หลวงอินทราบดีศรีราชก้าวขึ้นเรือนไปไม่ทันไรหัวใจก็หล่นวูบเมื่อเจอสายตาพิฆาตของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งพับเพียบเอนพิงหมอนสามเหลี่ยมอยู่ที่หอกลางขนาดกว้างขวางกว่าเรือนของแม่หญิงอิ่มพอสมควรบัวดินสะดุดตากับผ้าแถบคาดอกและผ้าซิ่นทอมือที่มีลวดลายวิจิตรงดงามของหญิงผู้นี้ผมเกล้ามวยสูง เครื่องประดับทั้งต่างหู สร้อย กำไลทอง เส้นหนาที่ข้อมือบ่งบอกถึงฐานันดรชั้นสูงบ่าวไพร่ต่างนั่งก้มหน้ามองพื้นเรือนด้วยท่าทางกริ่งเกรง
ชายหนุ่มเดินไปนั่งลงใกล้ผู้หญิงที่ดูมีอำนาจคนนี้ก่อนจะก้มลงกราบที่ตักอย่างนอบน้อมกว่ากราบแม่หญิงอิ่มมากทีเดียว
“ลูกไหว้ขอรับ”
“มาแล้วรึพ่อตัวดี เหตุใดจึงทำเยี่ยงนี้เล่า”
“แม่กล่าวถึงสิ่งใดขอรับ” หลวงอินเอ่ยเสียงอ่อน
“แม่ให้เอ็งไปรับแม่มาลีที่วัดมิใช่รึ เหตุใดจึงปล่อยนางทิ้งไว้มิไยดีหากมีเหตุร้ายจะทำเช่นไรเล่า เอ็งอยากให้แม่โดนถอนหงอกจนหมดหัวกระนั้นรึ”
บัวดินคิดว่าคุณหญิงแม่ดูโกรธมากทีเดียว เธอจึงนั่งพับเพียบอยู่ใกล้ประตูเรือนพยายามหายใจให้แ่เบาที่สุดนึกเบาใจเมื่อเห็นว่าคุณหญิงไม่สนใจใครนอกจากลูกชายของท่าน
“ข้ามีราชการงานแผ่นดินต้องสะสางโดยด่วนขอรับ หาได้มีใจคิดทิ้งขว้างแม่หญิงมาลีหากแต่ข้าเห็นว่าแม่หญิงมีบ่าวมาด้วย อีกทั้งข้าให้อ้ายเผือกพายเรือไปส่งแม่หญิงและบ่าวของนางถึงเรือนแล้วหาได้มีเหตุอันตรายใดไม่ แม่มิต้องร้อนใจไปดอก”
‘หลวงอินขี้เถียงเหมือนกันนะ’ บัวดินคิดในใจพลางอมยิ้มกลั้นขำเธอเคยได้ยินว่าคนสมัยโบราณลูกต้องว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังพ่อแม่ทุกคำไม่กล้าต่อปากต่อคำ แต่หลวงอินดูเป็คนหัวดื้อไม่เบา
“เป็่ออกเวรของเอ็งมิใช่รึเหตุใดยังต้องไปทำกิจราชการอีกเล่า”
‘คุณหญิงก็ใช่ย่อยยอมลูกเสียที่ไหน ท่าทางจะหัวรั้นทั้งแม่ทั้งลูก’ บัวดินคิดพลางแอบมองคุณหญิงและลูกชายอย่างลุ้นๆ ว่าศึกนี้ใครจะชนะ
“แม้จะออกเวรแต่หากมีคดีความเกิดขึ้น ข้าซึ่งเป็ข้าราชบริพารจะอยู่เฉยได้เช่นไรจำต้องละเหตุส่วนตัวเพื่องานแผ่นดิน ข้าแจ้งแก่ใจดีว่าแม่ต้องเข้าใจขอรับ”
‘ใช้ไม้นี้เลยเหรอคะคุณหลวง’ บัวดินอยากยกมือให้หลวงอินเป็ฝ่ายชนะเหมือนกรรมการมวยดูท่าคำแก้ตัวของเขาจะได้ผลเพราะสีหน้าผู้เป็แม่ดูอ่อนลงมากทีเดียวแต่ก็ยังหน้าบึ้งตึงอยู่
