เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามตอนนี้เป็เวลาใกล้อาทิตย์จะตกดินแล้ว แต่ยังไร้วี่แววผู้คนทั้งนางกำนัลทั้งสามที่ขึ้นไปเอาอาหารและทหารที่จะพานางกลับ ตอนนี้ท่าทางของเสี่ยวซีเริ่มไม่สนุกนางกุมมือเดินไปมาเอาแต่ชะเง้อมองเส้นทางทั้งบนและล่างหวังว่าจะเห็นใครซักคน แต่ทุกอย่างกลับเงียบเชียบไร้เงาผู้คนอื่น
“นี่นานแล้วนะเพคะองค์หญิงเหตุใดพี่อี้ฟางจึงไม่กลับมาซักที”
เสี่ยวซีถามด้วยท่าทางร้อนรน จ้าวซูเซียวเองตอนนี้ใบหน้างามคิ้วขมวดเช่นกันทหารยังมาไม่ถึงนางยังไม่แปลกใจเท่ากับนางกำนัลทั้งสามคนที่หายไป ! จินอี้ฟางเป็คนฉลาดผ่านความโหดร้ายในวังหลวงมามากการกลั้นแกล้งเล็กน้อยเช่นนี้ย่อมทันเล่ห์เหลี่ยมผู้อื่น แต่เหตุใดยังไม่กลับมาหานางเล่า
เปรี้ยง !!!
จู่ๆเสียงฟ้าร้องดังกังวานก็ดังขึ้นเสี่ยวซีสะดุ้งโหย่งนางรีบวิ่งออกไปนอกศาลามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามเย็น บนท้องฟ้าตอนนี้เต็มไปด้วยหมู่เมฆหม่นคล้ำแผ่ขยายทั่วท้องฟ้า ใบหน้าน่ารักยับยู่ยี้ทันทีน้ำตาแทบจะเอ่อคลอเมื่อรับรู้ว่าอีกไม่นานฝนอาจตกลงมาได้
“ดูเหมือนฝนจะตกเพคะ ทำอย่างไรกันดีเพคะองค์หญิงเช่นนี้พวกพี่อี้ฟางจะกลับมาหาเราได้หรือไม่ แล้วทหารจะยิ่งเดินทางล้าช้าไหมที่นี่เป็ทางขึ้นเขาด้วย !” เสี่ยวซีร้องขึ้นนางรีบวิ่งกลับมาหาจ้าวซูเซียวด้วยท่าทางตื่นตระหนก ใบหน้างดงามของจ้าวซูเซียวยามนี้ก็เผยความเคร่งเครียดมากขึ้น ในใจพลั้นลุ้นให้มีทหารขึ้นมาหาพวกนางโดยเร็ว
“เ้าใจเย็นก่อน” จ้าวซูเซียวนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนที่นางจะเอ่ยกับคนสนิท
“เสี่ยวซี…เราไปเก็บกิ่งไม้กัน” คำพูดของจ้าวซูเซียวทำให้นางกำนัลตัวน้อยชะงักหันมามองนางด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เพคะ ?”
