ช่างตามกำแพงต่างทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นตรงจุดที่ตนทำงานอยู่ตามที่พิไรสั่งไว้เมื่อพิไรเร่งเดินมาถึงซุ้มประตูก็โบกไม้โบกมือไปทางช่างที่อยู่แนวฝั่งกำแพงด้านตะวันตกให้กระทำตามเช่นกัน แล้วเจ้าตัวก็นั่งคุกเข่าลงระหว่างบุญจันและแสงพรายยืดกายคอยมองไปที่พระเสลี่ยงหลังม้านำขบวนเสด็จซึ่งเคลื่อนใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
หมื่นขันผู้เดินม้านำขบวนเสด็จพลันชี้มือด้วยท่าแข็งกร้าวมายังซุ้มประตูเลยถัดจากตำแหน่งที่นางนั่งเมื่อพิไรหันมองตามไปก็ต้องตกใจ เพราะเห็นแสงพรายนั่งย่อกายเอียงข้างให้ขบวนเสด็จคล้ายยังสนใจอยู่กับงานปูนปั้น นางรีบเขยิบไปกระตุกดึงชายหนุ่มอย่างแรงทันที
“นี่ ห้ามนั่งอย่างนี้นั่งคุกเข่าเข้าหาขบวนเสด็จอย่างฉันสิ”
แสงพรายเพียงหมุนตัวคุกเข่าลงก็อยู่ในท่าที่นางต้องการแล้วจะว่าไปตามขนบประเพณีต้องเฝ้าแหนให้พร้อมก่อนม้านำขบวนจะมาสักหนึ่งช่วงนี่ก็ห่างประมาณได้สองช่วงนับว่าไม่ผิดกระไร
“มีแต่คนเขาอยากเฝ้ายลพระสิริโฉมของพระองค์หญิงท่านนี่ช่างไม่รู้กระไรเลย” ปากแม้พูด แต่ตาของหญิงสาวจับจ้องไปยังพระวรองค์ที่ประทับอยู่บนพระเสลี่ยง
แม้จะมองย้อนแสงอาทิตย์จ้าจากจุดที่นั่งลงด้วยพระองค์หญิงเสด็จมาทางทิศตะวันออก แต่ยังพอสังเกตเห็นถึงพระสิริโฉมงดงามและสง่าพระเกศารวบขึ้นและทรงรัดเกล้าเป็นพระจุฑามาศ (มวยผม) ปล่อยไรพระศก (ไรผม) ยาวข้างพระกรรณวงพระพักตร์เรียวงาม พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งเป็นมนเกือบจรดหางพระเนตร พระนาสิก(จมูก) เป็นสันเล็กรับกับพระโอษฐ์ที่เรียวบาง พระศอเรียวระหง พระฉวี (ผิวกาย)ขาวผุดผ่อง ฉลองพระองค์เลื่อมระยิบระยับด้วยปักอัญมณี ทับเฉียงด้วยผ้าทรงสะพัก(สไบ) ประทับพระวรองค์ตั้งตรงสง่างาม พระกรข้างหนึ่งพาดบนพระเขนยอิง
ถึงมิอาจเห็นดวงพระเนตรชัดด้วยมองย้อนแสง หากพิไรกลับรู้สึกว่าสายพระเนตรของพระองค์หญิงคล้ายจะทรงเพ่งมายังทิศที่นางนั่งคุกเข่าอยู่แม้พระเสลี่ยงจะเคลื่อนใกล้เข้ามาแต่พระพักตร์ก็ยังคงประคองหันมาจุดนี้ตลอดเวลา
“ท่านหมื่น หยุดก่อน” พระสุรเสียงกังวานไพเราะดังขึ้น
...เท่ากับทรงให้หยุดพระเสลี่ยงนั่นเอง
บัดนี้พระเสลี่ยงของพระองค์หญิงหยุดเยื้องอยู่เบื้องหน้าเสาซุ้มประตูที่บุญจันนั่งอยู่ส่วนหมื่นขันหยุดม้าอยู่ตรงหน้าแสงพราย
“มีอันใดหรือ พระเจ้าค่ะ”
“เมื่อสักครู่เราเห็นท่านชี้มือไปยังซุ้มประตู มีเรื่องกระไร” รับสั่งถามกลับถึงเหตุเมื่อครู่
พิไรใจหายวาบด้วยเกรงพระอาญาหันไปมองแสงพรายที่เพ่งมองพระองค์หญิงด้วยอาการตกตะลึงไม่รู้เพราะหวั่นเกรงโทษภัยหรือเพราะพระสิริโฉมงดงามของพระนางแต่ก็ฉุกคิดว่าจะเห็นพระพักตร์ของพระนางได้ถนัดกระไรในเมื่อมีแสงอาทิตย์จ้าส่องสาดมาจากด้านหลังเสลี่ยงที่ประทับคงกลัวจนตะลึงลานเสียมากกว่า
“เกล้ากระหม่อมชี้ไปที่ชายหนุ่มผู้ไม่อยู่ในอาการพร้อมจะเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าค่ะ”เสียงหมื่นขันกราบทูล
“เขาคงมิปรารถนาจะถวายพระเกียรติให้เรากระมัง”
พระดำรัสทำให้พิไรใจหายวาบขึ้นไปอีก
“คงมิใช่พระเจ้าค่ะเพราะก่อนที่ม้าของเกล้ากระหม่อมจะเข้ามาในระยะ เขาก็ได้เตรียมพร้อมอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้วพระเจ้าค่ะ” หมื่นขันกราบทูลตามสัตย์ แล้วกำชับกับแสงพรายต่อทันที “เอ้า พ่อหนุ่มจะอย่างไรก็รีบถวายบังคมขอพระราชทานอภัยโทษเสียเถิด”