“ข้ากราบขออภัยหากทำให้แม่โกรธ หากแต่ครานี้มีเหตุจำเป็นัก อภัยให้ลูกได้หรือไม่ขอรับ”หลวงอินเอ่ยเสียงอ่อน รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์จนบัวดินเผลอมองหัวใจเต้นแรงส่วนคุณหญิงก็ยิ้มออกมาได้เมื่อลูกชายยอมลงให้ตนแบบนี้
“ช่างเถิด เห็นแก่งานเมือง หากแต่แม่มาลีให้น้อยใจนัก วันพรุ่งเอ็งจงไปง้องอนนางเสียอย่าปล่อยทิ้งไว้ให้หมางใจนานนัก”
“ขอรับ”
บัวดินนึกสงสารหลวงอินที่มีแฟนแต่แฟนก็ไม่เข้าใจยุคไหนสมัยไหนก็คงเหมือนกันที่จะหาคนรักที่เข้าใจในการทำงานของตำรวจอย่างพวกเธอนั้นยากนักบัวดินไม่เคยมีแฟน เพราะั้แ่เกิดมาเธอมุ่งมั่นแต่เื่เรียนและยังไม่มีชายคนใดทำให้หัวใจเธอเต้นแรงเหมือนหลวงอินเลย
‘ใจเต้นแรง!’
บัวดินใกับอาการประหลาดที่เกิดขึ้นต่อหลวงอินแรงเต้นของหัวใจช่างแตกต่างจากตอนที่เธอเรียนรู้การยิงปืนครั้งแรกลิบลับ ตอนนั้นเธอใจเต้นแรงเช่นกันแต่มันเคลือบไปด้วยความหวาดหวั่นตื่นเต้น ท้าทาย มีทั้งด้านบวกและลบผสมกันไป แต่นี่แค่เห็นรอยยิ้มของผู้ชายคนนี้เท่านั้นแต่ใจดันเต้นแรงชนิดที่ทำให้เธองุนงงมันวูบวาบ อบอุ่น ชุ่มชื่น จังหวะของมันมีแต่พลังแห่งความสุขที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน
หญิงสาวคิดเื่ตัวเองเพลินจนเริ่มรู้สึกว่ามีรังสีอำมหิตอาบร่างจนรู้สึกร้อนๆหนาวๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าคุณหญิงมองมาที่เธอด้วยสายตานิ่งเข้าขั้นเยือกเย็น
“เอ็งพาใครมารึ”
หลวงอินกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ แล้วหันมาพยักหน้าเรียกบัวดินให้เข้ามาใกล้หญิงสาวคลานเข่ามาอย่างนอบน้อม แม้จะดูกระโดกกระเดกไปบ้างเพราะเกรงว่าผ้าจะนุ่งจะหลุดแต่สุดท้ายก็ไปถึงจุดหมายจนได้เธอนั่งบนพื้นชานเรือนด้านนอกหอกลางอย่างเจียมตน
“ท่านผู้นี้คือแม่ของข้า นามว่าคุณหญิงอุ่น”
บัวดินก้มกราบลงไปที่พื้นไม้กระดานเงางามอย่างอ่อนน้อมก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานสุดชีวิต
“นางชื่อบัวดินขอรับ มาจากต่างเมืองยังมิรู้ความถึงขนบธรรมเนียมอโยธยานัก จึงอยากให้นางพักอยู่ที่เรือนและได้เรียนรู้วิชางานบ้านงานเรือนจากแม่ได้หรือไม่ขอรับ”
คุณหญิงแม่มองลูกชายสลับกับบัวดินอย่างครุ่นคิด
“ธุระงานบ้านงานเมืองของเอ็งคือเื่นี้ดอกรึ”