“ข้าบอกว่าเราไปเก็บกิ่งไม้กัน แล้วก็ย้อนกลับไปที่รถม้าด้วยลองดูกันว่าในนั้นยังพอมีเทียนหรือของที่ใช้จุดไฟได้หรือไม่” จ้าวซูเซียวลุกขึ้นยืนนางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าหากฝนตกลงมาหนักและนานพวกนางที่อยู่แบบตัวเปล่าไร้ซึ่งสิ่งของใดย่อมไม่ปลอดภัยเป็แน่ อย่างน้อยหากตะวันตกดินพวกนางยังพอจุดไฟได้ย่อมเป็ทางเลือกที่ดีกว่าอยู่เฉยๆ หรือไปหาผ้ามาป้องกันฝนก็เป็เื่ที่ไม่เลวเช่นกัน
“ให้หม่อมฉันไปเองดีกว่าเพคะ องค์หญิงทรงรออยู่ตรงนี้เถอะหากทหารพวกนั้นมาถึงไม่พบใครเกรงจะคิดว่าองค์หญิงเสด็จกลับไปแล้ว” เสี่ยวซีเอ่ยขึ้น ทางที่จอดเกี้ยวพิการที่พวกนางนั่งมาต้องเดินย้อนขึ้นไปทางวัดฝูเก๋อนางกลัวจะคลาดกันกับทหารที่มารับ จ้าวซูเซียวนิ่งคิดความคิดของเสี่ยวซีมีเหตุผล แต่นางก็อยากไปช่วยด้วยเช่นกันปล่อยนางกำนัลตัวน้อยไปคนเดียวนางอดเป็ห่วงไม่ได้ แม้จะมีฐานะเป็นายกับบ่าวแต่นางและเสี่ยวซีเติบโตมาด้วยกันนางเอ็นดูเสี่ยวซีเช่นน้องสาวคนหนึ่ง
จ้าวซูเซียวถอดกำไลหยกของตัวเองวางไว้ที่โต๊ะกลางศาลา ก่อนจะก้าวเดินนำเสี่ยวซีออกไปด้านนอก
“ข้าวางกำไลไว้ตรงนี้หากทหารมาถึงคงรับรู้ได้ว่าเรายังไม่กลับไป ถึงตอนนั้นพวกเขาต้องออกค้นหาเราแน่จุดจอดเกี้ยวอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากหากพวกเขาะโค้นหาพวกเราย่อมได้ยิน พวกเรารีบไปกันเถอะหากฝนตกก่อนจะหมดโอกาส”
เสี่ยวซีรีบวิ่งตามจ้าวซูเซียวออกไปทันที นางบางของจ้าวซูเซียวกึ่งเดินกึ่งวิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้าเป็ระยะ ตอนนี้กระแสลมเริ่มหอบเอากลิ่นอายของดินก่อนฝนตกเข้ามากระทบพวกนางมากขึ้นแล้ว นางหวังว่าในเกี้ยวจะมีของที่เป็ประโยชน์บ้าง นางตัดสินใจผิดพลาดไปหากตอนแรกตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปที่วัดฝูเก๋อสถานการณ์อาจไม่เลวร้ายเช่นนี้
เมื่อมาถึงจุดที่จอดเกี้ยวตอนนี้ไม่มีม้าลากเกี้ยวแล้วฉินกุ้ยเฟยคงนำกลับไปด้วย ทิ้งไว้เพียงเกี้ยวที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น จ้าวซูเซียวขึ้นไปที่เกี้ยวค้นดูด้านในและที่เก็บของหลังเกี้ยวนอกจากห่อขนมที่เสี่ยวซีห่อมากับห่อชุดเสื้อคลุมของจ้าวซูเซียวก็ไม่มีสิ่งใดที่พอจะใช้ประโยชน์ได้อีก
“องค์หญิงเพคะ ! มีสิ่งนี้เพคะ !” เสี่ยวซีร้องขึ้นด้วยท่าทางดีใจจ้าวซูเซียวจึงลงจากเกี้ยวเดินไปหาเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ด้านหน้า ในมือนางกำนัลตัวน้อยถือตะขอเหล็กขนาดยาวประมาณแขนของพวกนางเอาไว้ มันคือตะขอที่ใช้เกี่ยวม้าของคนบังคับม้า และยังมีตะเกียงอันเล็กพร้อมหินจุดไฟด้วยจ้าวซูเซียวเผยรอยยิ้ม มีของมีคมไว้บ้างถือเป็เื่ดี
เปรี้ยง ! เปรี้ยง !
