เสียงจักจั่นดังแว่วตามลมมาเป็่ๆ คล้ายทำนองจากธรรมชาติที่ดูไพเราะ ดอกกระดังงาส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทุ่งนาข้าวที่ตอนนี้กำลังออกรวงสีทองอร่ามดูงามตา ทำให้รู้สึกสบายใจ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถจะลดความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่แผดเผาผิวกายแม้ในยามที่อยู่ในตัวอาคาร ทำให้รู้ว่านี่คือ่เวลาที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน
อาคารเรียนกึ่งไม้กึ่งปูนสามชั้นที่ดูเก่าคร่ำครึที่กำลังอยู่ตอนนี้ แทบจะไม่สามารถป้องกันความร้อนได้เลย แม้จะมีการปลูกต้นไม้สูงหลากหลายชนิดเพื่อบังแดดก็ตาม นี่คืออาคารเรียนเก่าของโรงเรียนรวงทองวิทยาแถบชานเมือง ถึงจะเป็จังหวัดปริมณฑลที่ใกล้เมืองหลวง แต่ก็ยังมีเขตที่เป็ชนบทอยู่มาก ทำให้ไม่สามารถมีงบเพียงพอจะสร้างอาคารได้หลายหลังนัก
ในห้องเรียนที่ดูเก่าและทรุดโทรม
ตอนนี้เป็ห้องประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ห้องเรียนขนาดกลางที่สามารถบรรจุนักเรียนได้ราวสี่สิบคนแต่กลับว่างเปล่า โต๊ะเรียนก็วางระเกะระกะ มีเพียงโต๊ะที่ถูกเก็บให้เรียบร้อยเป็ส่วนน้อย ตอนนี้กำลังมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งใช้ผ้าทำความสะอาดกระดานดำอย่างขะมักเขม้น จนคราบสกปรกของชอล์กเขียนกระดานเปื้อนตามแขนและเสื้อนักเรียน แต่เขาก็ยังคงทำความสะอาดอย่างตั้งใจต่อไป
เด็กคนนี้อายุราวสิบสามสิบสี่ปี ผิวค่อนข้างขาวแต่คล้ำแดด ผมสั้นสีดำดูไม่เป็ทรง ด้วยร่างกายที่ดูผอมแห้ง ทำให้ดูตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเล็กน้อย ในตอนที่กำลังทำความสะอาดกระดานอย่างตั้งใจโดยไม่กลัวคราบสกปรกที่ทำให้เขาดูมอมแมมยิ่งขึ้นไปอีก ขณะเขากำลังทำความสะอาดกระดานใกล้จะเสร็จอยู่นั้นเอง
“ภัทร” เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น
เขาหันไปหน้าประตูห้องเรียนเห็นเด็กสาวผมหยิก ผิวสีน้ำผึ้ง ใส่แว่นหนาเตอะทรงกลม ที่ตอนนี้หิ้วถังน้ำใบใหญ่ที่มีน้ำจนเกือบเต็มมาให้ เขารีบวางผ้าขี้ริ้วลงแล้วรีบไปรับถังน้ำเอาไว้เพราะเหมือนเพื่อนของเขาจะถือไว้ไม่ไหวแล้ว
“นุ่นมาแล้วเหรอ ขอบใจมากนะ” ภัทรยิ้มให้นุ่น
“ขอบใจอะไรกัน เราก็ช่วยภัทรได้แค่นี้แหละ” นุ่นยิ้มแหยอย่างเกรงใจ หลังจากนั้นก็พูดต่อ
“เ้าพวกนี้ใช้ไม่ได้เลย สอบเสร็จปุ๊บก็หนีกันไปหมด ทิ้งภัทรให้ทำอยู่คนเดียวตลอด” นุ่นทำหน้าโกรธๆ
“ไม่เป็ไรหรอกเราชินแล้ว อีกอย่างห้องก็ไม่ได้สกปรกมาก จัดอีกนิดเดียวก็เป็อันเสร็จแล้ว”
“ภัทรก็งี้ทุกที พวกมันถึงได้ได้ใจไง แต่ภัทร... เค้าจะกลับก่อนแล้วเหมือนกันนะ” นุ่นทำหน้าไม่สบายใจ
“ได้สิ ขอบใจมากสำหรับถังน้ำ นุ่นต้องไปช่วยงานที่ร้านอาหารที่บ้านใช่มั้ย กลับดีๆ” ภัทรยิ้มให้
