นานะรีบเดินก้มหน้าออกจากบริษัททันทีขณะลอนผมสีน้ำตาลปกคลุมใบหน้าด้านข้างทั้งสองเธอไม่อยากให้ใครเห็นเธอร้องไห้ คนอื่นซึ่งเดินผ่านร้องถามด้วยความแปลกใจที่เห็นเธอกลับเร็วผิดปกติแต่เธอก็ไม่พูดกับใครทั้งสิ้น นานะเดินไปเรื่อยเปื่อยด้วยท่าทีเลื่อนลอยจวบจนกระทั่งมาถึงยังริมแม่น้ำที่อยู่ติดกับทางเข้าสวนสาธารณะ
เธอตัดสินใจนั่งลงบนพื้นหญ้าและเหม่อมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆในสมองมีแต่ภาพของเคนกับเซระวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนไม่ทันเห็นว่ามีคนกำลังวิ่งตรงมาทางเธอด้วยความเร็วสูง
โครม!!!
“โอ๊ย!!!” ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาชนนานะอย่างแรง และพากันล้มกลิ้งพร้อมกันบนพื้น
“ตาบ้าเอ๊ย!!! วิ่งมาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือเลย” นานะผลักตัวผู้ชายคนนั้นออกทันทีหลังจากตั้งตัวได้เธอรู้สึกหัวเสียมาก
“อะไรกัน เธอนั่นล่ะ!มานั่งขวางทางอะไรอยู่ตรงนี้” ชายคนนั้นมีท่าทางโมโหไม่แพ้กันเขาเสยผมสีน้ำตาลที่ปรกหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสวยดูอ่อนโยน
นานะอดไม่ได้ที่จะเผลอจ้องมองแวบหนึ่งก่อนจะรู้สึกตัวและด่าเขาออกไป
“นี่นาย!! วิ่งมาชนฉันก็เป็ฝ่ายผิดอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาว่าฉันอีก” เธอลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า
“นี่เธอ แหกตาดูซะบ้างนะตรงนี้มันริมทางเดินนะ เธอมานั่งขวางทางแบบนี้แล้วยังมาว่าฉันอีก” เขาเถียงกลับและลุกขึ้นปัดฝุ่นเช่นกัน
ว้าว… หมอนี่สูงจังแฮะ สูงกว่าเคนอีก เชอะ! แต่ยังไงก็หล่อสู้เคนของฉันไม่ได้หรอก ถึงนานะจะคิดอย่างนั้น ลึกๆก็รู้ดีว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ารูปร่างหน้าตาเป็นายแบบได้สบายๆ เลย
“แล้วทำไมนายไม่ดูให้ดีซะก่อนล่ะว่ามีคนนั่งอยู่รึเปล่า”นานะเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ฮ่าๆๆใครจะไปรู้ได้ล่ะว่ามีคนนั่งอยู่ตรงนี้ ในเมื่อตัวเธอน่ะเล็กเสียจนมองไม่เห็นอยู่แล้วววว”เขาพูดพลางมองสำรวจ
“นี่นาย! ฉันไม่อยากเถียงกับนายแล้ว” นานะค้อนขวับใส่เขาทีหนึ่งก่อนจะหันหลังทำท่าเดินจากไป
“โอ๊ะ! แย่แล้ว” เขาอุทานออกมาเมื่อมองไปทางด้านหลังนานะ
เธอสงสัยเลยมองตามไป แม้ระยะจะไกลพอสมควรแต่เธอก็เห็นคนสองสามคนกำลังเดินตรงมายังทางที่เธอและเขายืนอยู่
“นี่เธอ!! หลบเร็ว!!” หนุ่มหน้าตาเหมือนนายแบบไม่พูดเปล่าดึงมือนานะหลบเข้าข้างต้นไม้ใหญ่ที่อยู่แถวนั้นกะทันหัน ทำให้เธอเกือบหน้าคะมำเพราะตั้งตัวไม่ทัน
“อะไรของนาย อุ๊บ!!”