“รีบไปกันเถอะเสี่ยวซี หากฝนตกก่อนจะแย่เอา” จ้าวซูเซียวร้องขึ้นระหว่างทางนางและเสี่ยวซีก้มลงเก็บเศษกิ่งไม้มาไว้กับตัวแม้มีตะเกียงแต่น้ำมันในตะเกียงเหลือน้อยนักนางต้องเตรียมเศษไม้ไว้เผื่อก่อไฟ
เปรี้ยง !!
แปะๆ แปะๆ
ในที่สุดเม็ดฝนเม็ดใหญ่ก็ล่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าพร้อมสายฟ้าที่แลบไปมาราวกับมีพายุโหมกระหน่ำใน่ที่อาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า จ้าวซูเซียวมองเห็นศาลาพักที่พวกนางพักอยู่ตอนแรกอยู่ลิบตาทั้งนายทั้งบ่าวต่างรีบวิ่งไปด้านหน้าในทันที
หมับ !
ตุบ !
“กรี๊ด !! องค์หญิง !! ว้าย !!” เสียงร้องของเสี่ยวซีดังขึ้นด้านหลังจ้าวซูเซียวนางรีบหันไปมองนางกำนัลของตนที่ตอนนี้ลงไปกองอยู่กับพื้นที่เริ่มเปียกชื้นด้วยน้ำฝน ใบหน้าน่ารักเผยแววตื่นใเต็มที่ด้านหน้าของเสี่ยวซีมีบุรุษชุดดำทั้งตัวกำลังจับข้อเท้าของเสี่ยวซีในท่านอนคว่ำ
จ้าวซูเซียวรีบวิ่งกลับไปหาเสี่ยวซีทันทีนางวางถุงผ้าลงข้างกายแล้วรีบพลิกบุรุษชุดดำให้นอนหงายขึ้น ในจังหวะที่นางคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะสลบไปแล้วจู่ๆมือแข็งแกร่งกับคว้าเข้าที่ต้นแขนนางพร้อมแรงบีบเล็กน้อย เสียงทุ้มเอ่ยออกมาแ่เบาท่ามกลางในหน้าที่ถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมสีดำ
“ช่วย…ข้า”
จ้าวซูเซียวตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เสี่ยวซีรีบเข้ามาเก็บห่อผ้าแล้วดึงจ้าวซูเซียวขึ้น
“ไปเถอะเพคะองค์หญิง แต่งตัวเช่นนี้อาจเป็นักฆ่าหรือนักโทษของทางการที่าเ็หนีการจับกุมมาเราอย่าไปยุ่งเลยเพคะ” จ้าวซูเซียวมองร่างหนาที่นอนอ่อนแรงอยู่ตรงหน้า แม้เสื้อผ้าจะสีดำแต่น้ำฝนที่ไหลอาบตัวบุรุษตรงหน้าทำให้นางเห็นคราบสีแดงไหลออกมาจากตัวเขา เมื่อมองดีๆจึงเห็นว่าที่เอวด้านขวาที่รอยขาดของเสื้อและาแอยู่
จ้าวซูเซียวเม้มริมฝีปากแน่นนางมองย้อนกลับไปที่ศาลาพักซึ่งอยู่ไม่ไกล ร่างบางตัดสินใจก้มตัวลงจับร่างสูงด้วยท่าทางทุรักทุเร เสี่ยวซีที่เห็นเช่นนั้นแม้ไม่อยากให้จ้าวซูเซียวเข้าไปยุ่งก็ไม่อาจขัดได้ นางรีบเข้าไปช่วยประคองร่างสูงของบุรุษชุดดำขึ้นด้วยความยากลำบากก่อนจะพากันหอบหิ้วคนเจ็บเดินไปยังศาลาพักชั่วคราว
“ตัวหนักจริงๆ” เสี่ยวซีบ่นเมื่อวางร่างคนเจ็บลงกับพื้นให้หลังพิงเก้าอี้หินบนศาลา จ้าวซูเซียวไม่ได้สนใจท่าทางของนางกำนัลคนสนิท นางทรุดตัวลงนั่งข้างคนเจ็บตั้งใจฉีกเสื้อของเขาเพื่อดูาแโดยไม่สนใจเนื้อตัวที่เปียกปอนของตนเองเลย
“เ้าจุดไฟเร็วเข้า !” จ้าวซูเซียวสั่งการ ตอนนี้เศษไม้ที่พวกนางเก็บมามีหลายอันชื้นจนใช้จุดไฟไม่ได้ เสี่ยวซีรีบรับคำนางชำนาญในการจุดไฟเหล่านี้พอสมควรด้วยตอนเด็กๆจ้าวซูเซียวชอบแอบหนีออกนอกจวนเ้าเมืองไปดูความเป็อยู่ชาวบ้าน หลายครั้งพวกนางเรียนรู้วิธีเหล่านี้จากผู้คนด้านนอกและนางก็ซึมซับเรื่อเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
หมับ !