“ขอโทษน้า” นุ่นทำหน้าละอายใจเล็กน้อยก่อนถือกระเป๋านักเรียนออกจากห้องไป หลังจากมองส่งนุ่นไปสักครู่เขาก็พูดกับตัวเอง
“อยู่คนเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ”
หลังจากนุ่นกลับไปแล้ว ภัทรก็ยังคงทำความสะอาดห้องต่อไป ปิดหน้าต่าง จัดโต๊ะ เคลียร์ขยะใต้โต๊ะ ทำอย่างนี้วนไปทุกโต๊ะจนเกือบจะหมดทุกโต๊ะแล้ว
“เอ๊ะ”
ขณะที่ภัทรกำลังเคลียร์โต๊ะหลังห้องตัวหนึ่งก็เจอของบางอย่างเข้า มันคือไฟแช็กของพวกเด็กเกเรหลังห้องที่แอบสูบบุหรี่กันเผลอทิ้งเอาไว้
“พวกนี้นี่จริงๆ เลย ถ้าอาจารย์ตรวจเจอต้องเป็เื่ใหญ่แน่” ภัทรส่ายหน้า ก่อนจะยัดไฟแช็กลงกระเป๋ากางเกงของเขา จากนั้นเขาก็นำขยะที่อยู่ใต้ลิ้นชักใส่ถังเพื่อเอาไปทิ้ง เขาเดินลงจากอาคารไม้ที่เวลาแต่ละก้าวเดินนั้นมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ตลอดเวลา หลังออกจากอาคารไม้แล้ว เขาก็เดินผ่านสวนหย่อมที่มีซุ้มดอกกระดังงา กลิ่นหอมของดอกกระดังงาสลับกับกลิ่นดอกโมกที่เป็รั้ว ทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด เขาเดินมาที่ทิ้งขยะจัดการเรียบร้อยแล้วก็มีเสียงเรียกเขาดังขึ้น
“คณาภัทร” เสียงของผู้หญิงสูงอายุดังขึ้น
ภัทรหันไปเห็นหญิงสาวผอมแห้ง อายุราวสี่สิบปี แต่ยังคงแต่งตัวด้วยสีสันของชุดสีส้มแสบตา เธอผมสั้นสีแดง ประดับประดาด้วยต่างหู สร้อยคอและแหวนเพชรที่ดูระยิบระยับจนคิดว่าออกมาจากการเดินแบบ เธอคนนี้คืออาจารย์สุธาธิณี อาจารย์สุดเฮี้ยบที่สอนภาษาอังกฤษ อยู่บนรถเก๋งสีเทาคันเก่ากำลังจะกลับบ้านเรียกเขาอยู่
“ครับอาจารย์ มีอะไรรึเปล่าครับ”
“เธอช่วยไปบอกให้เด็กชั้นสามพวกนั้นกลับบ้านหน่อยสิ นี่มันจะห้าโมงเย็นแล้วยังไม่ยอมกลับบ้านกันอีก อาคารเรียนใกล้เวลาจะปิดแล้วด้วย”
เธอชี้นิ้วไปที่อาคารหลังใหม่ที่ตอนนี้มีห้องหนึ่งในอาคารหลังใหม่ที่ยังคงเปิดไฟเอาไว้อยู่
“แต่นั่นเป็ห้องของนักเรียนม.3ไม่ใช่เหรอครับ เค้าคงไม่ฟังผมหรอกครับ” ภัทรพูดอย่างจนปัญญา
“งั้นเธอก็บอกว่าถ้าไม่กลับอาจารย์สุจะปรับพวกเธอตกให้หมด” อาจารย์สุธาริณียิ้มร้ายกาจ
“เอ่อ... ครับได้ครับ เดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ” ภัทรหิ้วถังขยะเดินอ้อมสนามฟุตบอลที่ตอนนี้มีนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานจนเหงื่อไหลเปียกชุดไปหมด เด็กนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งบนอัฒจันทร์กำลังส่งเสียงเชียร์รุ่นพี่มอปลายที่พวกตนมีใจให้ ทำให้บรรยากาศดูครึกครื้นไปอีกแบบ เขาเดินมาถึงอาคารปูนหลังใหม่ที่เพิ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้มีนักเรียนหลายชั้นเรียนได้อยู่อาคารหลังนี้ ยกเว้นนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งและปีที่สองที่ยังคงอยู่อาคารหลังเดิมอยู่ นอกจากนี้ยังมีห้องเรียนพิเศษเช่น ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องโสตทัศนะ และห้องดนตรี ที่อยู่ในอาคารอีกด้วย
