่องตัวกว่าเมื่อครู่มาก ขนาดที่อีกฝ่ายเทียบไม่ติด ดังนั้นศึกครั้งนี้ฟรองเซ่จึงได้ชัยชนะไปอย่างสวยงาม...
โดยการถีบอีกฝ่ายตกลงจากเมฆที่พวกเขาเหยียบอยู่ ร่างใหญ่บึกบึนของอีกฝ่ายร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงเสมือนจริง เสียงร้องโหยหวนดังลั่นจนฟรองเซ่ต้องกระทำการเหมือนดรูว์...เอานิ้วอุดรูหูอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ใบหน้าของชายที่เรียกไดรกอนว่า ‘ของเสก’ จนทำให้ดรูว์ ‘ของขึ้น’ นั้นยับเยินจนผู้คนลืมไปแล้วว่าใบหน้าเดิมของเขาเป็เช่นไร ดรูว์ลุกขึ้นยืนมองสภาพของชายตรงหน้าที่ไม่อาจลุกขึ้นได้อีกด้วยแววตาเ็า
“เ้าจงจำเอาไว้ ไดรไม่ใช่ ‘ของเสก’ แต่เป็ ‘สิ่งมีชีวิต’ และก็มี ‘ความคิด’ มากกว่าเ้าด้วย” ว่าจบแล้วก็ตามมาด้วยเสียงอันน่ากลัวที่ดรูว์ได้กระทำเป็ครั้งที่สองของวันนี้
เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ฟรองเซ่หน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบตัวกลับไปเป็ลานโล่งกลางผืนป่าเช่นเดิม
ไดรกอนมองคู่หูของตนเอง ท่าทางเช่นนี้ของดรูว์ เขารู้ดีว่ามันเป็เพราะอะไร
สิ่งที่ดรูว์หวาดกลัวที่สุดไม่ใช่ความตายของตนเอง แต่เป็การแยกจากชั่วนิรันดร์ของพวกเขาต่างหาก
มืด...หนาว...อับชื้น... และอึดอัด ดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องมองภาพภายนอกผ่านช่องเสาที่เรียงกันเป็ซี่ๆ แล้วเหลือบมองร่างเล็กอ้วนกลมสีขาวที่คาบถุงอะไรสักอย่างที่ในนั้นบรรจุนมขวดใหญ่ๆ กับขนมปังส่งกลิ่นหอมปล่อยไอร้อนๆ จนดูนุ่มนิ่มน่ากินเดินลอดเข้ามาระหว่างช่องด้วยความชำนาญส่วนตัว มันเดินคาบถุงมาวางไว้ตรงหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วดันให้ถุงมาด้านหน้า
“กินซะ เ้าจะได้มีแรง”
“เหตุใดข้าต้องกิน แล้วเหตุใดข้าต้องมีแรง” เด็กน้อยตอบกลับมาด้วยภาษาั...ภาษาที่มนุษย์พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เื่ เขียนไม่ออก นอกจากจะอยู่กับัโดยกำเนิดหรือถูกเลี้ยงมาโดยั...ซึ่งเด็กคนนี้อยู่ในทั้งสองกรณี
“เพื่อที่เ้าจะได้มีชีวิตอยู่ต่อ”
“เหตุใดข้าต้องอยู่ต่อ ในเมื่อ...ไม่มีใคร้าข้า” ใบหน้าขาวมอมแมมซุกลงกับเข่าที่ชันขึ้น “ทุกคนทอดทิ้งข้า”
ััแ่เบาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนโอบรอบตัวทำให้เด็กหญิงต้องเงยหน้าขึ้นมอง เด็กชายวัยเดียวกับเธอที่มีเส้นผมสีขาวสะอาดตากับดวงตาสีเดียวกันกับเธอในตอนนี้กำลังกอดเธออยู่