มือหนาของคนที่คล้ายจะหมดแรงไปแล้วคว้ามือบางของจ้าวซูเซียวที่กำลังฉีกเสื้อผ้าของตนอยู่ ดวงตาคมมองสตรีตรงหน้าด้วยความไม่เชื่อใจ
“ทำอะไร…” จ้าวซูเซียวเผยแววตาเป็ประกายคมดุให้บุรุษชุดดำ นางไม่สนใจมือยังคงฉีดเสื้อของเขาออกจนเห็นาแด้านใน
“ยังจะถามอีก เป็ท่านไม่ใช่หรือไงที่บอกให้ข้าช่วยนี่ข้ากำลังช่วยอยู่นะ !” ทันทีที่าแถูกเปิดเผยให้เห็นเต็มตาใบหน้างามของจ้าวซูเซียวเคร่งเครียดทันที
แผลลึกมาก !!
บุรุษผู้นี้โดนดาบฟันมาอย่างแน่นอนและยังเป็แผลลึกที่เสียเืมาก เขาไปโดนฟันที่ใดกันห่างไกลจากที่นี่มากหรือไม่ !
จ้าวซูเซียวรีบเงยหน้ามองไปที่ถนนที่นางเพิ่งเดินจากมาตอนนี้น้ำฝนได้ชำระล้างรอยเืที่ไหลออกจากตัวบุรุษชุดดำไปจนหมด ใบหน้างามถอนหายใจโล่งอกอย่างน้อยคนที่ตามล่าชายผู้นี้ย่อมไม่อาจตามรอยเืมาถึงที่นี่ได้
“บอกมา ! ท่านหนีจากคนที่ตามล่ามาได้ไกลหรือยัง” จ้าวซูเซียวถามเสียงเครียดทำให้คนที่กำลังฝืนความเ็ปปรายตามองใบหน้างามด้วยสายตาคม
“พวกมันไม่น่า…ตามมาถึงที่นี่” เสียงทุ้มเอ่ยตอบทำให้จ้าวซูเซียวผ่อนลมหายใจ นางหันมาให้ความสนใจกับาแตรงหน้าอีกครั้ง
นางหันไปหยิบถุงเสื้อผ้าของตนออกมาชุดคลุมในนั้นมีทั้งหมดสองตัวตัวนอกตอนนี้เปียกชื้นเพราะเปียกฝนจนใช้งานไม่ได้ ส่วนตัวด้านในยังไม่เปียกมากนักมือบางรีบฉีกเศษผ้าชายกระโปรงชุดคลุมออกนำมากดปิดาแเพื่อห้ามเื ทันทีที่ััโดนาแใบหน้าคมก็เคร่งเครียดเห็นชัดว่าเ็ปและกำลังต่อสู้กับความเ็ปแต่ก็ไม่มีแม้เสียงร้องครวญครางออกมา จ้าวซูเซียวลอบมองใบหน้าใต้ผ้าคลุมด้วยความชื่นชม
“หากเจ็บก็ร้องข้าต้องกดแผลอีกซักครู่ ร้องออกมาย่อมบรรเทาความเจ็บ” บุรุษในชุดดำทำเพียงหลับตาแน่นไม่เอ่ยเสียงใดตามคำแนะนำของจ้าวซูเซียว ใบหน้างามมองค้อนคนที่ไม่รู้สถานะของตนว่าตอนนี้นางกำลังเป็ผู้ช่วยชีวิตเขา !