บัวดินเห็นหลวงอินนิ่งงันไปเขาคงคิดไม่ตกทีเดียว เพราะเธออาจจะเป็หนึ่งในธุระที่ว่านั้นจริงๆ แต่แล้วหลวงอินก็เอ่ยออกมาน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเดิม
“หาใช่ไม่ขอรับ เื่ใดล้วนไม่สำคัญเท่ากิจการงานเมือง ส่วนเื่แม่หญิงบัวดินนั้นนางมาไกลนักมิมีที่อาศัย ข้านึกได้ถึงความเมตตาของแม่ จึงเห็นว่าควรพานางมาพึ่งบารมีแม่ขอรับ”
“เอ็งมาจากเมืองใดเล่าแม่บัวดิน” คุณหญิงอุ่นเอ่ยเสียงกระด้างอยู่มาก
“บ้านข้าอยู่ฝั่งธนบุรี ในจังหวัดกรุงเทพฯ เ้าค่ะ” บัวดินเอ่ยเสียงใสรู้ทั้งรู้ว่าคุณหญิงไม่มีทางรู้จัก แต่ก็ไม่รู้จะบอกว่ามาจากไหนดี
“สำเนียงเอ็งมิคล้ายสำเนียงหลวงเรา คงมาจากทางเหนือกระมัง” คุณหญิงอุ่นเอ่ยถาม
“ไม่ใช่...เอ๊ย...มิใช่...คือ” หญิงสาวเรียบเรียงภาษาไม่ถูกได้แต่เอ่ยอย่างตะกุกตะกัก
“มิเป็ไรดอก เอ่ยตามสะดวกเถิด” หลวงอินเอ่ยขึ้นพลางหลบหูหลบตามารดาของตนที่กำลังดุด้วยสายตา
“เมืองนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอยู่ทางใต้ของอโยธยาเ้าค่ะ”
“ฟังจากเอ็งเอ่ยคำบ้านเมืองของเอ็งคงอุดมสมบูรณ์นัก แล้วเทือกเถาเหล่ากอเป็อย่างไรเล่า”คุณหญิงซักประวัติต่อ
บัวดินหันไปมองหลวงอินเล็กน้อยเพื่อเรียกความมั่นใจหลวงอินได้แต่มองอย่างกังวลใจหญิงสาวจึงหันกลับมาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดในชีวิต
“รับราชการเสียส่วนใหญ่เ้าค่ะ ต้นตระกูลเป็พระยา ส่วนปู่และพ่อเป็ตำรวจเ้าค่ะ”
สิ้นคำตอบของหญิงสาวคุณหญิงอุ่นถึงกับยิ้มออกมาได้ รวมถึงหลวงอินที่มองสีหน้ามารดาก็พลอยโล่งใจ
“เหตุใดเอ็งจึงมาที่อโยธยาเล่า” คุณหญิงเอ่ยน้ำเสียงสดใสขึ้น
“ข้าหลงทางมาเ้าค่ะ ตอนนี้ยังหาทางกลับบ้านไม่ถูกเ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อย เหลือบมองคุณหญิงก็เห็นว่าท่านมองมาอย่างด้วยสายตาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยเรียกบ่าวคนสนิท
“อีเหลือ”
บ่าวผู้หญิงวัยกลางคนคลานเข่าเข้ามาก่อนจะนั่งพับเพียบมือผสานไว้ที่หน้าตัก
“เอ็งไปจัดเตรียมเรือนแก้วให้แม่บัวดินโดยไว”
“เรือนแก้วรึเ้าคะ!” นางเหลือถามอย่างแปลกใจ
ใช่ว่านางเหลือจะรู้สึกเช่นนี้เพียงคนเดียวหลวงอินและบ่าวไพร่บริเวณนั้นก็แปลกใจไม่แพ้กัน