กล่าวเสร็จแสงพรายกลับนั่งนิ่งเฉยมิทำกระไร
“เอ๊ะ เจ้านี่ เราบอกให้ถวายบังคมยังนิ่งเฉยอยู่อีก”
แสงพรายซึ่งนิ่งอยู่ พลันกล่าวขึ้น
“ครั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้กระทำสิ่งใดผิดทำไมต้องถวายบังคมขอพระราชทานอภัยโทษด้วย”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำกล่าวของชายหนุ่มก่อนที่หมื่นขันจะได้กระทำสิ่งใด เสียงรับสั่งก็ดังขึ้น
“ช่างเถอะหมื่นขัน เรื่องนี้เขามิได้กระทำผิดจงละโทษเขาเสียเถิด”
“ขอเดชะ การปฏิเสธไม่ยอมถวายบังคมถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติยศของพระองค์ สมควรจะถูกลงโทษ พระเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เพราะเขาไม่ผิดแต่หากเขาผิดและหมิ่นเกียรติยศของเรา เราจะลงทัณฑ์ให้สาสมเอง”พระสุรเสียงราบเรียบแต่แฝงความเด็ดขาด จนน่าหวาดหวั่นจากนั้นทรงเปลี่ยนเรื่องรับสั่งทันที
“วัดตระพังทองกำลังบูรณะอยู่หรือ”
“เฉพาะตัวกำแพง พระเจ้าค่ะมีพระบรมราชโองการโปรดให้ดำเนินการซ่อมแซมเมื่อ ๒ เดือนที่ผ่านมาตอนนี้คาดว่าใกล้จะเสร็จแล้ว พระเจ้าค่ะ”
“คนเหล่านี้เป็นช่างหรือกระไร”
เมื่อหมื่นขันรับคำ จึงทรงถามต่อว่า
“น้องสาวผู้นี้หน้าตาน่ารักก็เป็นช่างด้วยหรือ”
“หามิได้ พระเจ้าค่ะ นางเป็นบุตรีของครูช่างในสำนักบ้านเงินบ้านทองนางมาคอยดูแลเรื่องเสบียงอาหารให้กับช่างเป็นประจำ พระเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเราขอเจรจากับนางสักหน่อย”
พิไรรู้สึกวูบวาบ กระอักกระอ่วนขึ้นทันทีได้ยินพระองค์หญิงรับสั่งถามมาว่า
“น้องหญิงชื่อเสียงเรียงไรมีช่างมาทำงานกันมากไหม”
นางตะกุกตะกัก กราบทูลว่า
“เกล้ากระหม่อมฉัน ชื่อพิไร เพคะช่างที่มาทำงาน ประมาณร่วมยี่สิบคน เพคะ”
“มีช่างใหม่มาทำงานด้วยหรือไม่วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่เราอยากให้สำนักของท่านจัดคนที่มีฝีมือชำนาญมาซ่อมแซมปรับปรุงจะได้ไม่ผิดรูปไปจากครั้งโบราณ”
พิไรใคร่จะกราบทูลตอบไปว่าเป็นศิษย์แต่เดิมของสำนักบ้านเงินบ้านทองทั้งสิ้นแต่ครั้นเห็นพระนางทรงเพ่งสายพระเนตรมายังแสงพราย จึงกราบทูลว่า
“ทั้งหมดเป็นช่างแต่เดิมของสำนักทั้งสิ้นยกเว้นพี่ชายท่านนี้” พลางชี้นิ้วไปทางแสงพราย“เป็นศิษย์ของพี่ชายของพ่อปู่หลวงแสงคำ มาจากสำนักช่างหลวงเมืองนครศรีธรรมราชเพคะ”
“แล้วเขาชื่อเสียงเรียงไรล่ะ”
นางหันไปมองชายหนุ่มก่อนกราบทูลว่า
“แสงพราย เพคะ”
“พลายที่มาจากคำว่าช้าง.. หรือว่าพายที่มาจากคำว่าลม”
“มิได้เพคะ.. คงเป็นพรายที่แปลว่าแสงระยิบระยับบนท้องน้ำ เพคะ”
พระนางเพ่งสายพระเนตรมายังแสงพราย รับสั่งว่า
“คงมีฝีมือมากสิถึงได้มาปั้นปูนที่ซุ้มประตูซึ่งเป็นงานสำคัญที่สุด”
จากนั้นทรงให้เคลื่อนขบวนเสด็จต่อไป
ครั้นพอขบวนเสด็จห่างไปแล้วทุกคนจึงลุกขึ้น
“นี่เกือบไปแล้วนะท่านทำตัวหยิ่งยโสโอหังจนเกือบจะเป็นโทษภัยแล้ว” พิไรเสียงแข็งใส่แสงพรายทันที
เจ้าตัวนิ่งเฉยต่อคำตำหนิ เพียงถามขึ้นว่า
“พระนางเป็นใครกัน”
“พระนางมีพระนามว่า “กัณฐิมาศ”เป็นพระราชธิดาของกษัตริย์เมืองน่านพระองค์ก่อน”
“แล้วพระนางเกี่ยวพันกับสุโขทัยอย่างไร”
พิไรรู้สึกกรุ่นในอารมณ์อยากจะต่อว่าในพฤติกรรมของชายหนุ่มให้หนำใจ แต่เจ้าตัวกลับไม่มีอาการสะทกสะท้านทั้งยังมาถามเรื่องนั้นเรื่องนี้อีก จึงตอบพลางแล้วเดินเข้าซุ้มประตูจากไป
“พระมารดาของพระนาง.. เป็นพระธิดาของพระมหาเถรศรีศรัทธา”
--------------------------------------------------