บทที่ 24 มุมมองใหม่
คุณครูเฉินพยักหน้า “คือว่าแบบนี้ครับ วันนี้ซ่งเจี๋ยเขาไม่ทันระวังทำให้กระติกน้ำร้อนของเด็กนักเรียนคนนี้เสียหายโดยไม่ตั้งใจ ผมจึงเรียกพวกคุณมาในวันนี้ก็เพื่อมาจัดการเื่นี้ครับ”
พอได้ยินแบบนั้น คุณพ่อซ่งและคุณแม่ซ่งก็ขมวดคิ้ว เห็นชัดว่ามีความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
“ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้ ยังไม่รีบขอโทษเพื่อนอีก!” คุณแม่ซ่งขมวดคิ้วพลางตวาดใส่ซ่งเจี๋ย
ซ่งเจี๋ยรู้สึกกลัวจึงรีบพูดขึ้น “แม่คะ หนูไม่ได้ตั้งใจนะ แล้วก็ขอโทษไปแล้วด้วย”
“นังเด็กเวรนี่ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้มาโรงเรียน แกก็รั้นจะมาให้ได้ มาแล้วก็ดันก่อเื่ บ้านเราจะเอาเงินที่ไหนไปชดใช้ค่ากระติกน้ำร้อนคนอื่นฮะ!” คุณแม่ซ่งด่าออกมาไม่หยุด ราวกับว่าเื่นี้ทำให้เธอโกรธมาก
คุณแม่ซ่งรู้สึกโกรธจริง ๆ แต่ทุกคนในห้องกลับได้กลิ่นแปลก ๆ จากคำพูดเหล่านี้ของเธอ
ไม่ว่าจะเป็เสิ่นทิงหงหรือคุณครู พวกเขาล้วนเป็คนฉลาด คุณแม่ซ่ง พอเริ่มพูดก็ไม่เอ่ยถึงเื่การชดใช้ให้เสิ่นทิงหง แต่ชิงพูดขึ้นก่อนว่าครอบครัวตัวเองไม่มีเงิน เหมือนว่าเธอคิดจะไม่จ่าย
และแล้ว คุณแม่ซ่งก็หันมาทางเสิ่นทิงหง
“หนูจ๊ะ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ลูกสาวฉันยังเด็กไม่ประสีประสา สร้างความลำบากให้เธอแล้ว”
แต่เสิ่นทิงหงไม่รับคำขอโทษ แล้วพูดขึ้น “ต้องลำบากมากจริง ๆ นั่นแหละค่ะ เพราะหลังได้ตั๋วมา ยังต้องไปที่สหกรณ์เพื่อหาซื้อกระติกน้ำร้อนใบใหม่ ต้องเสียเวลาส่วนตัวไปอีก กระติกน้ำร้อนใบนี้แม่ฉันก็เก็บรักษาไว้อยู่นานก่อนจะเอามาให้ฉัน ปกติเวลาฉันใช้ก็ระวังเป็อย่างดี”
คำพูดเหล่านี้้าจะสื่อไปถึงทุกคนว่า กระติกน้ำร้อนใบนี้มีความสำคัญต่อเธอมากแค่ไหน และอย่าได้หวังว่าจะปัดเื่นี้ไปให้พ้นได้ง่าย ๆ
คุณครูเฉินพยักหน้า “สหายท่านนี้ ในเมื่อซ่งเจี๋ยทำกระติกน้ำร้อนของคนอื่นพัง ย่อมต้องชดใช้นะครับ”
สีหน้าคุณแม่ซ่งย่ำแย่ลงมาก จริง ๆ แล้วเธอไม่อยากจะชดใช้เลย แต่ความหมายของเสิ่นทิงหงก็คือต้องจ่ายเท่านั้น และคุณครูก็ดูจะเข้าข้างเด็กคนนี้
“คุณครูคะ พวกเราไม่มีเงินจริง ๆ…” คุณแม่ซ่งอยากลองเสี่ยงอีกสักตั้ง
เพราะราคาของกระติกน้ำร้อนหนึ่งใบก็ไม่ใช่ถูก ๆ
“สหาย คุณพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ ทำของของคนอื่นเสียหายก็ต้องชดใช้ เหตุผลนี้แม้แต่เด็กยังรู้ คุณจะไม่รู้ได้ยังไง?” คุณครูคนที่ไปช่วยเรียกเริ่มทนดูต่อไปไม่ไหว
คงไม่ใช่ว่าผู้หญิงคนนี้เห็นว่านักเรียนคนนี้อยู่ในห้องตัวคนเดียวเลยคิดจะเอาเปรียบหรอกนะ
“เธอกับลูกสาวฉันก็เป็เพื่อนร่วมห้องกัน ไม่เห็นจำเป็ต้องทำเป็เื่ใหญ่แบบนี้เลย กระติกน้ำร้อนใบนั้นผ่านการใช้มาแล้วใช่ไหมล่ะ? เอางี้แล้วกัน ฉันชดใช้ให้สองหยวนเป็ไง?”