“ชู่ว! อย่าส่งเสียงไป” เขากระซิบข้างหูนานะหลังจากเอามือปิดปากเธอนานะยืนตัวแข็งทื่อและไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมา พลางนึกสงสัยว่าเขาเป็พวกหลบหนีหรือทำความผิดอะไรมารึเปล่าสักพักคนพวกนั้นก็เดินมาถึงตรงที่ซึ่งเมื่อครู่พวกเขาสองคนยืนอยู่
“ไปไหนแล้วตะกี้ยังเห็นอยู่แถวๆ นี้เลย” ผู้ชายหนึ่งในนั้นพูดขึ้นอย่างแปลกใจ
“คงหนีไปไหนไม่ได้ไกลหรอกถ้าหนีไปได้ หัวหน้าเล่นงานเราแย่แน่” ชายอีกคนพูดออกมาด้วยท่าทางเป็กังวล
“เฮ้ย! พูดมากน่า รีบๆ ตามหากันเถอะ เื่จะได้จบๆ” ชายคนที่สามสรุปและออกเดินนำทั้งสองคนไปจากตรงนั้นทันที
งั่ม!!
“โอ๊ย!!” เสียงร้องของหนุ่มหน้าตาเหมือนนายแบบดังขึ้นด้วยความเ็ป
“นี่เธอ!! กัดมือฉันทำไมเนี่ย มันเจ็บรู้มั้ย” เขาโอดครวญพลางสะบัดมือไปมาพร้อมกับจ้องมองนานะด้วยสายตาตำหนิ
“อย่าเข้ามานะฉันสู้นะ จะบอกให้!!” นานะขู่ฟ่อๆ ตั้งการ์ดเตรียมสู้
“หึๆ! เธอจะบ้าเหรอ ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกน่า” เขาหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นท่าทางของเธอ
“อ้อ…แล้วไป” นานะลดการ์ดอย่างโล่งอก แต่ก็ยังคงมองเขาไม่วางตาเหมือนไม่ไว้ใจ
“แล้วนายน่ะไปทำอะไรผิดมาหรือไง ทำไมพวกนั้นถึงต้องตามหานายล่ะ”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะฉันน่ะ…” เขาเปลี่ยนใจหยุดพูดกะทันหัน
“นายทำไมไม่ต้องกลัวน่า ฉันไม่ส่งนายให้ตำรวจหรอก” นานะขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“ฉันไม่ใช่ ‘นาย’ นะ ฉันชื่อทากามูระ ชิน ทำงานเป็พนักงานออกแบบของบริษัทจิวเวลรี่ไอ้พวกนั้นมันเป็พวกของบริษัทคู่แข่ง มันจะซื้อตัวฉันแต่ฉันไม่ยอมก็เลยจะลักพาตัวไปที่บริษัทมันให้ได้ ฉันหนีจนมาเจอเธอนี่แหละ”
“งั้นเหรอ…แล้วทำไมนาย เอ๊ย! ทากามูระคุงไม่แจ้งตำรวจล่ะ”นานะลากเสียงยาวพร้อมกับกลอกตาไปมา
“เรียกว่าชินก็ได้ไม่ต้องเรียกทากามูระคุงหรอก” ชินบอกด้วยท่าทางเป็กันเอง “ที่ฉันไม่แจ้งตำรวจก็เพราะว่ามันอาจส่งผลถึงบริษัทให้เสียชื่อได้น่ะสิ”
“อ๋อ เป็พนักงานที่รักบริษัทนี่เอง”นานะลากเสียงเป็เชิงล้อ
“แน่นอนสิคร้าบ ยัยตัวเล็ก”
“อย่ามาเรียกฉันแบบนั้นนะ!!”
ตี๊ด ตี๊ด!! เสียงโทรศัพท์มือถือของชินดังขึ้นขัดจังหวะพอดี เขามองหน้านานะยิ้มๆ อย่างมีชัยก่อนจะรับโทรศัพท์นานะเลยได้แต่ฮึดฮัดขัดใจที่ทำอะไรชินไม่ได้
“ฮัลโหล…อ้อ นายเหรอ ได้ๆ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ บาย” ชินปิดโทรศัพท์และมองไปที่นานะ“ฉันต้องไปก่อนนะ ยัยตัวเล็ก” ชินยังคงไม่เลิกล้อเธอ
“นี่นาย!! ฉันไม่ได้ชื่อตัวเล็ก ฉันชื่อมาคิมูระ นานะย่ะ!!”
“ฮึๆ โอเคคร้าบมาคิมูระ…โอ๊ะ ไม่ใช่สิ นานะจัง แล้วเจอกันใหม่นะ” ชินพูดแหย่นานะ ก่อนจะฉวยโอกาสหอมแก้มเธออย่างรวดเร็วและรีบวิ่งจากไป
“นี่นาย!!!!” นานะะโเรียกเขาเสียงดังด้วยความโมโห
“เป็การตอบแทนที่เธอกัดมือฉันไง”ชินะโตอบขณะวิ่งหายไปในกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นทิ้งให้นานะยืนลูบแก้มตัวเองด้วยความเจ็บใจ