“องค์หญิงเพคะ ไฟจุดเสร็จแล้วเดี๋ยวหม่อมฉันกดแผลต่อให้ทรงเช็ดตัวให้แห้งก่อนเถอะเพคะ” เสี่ยวซีร้องบอกขึ้นนางจุดไฟในตะเคียงเสร็จแล้วและยังจุดไฟอีกกองเล็กๆตามเศษไม้แห้งที่ตกในศาลาและที่เก็บมาบางส่วน กองไฟจากเศษไม้ไม่ได้ดูมั่นคงนักเพราะเชื้อเพลิงไม่ได้แห้งสนิด เนื้อตัวเสี่ยวซีเองก็ยังเปียกปอนไม่ต่างจากจ้าวซูเซียว
“เ้าเช็ดตัวให้แห้งและคอยดูแลไฟอย่าให้ดับเป็อันขาด” จ้าวซูเซียวหันกลับไปสั่งตอนนี้นางไม่ได้สนใจความเปียกปอนของตัวเองนัก เมื่อกดาแไปซักพักผ้าสีฟ้าอ่อนก็ชุ่มไปด้วยเืเต็มผืนจนนางต้องเปลี่ยนผ้าผืนใหม่มากดาแ
เมื่อเปลี่ยนไปสามครั้งนางก็คลำในอกเสื้อของตัวเองหยิบขวดหยกสีขาวขวดเล็กขึ้นมา พร้อมกับโรยผงสีเขียวอ่อนใส่าแที่ถูกฟันแล้วนำเศษผ้าอีกอันขึ้นมาพันรอบลำตัวของชายชุดดำ จังหวะที่ต้องพันอ้อมด้านหลังเมื่อไม่อาจเดินไปพันได้เพราะอีกฝ่ายนั่งอยู่ทำให้จ้าวซูเซียวโน้มตัวไปด้านหน้าโอบร่างหนาไว้มือก็ยังคงพันผ้ารอบเอวของชายชุดดำ ความใกล้ชิดนี้ชั่วขณะทำให้ดวงตาของบุรุษชุดดำไหลวูบ แต่ก็เพียงแววเดียวเท่านั้นก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง เมื่อพันแผลใกล้เสร็จแต่ท่าทางของบุรุษชุดดำยังคงนิ่งมีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยบ่งบอกความเ็ป
กึก !
จ้าวซูเซียวแกล้งทำเป็ดึงผ้าที่พันรอบาแให้แน่นขึ้นทำให้คนเจ็บสะดุ้งเบาๆคิ้วหนาขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม ั์ตาคมที่โผล่พ้นผ้าคลุมหน้ามองใบหน้างดงามด้วยดวงตาวาวโรจน์ จ้าวซูเซียวไม่ได้เกรงกลัวนางพันแผลต่อให้เสร็จแล้วมองสบสายตาท้าทายนั้น
“ทำไม ? มองข้าเช่นนี้คิดจะฆ่าข้าหรือไงนี่ข้าช่วยเหลือท่านไว้นะ !” ใบหน้างดงามเย้ายวนเชิดขึ้นเล็กน้อยปรายตามองคนเจ็บที่ไม่รู้สถานของตน นางเก็บขวดยาเข้าในเสื้อแล้วหยิบขวดยาอีกขวดออกมา
มือบางมองาแที่ตอนนี้เืไหลน้อยลงแล้วแต่ยังมีซึมอยู่เล็กน้อยสลับกับมองใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีดำ นางยื่นมือขึ้นหมายจะปลดผ้าคลุมหน้านั้นออก…