“เ้ายังเหลือข้าอยู่ และข้า้าเ้า”
“แล้วเหตุใดเ้าจึงเข้าออกที่นี่บ่อยๆ ข้างนอกนั่นน่าจะน่าอยู่มากกว่าที่นี่ ทำไม...เ้าต้องมาอยู่ในนี้กับข้า”
“เพราะข้าคือครอบครัวของเ้าอย่างไรล่ะ” เด็กชายยิ้มอ่อนโยน ก่อนที่เขาจะหน้าเสียเมื่อเด็กน้อยตรงหน้าเริ่มหน้าแดง น้ำใสไหลออกมาจากดวงตาสีฟ้า “นั่นเ้าร้องไห้ทำไม”
“ร้องไห้? ข้าน่ะหรือร้องไห้” เด็กหญิงแตะๆ ที่แก้มกับขอบตา เธอพบกับน้ำที่ไหลออกมาเรื่อยๆ “ไม่รู้...ข้าไม่รู้” น้ำตาเริ่มไหลมากขึ้นจนแม้แต่เ้าตัวยังไม่เข้าใจว่าร้องไห้ทำไม ในเมื่อตอนนี้เธอรู้สึกดี...ที่มีคนเรียกเธอว่าเป็ ‘ครอบครัว’
“หยุดร้องเถอะนะ ดารูวาร์” เด็กชายเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างแ่เบา แล้วเด็กตรงหน้าก็ทำในสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน...เด็กคนนั้นกอดเขาเอาไว้แน่น
“อย่าไปไหนนะ อย่าทิ้งข้า อย่าจากข้าไปไหน...สัญญานะ”
เด็กชายกอดร่างที่เล็กกว่าตอบแล้วลูบหลังเบาๆ “ข้าจะไม่ทิ้งเ้าไปไหน...จนกว่าความตายจะมาแยกเราจากกัน”
เด็กหญิงผงกหัวขึ้น คิ้วเริ่มขมวด “ความตายคืออะไร เหตุใดจักต้องตาย”
“ความตายคือสิ่งที่ทุกคนต้องประสบพบเจอในสักวันหนึ่ง เมื่อเราตาย เราก็ต้องไปเกิดใหม่”
“หากข้าตาย เ้าจะตามหาข้าหรือเปล่า”
“...ถ้าตอนนั้นข้ายังมีชีวิตอยู่” เด็กชายปล่อยร่างดารูวาร์ออก เขาหยิบขนมปังร้อนๆ ในถุงให้เธอ “กินซะ พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันได้นานๆ”
ดารูวาร์รับมาอย่างว่าง่าย เด็กชายหยิบขวดนมในถุงออกมาเปิดฝาอย่างระมัดระวังแล้วยื่นให้ เขามองดารูวาร์ด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนเป็กราดเกรี้ยวชั่วครู่เมื่อนึกไปถึงใบหน้าของเหล่าบุคคลที่ทำให้ดารูวาร์ต้องมาอยู่ที่นี่
เขาเกลียด...เกลียดทุกคนที่ทำให้คู่หูของเขาต้องมาอยู่ในที่แบบนี้ เกลียดทุกคนที่ยึดอิสระและแสงสว่างไปจากเด็กคนนี้ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แม้ัแสงจะมีกฎห้ามฆ่าคนมานานแล้ว ทว่าเขากลับไม่อาจหยุดความรู้สึกนี้ได้...ความรู้สึกที่อย่างจะสังหารใครสักคน
เขาจะปกป้องเอง...เขาจะเป็ครอบครัวให้กับ ‘เธอ’
“เ้าก็กินด้วยสิ” ดารูวาร์ยื่นขนมปังอีกครึ่งที่ยังไม่ได้กัดให้ เด็กชายยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนที่จะรับมันมา
หากพลังของเขาฟื้นฟูกลับมาครบเมื่อไหร่ เขาจะต้องพาเด็กคนนี้ออกไปจากที่นี่ให้ได้