เมื่อคุณแม่ซ่งเห็นว่าคุณครูทั้งสองล้วนปกป้องเสิ่นทิงหง จึงไม่กล้าบอกว่าจะไม่จ่ายอีก แต่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้ชดใช้เช่นกัน
จะซื้อกระติกน้ำร้อนใบหนึ่งต้องใช้เงินถึง 5 หยวน คุณแม่ซ่งกลับหักลดราคาลงไปมากกว่าครึ่ง ต่อให้เป็กระติกยุค 60 ที่เก่ากว่านี้สัก 10 ปี ยังต้องใช้เงินถึง 3 หยวน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังต้องใช้ตั๋วอุตสาหกรรมมาแลกซื้อด้วย
ในยุคนี้ ตั๋วแลกซื้อมีค่าพอ ๆ กับเงินสด บางครั้งตั๋วแลกซื้อยังหายากยิ่งกว่าเสียอีก วิธีแก้ปัญหาของคุณแม่ซ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีความจริงใจเลยสักนิด
“คุณป้า คิดว่ามันเหมาะสมแล้วเหรอคะ เอาแบบนี้แล้วกัน ให้ฉันลองเสนอวิธีจัดการกับปัญหานี้โดยที่คุณป้าไม่ต้องชดใช้เงินดูดีไหมคะ” เสิ่นทิงหงพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ
คุณแม่ซ่งได้ยินอย่างนั้นก็ยินดีขึ้นมา ถ้าไม่ต้องชดใช้แน่นอนว่าดีที่สุด
“คิดอยู่แล้วว่าเด็กอย่างเธอเป็คนมีเมตตา ว่ามา ว่ามา!”
คุณแม่ซ่งคิดว่าคำขอที่รุนแรงที่สุดของเสิ่งทิงหงก็คงเป็การไล่ซ่งเจี๋ยออก ถ้าเป็แบบนี้ก็ดีสิ สมกับความตั้งใจเดิมของเธอเลย
เพียงแต่การลาออกกับการถูกไล่ออกนั้นต่างกัน เมื่อถึงตอนนั้นชาวบ้านคงเอาไปพูดต่อแน่
“งั้นพวกคุณก็ทำให้กระติกน้ำร้อนฉันกลับไปเป็เหมือนเดิมแล้วกัน ใบนี้เป็ใบที่แม่ฉันซื้อให้ ฉันไม่้าใบอื่น คุณจะได้ไม่ต้องมาอ้างว่าเป็ของใช้แล้ว ใช้คืนด้วยใบใหม่ก็ไม่คุ้มกัน” เสิ่นทิงหงค่อย ๆ พูดออกมาทีละคำ
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณแม่ซ่งหุบลงทันที
“ดู ๆ เด็กคนนี้ นี่ไม่เท่ากับบีบให้ฉันต้องชดใช้หรือไงกัน?”