“หาใช้กิจเอ็งถามหาความไม่ ไปทำตามคำข้า” คุณหญิงอุ่นเอ่ยด้วยความรำคาญ
นางเหลือจึงรีบคลานออกจากเรือนไปพร้อมบ่าวไพร่อีกสามคน
“เอ็งอยู่ให้สบายมิต้องร้อนใจดอก หากกลับบ้านมิได้ก็อยู่มันเสียที่นี่ข้ามิใจไม้ไส้ระกำทิ้งให้เอ็งลำบากดอก” คุณหญิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มใจดีส่วนหลวงอินหันไปมองมารดาด้วยความฉงนในใจ แต่ไม่เอ่ยอะไรด้วยว่าการที่ผู้เป็แม่มีเมตตาช่วยคนตกทุกข์ย่อมเป็เื่ดียิ่งดูจากน้ำเสียงและสีหน้าของมารดาแล้วคาดว่าอาจจะนึกเอ็นดูสงสารคนพลัดถิ่นอย่างบัวดินเป็แน่
บัวดินมองคุณหญิงอุ่นอย่างซึ้งใจพลางคิดว่าท่านคงถูกชะตากับเธอเหมือนที่เธอรู้สึกถูกชะตากับท่านก็เป็ได้คุณหญิงจึงเมตตาถึงเพียงนี้ หญิงสาวนั่งน้ำตาซึมอย่างซาบซึ้ง แล้วก้มลงกราบท่านอีกครั้ง
หลังจากนั้นหลวงอินทราบดีศรีราชพาบัวดินไปยังเรือนแก้วซึ่งอยู่ด้านหลังเรือนใหญ่แต่อยู่ห่างกันพอสมควรมีเผือกและบ่าวผู้ชายช่วยกันยกหีบใส่ผ้าของบัวดินตามมาด้วยเรือนแก้วเป็เรือนไทยคล้ายกับเรือนใหญ่แต่เล็กกว่ามาก เรียกได้ว่าเป็เรือนหลวงอินย่อส่วนมาก็ว่าได้ภายในถูกตกแต่งด้วยเครื่องปั้นดินเผาวาดลวดลายสวยงามเครื่องลายครามและเครื่องเงินหลากชิ้นดูหรูหรา ด้านในมีหอกลางขนาดย่อมอยู่ด้านหน้าติดบันไดเรือนหันเข้าหาเรือนนอนซึ่งมีสองห้องติดกัน ถัดมาคือหอพระขนาดเล็ก
ประตูห้องเรือนนอนใหญ่นั้นเปิดออกเพื่อทำความสะอาดก่อนหน้านี้ มีบ่าวอีกหลายคนปัดกวาดเช็ดถูบริเวณเรือนอย่างขยันขันแข็งบ้างก็ช่วยกันขนผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอนสอบใบเดินเข้าไปเตรียมที่นอนในห้องบัวดินมองไปรอบๆ แล้วถึงกับทึ่งในความใจป้ำของคุณหญิงอุ่น
“มันไม่ใหญ่ไปหรือเ้าคะ ความจริงให้ข้าอยู่ในห้องเก็บของก็ได้ปัดกวาดเช็ดถูหน่อยข้าก็อยู่ได้แล้ว”
“เอ็งมิชอบเรือนนี้ดอกรึ” หลวงอินทำเป็หน้านิ่งทั้งที่แววตากำลังยิ้มอยู่เขารู้สึกซาบซึ้งใจที่มารดาให้ความเมตตาคนตกทุกข์ถึงเพียงนี้
“ไม่ใช่เ้าค่ะข้าชอบมากแต่มันใหญ่เกินไป...ข้าเกรงใจ”
บัวดินเอ่ยพลางกวาดตามองไปรอบบ้านรู้สึกขนลุกซู่
“นอกจากเกรงใจแล้วข้าบอกตามตรง...ข้ากลัวผี” หญิงสาวยิ้มเฝื่อน
หลวงอินมองหญิงสาวอย่างอึ้งๆ ก่อนจะปล่อยขำหัวเราะออกมา
“ข้าจะขอบ่าวจากแม่มาอยู่เป็เพื่อนเอ็ง มิต้องกลัวไปดอกแม่บัวดิน”
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ แค่ให้ที่พักข้าก็ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรแล้ว...จริงสิข้าไม่มีอะไรตอบแทนพวกท่านเลย ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำงานบ้านปัดกวาดเช็ดถูเป็การตอบแทนข้าทำมาั้แ่เด็กรับรองว่าสะอาดเอี่ยมแน่”
“มิต้องดอก ข้ามีบ่าวไพร่เต็มเรือน ไว้ข้ามีกิจใดให้เอ็งทำจะบอกเอง”
บัวดินยิ้มรับจากนั้นก็ไปเปิดประตูห้องสำรวจดูอย่างตื่นเต้นหญิงสาวคิดว่าบ้านเรือนสมัยก่อนน่าอยู่มาก บ้านคุณปู่ของเธอก็เป็เรือนไม้แต่มันก็ดูเก่าและอึมครึมผิดกับบ้านในสมัยนี้ซึ่งดูสวยและสง่าสมกับเป็บ้านผู้รากมากดี
ทางด้านเรือนใหญ่นั้นคุณหญิงอุ่นกำลังนั่งกรองมาลัยดอกไม้อย่างประณีตอยู่ที่หอกลางเช่นเคยนางเหลือที่พึ่งเสร็จสิ้นจากการคุมงานทำความสะอาดเรือนแก้วก็ขึ้นมาบนเรือนใหญ่
“เสร็จงานแล้วรึ”คุณหญิงอุ่นเอ่ยถามหลังจากที่เหลือบมองบ่าวของตน
“เ้าค่ะคุณหญิง” นางเหลือเอ่ยตอบก่อนจะนั่งพับเพียบและช่วยคุณหญิงอุ่นกรองมาลัยพลางเมียงมองเ้านายอยากถามแต่ก็ไม่กล้า
“เอ็งมองข้าด้วยเหตุใดอีเหลือ” คุณหญิงเป็ฝ่ายทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมาก่อนเธอละมือจากการกรองมาลัยรอคำตอบจากบ่าวคนสนิท
“ขออภัยเ้าค่ะคุณหญิง บ่าวเพียงให้สงสัยนักเหตุใดคุณหญิงจึงให้หญิงต่างถิ่นผู้นั้นเข้ามาอยู่ในเรือนง่ายๆ เล่าเ้าคะ”
คุณหญิงอุ่นยิ้มกริ่ม แล้วอธิบายความคิดของตนให้คนสนิทฟัง
“เพียงหลวงอินอ้าปากข้าก็รู้แจ้งแล้ว ั้แ่หลวงอินแตกเนื้อหนุ่มจนก้าวล่วงวัยออกเรือนลูกข้ายังมิเคยแลหญิงใด หากแต่ครานี้พาแม่บัวดินมาฝากตัวกับข้าถึงเรือนเช่นนี้ข้าจึงคิดว่าหลวงอินคงพอใจในตัวนางมิใช่น้อย ทั้งนางยังมาจากเมืองทางใต้เพียงแค่เอ่ยนามเมืองข้าก็เดาได้ว่าคงสมบูรณ์พูนสุขนักซ้ำยังเป็ลูกหลานผู้มียศศักดิ์เป็ถึงตำรวจหลวง ผู้ที่ได้เป็ตำรวจหลวงต้องเป็ผู้มีชาติตระกูลของผู้ทำคุณความดีให้แผ่นดินมีหน้าที่ถวายการอารักขาองค์พระมหากษัตริย์เชียวหนา แลเป็ผู้ที่พระองค์ไว้วางพระราชหฤทัยนักหาได้เป็กันได้ง่ายดายไม่ เอ็งมิได้ฟังนางเอ่ยรึ ต้นตระกูลเป็ถึงพระยานาหมื่นคงสืบเชื้อสายตำรวจหลวงต่อกันมาเป็แน่”