“อย่างที่เขาว่ากัน มีแม่แบบไหนมีลูกแบบนั้น พูดแต่ละทีก็หาว่าพวกเราบีบบังคับ วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วกันนะ ทำอย่างกับว่าคนอื่นเป็ฝ่ายผิดซะงั้น”
คุณครูที่เพิ่งพูดจบไปเมื่อครู่ได้ชื่อว่าเป็คนตรง ๆ เดินมายืนข้างเสิ่นทิงหง แล้วพูดเหน็บแนมไปทางฝั่งคุณแม่ซ่ง
“วางใจเถอะ แม้ว่าพ่อแม่ของเธอจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่คุณครูก็อยู่ที่นี่หลายคน พวกเราไม่ยอมให้เธอโดนเอาเปรียบแน่”
คุณครูคนนี้ดูเป็คนสุภาพอ่อนน้อม แต่เวลาพูดขึ้นมากลับไม่เกรงใจใคร ทำให้คุณแม่ซ่งที่ไม่มีความระอายโกรธขึ้นมา
คุณแม่ซ่งพึมพำกับตัวเอง “เธอไม่ได้เป็ครูของเด็ก ๆ พวกนี้ซะหน่อย มายุ่งอะไรด้วยเนี่ย”
คุณครูหญิงหน้าดำขึ้นทันที พวกเขาและเธอที่เป็คุณครู ไปที่ไหนก็มีแต่คนให้ความเกรงใจ แต่กับคนแบบคุณแม่ซ่งนี่ เพิ่งเคยเจอครั้งแรกจริง ๆ
“พอได้แล้ว!” ในที่สุดคุณพ่อซ่งที่เหมือนจะยืนอยู่วงนอกมาตลอดเริ่มเปิดปากขึ้น เขารู้ตัวดีว่าถ้ายังทำเป็เงียบต่อไป คงได้แต่ถูกภรรยาตัวเองทำขายหน้าแน่
“จะทำไม!” คุณแม่ซ่งเหมือนยังไม่รู้ตัว ถลึงตาไปทางคุณพ่อซ่งซะงั้น
คุณพ่อซ่งสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปขอโทษคุณครูหญิงที่เพิ่งพูดขึ้นเมื่อครู่
“ต้องขอโทษคุณครูท่านนี้ด้วยจริง ๆ ครับ เธอพูดไม่ค่อยคิดที่จริงไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยครับ”
“ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับฉันหรือไม่ วันนี้ฉันก็จะคอยอยู่เคียงข้างนักเรียนคนนี้ ไม่ให้คนอื่นเอาไปพูดได้ว่า เพราะเด็กไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยแล้วคนจะเอาเปรียบกันได้ง่าย ๆ หรอกนะ”
การแสดงออกของคุณครูหญิงท่านนี้ชัดเจนมาก
เสิ่นทิงหงยิ้มน้อย ๆ เธอไม่ใช่คนฉลาดหรือมีนิสัยเลิศเลออะไร แต่พอมีคนแปลกหน้ามาให้ความเมตตา จะให้รู้สึกเฉยชาก็คงไม่ได้
คนในห้องเริ่มโต้เถียงกันอีกครั้ง หารือกันไปมาตั้งนานก็ยังไม่ได้ข้อสรุป แม้แต่ซ่งเจี๋ยก็หลบไปซ่อนตัวอย่างกับนกกระทาหลังจากที่พ่อแม่มาถึงแล้ว
ตอนแรกคุณครูทั้งหลายยังคิดว่าพ่อแม่ของซ่งเจี๋ยจะเป็คนมีเหตุผลกว่านี้ แต่พูดไปพูดมา ความหมายของทั้งคู่ก็คือไม่้าใช้เงินคืน
นี่ถือได้ว่าเป็การเปิดมุมมองใหม่ของเหล่าคณาจารย์ แม้แต่คนที่มีนิสัยอย่างคุณครูเฉินก็เริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมา
“นักเรียนซ่งเจี๋ย พ่อแม่เธอเป็แบบนี้ เธอไม่คิดที่จะพูดอะไรหน่อยเหรอ?”
ทว่าซ่งเจี๋ยกลับมีท่าทีไม่แยแส ราวกับว่าเื่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง
คุณครูเฉินยิ้มอย่างโกรธ ๆ ตอนแรกยังรู้สึกเห็นใจที่เธออาจจะไม่ได้ศึกษาต่อ แต่พอได้เห็นอุปนิสัยลักษณะนี้ของลูกศิษย์ก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีความจำเป็ที่จะให้มาเรียนในชั้นของตนเลย แม้แต่ในโรงเรียนก็ไม่มีความจำเป็จะให้อยู่อีกต่อไปเช่นกัน