คุณหญิงอุ่นเอ่ยด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แม้เธอจะไม่พอใจนักที่ลูกชายพาหญิงสาวมาบนเรือนโดยไม่บอกล่วงหน้าก่อนแต่เมื่อดูจากเทือกเถาเหล่ากอก็นับว่าลูกชายของตนตาถึง หาได้คว้าผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าเข้าบ้าน
“แต่ถึงกระนั้นนางก็เป็คนต่างถิ่น อีกทั้งกรุงเทพอยู่ที่ใดก็สุดรู้ บ่าวเกิดมาจวนห้าสิบขวบปีมิเคยได้ยินนามเมืองนี้สักกระผีกเดียว”
“เอ็งจะรู้จักได้อย่างไรเล่า บนผืนแผ่นดินมีเมืองน้อยใหญ่นับมิถ้วนเอ็งมิเคยเห็นพวกคนจีนย่านป่าประตูจีนดอกรึ ดินแดนมันอยู่ที่ใดก็หารู้ไม่แต่ก็มีเรือสำเภามาทำการค้ากับอโยธยาได้หากจะมีเมืองกรุงเทพอยู่ทางใต้ก็มิเห็นแปลก เพลานี้องค์เหนือหัวทรงนิยมให้พระราชโอรสอภิเษกกับพระธิดาเมืองเหนือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการเมืองคงมิช้าดอกอโยธยาคงไปสานสัมพันธ์กับเมืองทางใต้ หากข้าจะผูกสัมพันธ์กับคนแห่งกรุงเทพนี้ไว้ก่อนจะเป็การดีแก่ลูกข้าในภายภาคหน้า”
“คุณหญิงช่างปราดเปรื่องสมกับเป็เมียเอกท่านออกญานักแต่ถึงกระนั้นบ่าวก็ยังข้องใจเ้าค่ะ หากคุณหญิงคิดเช่นนั้น เหตุใดจึงมิตบแต่งออกเรือนให้หลวงอินเลยเล่าแต่กลับให้มาอยู่ในเรือนแก้วก็เท่ากับแม่หญิงบัวดินเป็เพียงเมียเล็กของหลวงอินเท่านั้น” นางเหลือย่นคิ้วขมวดอย่างใคร่รู้
เรือนแก้วนั้นเป็เรือนของแม่หญิงกำไลผู้เป็เมียรองของท่านออกญาบิดาของหลวงอินแต่แม่หญิงกำไลเ้าของเรือนกลับด่วนจากไปด้วยโรคร้ายทำให้ท่านออกญาเสียใจนักเพราะคุณกำไลเป็หญิงที่ท่านออกญารักมากกว่าคุณหญิงอุ่นเมียเอกเสียอีกด้วยความที่คุณหญิงอุ่นเป็ถึงลูกออกญามีชื่อ นางจึงได้ตบแต่งเป็เมียเอกทั้งที่มาทีหลังแม่หญิงกำไลเรียกได้ว่าแต่งงานกันเพราะความเหมาะสมหาใช้ความรักไม่
คุณหญิงอุ่นนั่งครุ่นคิดถึงประเด็นนี้ก็เอ่ยออกมา
“เหตุที่ข้าต้องทำเยี่ยงนี้ เพราะหลวงอินมีคู่หมั้นคู่หมายคือแม่มาลีอยู่ก่อนแล้วแม่มาลีเป็ถึงบุตรีออกญาเดโช หลวงอินมิอาจตบแต่งกับผู้ใดอื่นได้แต่หากจะมีหญิงอื่น หญิงผู้นั้นก็ต้องเป็เมียรองเท่านั้น การที่ข้าให้อยู่ที่เรือนแก้วก็นับว่าถูกแล้วมิใช่รึ”
“ถูกที่สุดเ้าค่ะ คุณหญิงช่างปราดเปรื่องสมกับเป็เมียเอกท่านออกญายิ่งนัก” นางเหลือยิ้มกว้างยกยอนายของตน
คุณหญิงอุ่นได้แต่นั่งอมยิ้มกรองมาลัยต่อด้วยความสบายใจ