เขาเดินขึ้นไปยังชั้นสาม ที่มีห้องที่ยังคงเปิดไฟอยู่ เมื่อมาถึงเขาหันมองภายในห้องจึงพบนักเรียนจากหลายชั้นเรียนหลายคนกำลังจับกลุ่มทำอะไรบางอย่างกันอยู่ ในห้องเรียนนั้นนักเรียนชายราวสี่คนที่อยู่กลางห้องกำลังทำอะไรบางอย่าง พวกเขาเอาชอล์กเขียนลวดลายบนพื้น อีกคนก็นำโหลหรือไหหน้าตาแปลกประหลาดวางไว้ตรงจุดกึ่งกลาง แล้วเริ่มใส่ของบางอย่างลงไป นี่ทำให้เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ เขาเห็นเด็กผู้หญิงสองสามคนอยู่หน้าประตูในห้อง หนึ่งในนั้นเป็คนที่เขารู้จักพอดีจึงเดินเข้าไปในห้องเพื่อสอบถาม
“มิริน พวกเธอทำอะไรกันอยู่” ภัทรเดินไปกระซิบถามข้างๆ
เด็กผู้หญิงตัวเล็กในชุดนักเรียนคอซอง ผมสั้นดำเป็เงา ไว้หน้าม้าเสมอคิ้ว ผิวขาวเรียบเนียนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูคล้ายกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเงา ที่ตอนนี้กำลังจดจ่อกับการดู สะดุ้งขึ้นมาหันมาทางภัทร
“พี่ภัทร พี่มาทำอะไรที่นี่คะ” เธอกระซิบถามด้วยเสียงเล็กๆ
“พี่ต่างหากที่ต้องถามว่าพวกเธอเล่นอะไรกัน มีอาจารย์เห็นพวกเธอเปิดไฟทิ้งเอาไว้อยู่เลยให้พี่มาบอก” ภัทรตอบ
“เอ่อ...” เธอยิ้มด้วยสีหน้าทะเล้นไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“นี่คือเพื่อนของมิ” เธอชี้ไปที่เด็กผู้หญิงผมยาวถักเปียใส่แว่นหนาด้านข้าง
“เธออยู่ชมรมวิจัยเื่ลี้ลับ แล้วรุ่นพี่ในชมรมเค้าไปซื้อโหลสำหรับอัญเชิญสิ่งลี้ลับออกมาได้มาจากดาร์กเว็บ เลยมาลองกันที่โรงเรียน แล้วก็ขอเืไปคนละนิดหน่อยค่ะ” เธอชูนิ้วที่ปิดปราสเตอร์ให้ภัทรดู
ภัทรหันกลับไปมองพบว่าตอนนี้พวกม.3กำลังนำตุ๊กตาไม้ใส่ลงไปในกล่อง หน้ากากตัวตลกยิ้ม และยังใส่มีดปลายแหลมลงไปอีกด้วย เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“พวกนี้ไปเอามีดมาจากไหนกัน พี่ว่าคงต้องไปแจ้งอาจารย์แล้วล่ะ”
มิรินทำหน้าสับสนไม่รู้ว่าควรห้ามเอาไว้หรือเปล่าเพราะหากภัทรไปแจ้งครู พวกเธอจะต้องโดนลงโทษไปด้วยแน่ๆ พวกที่อยู่ในห้องอีกสองสามคนที่ว่างอยู่ก็เห็นแล้วเช่นกันว่ามีคนนอกมาเห็นจึงรีบมาขวางภัทรเอาไว้
“หลบไป” ภัทรพูดเตือน
“ไม่หลบ มึงจะเอาเื่ไปฟ้องครูใช่มั้ย” รุ่นพี่ผู้ชายหัวเกรียนผิวคล้ำเป็คนพูดกับเขา
“ต่อให้ผมไม่ไปฟ้องครูก็รู้อยู่ดี เพราะครูให้มาดู อีกชั่วโมงนึงเขาก็จะปิดอาคารแล้วด้วย” ภัทรอธิบาย
นักเรียนชายอีกสองคนรีบมาขวางภัทรทั้งหน้าทั้งหลังไม่ให้ภัทรหนีไปได้
“หลบครับ” ภัทรพูดอย่างอดทนแล้วพยายามเบี่ยงตัวหลบ
“ไม่” รุ่นพี่คนนั้นทำหน้าโมโหแล้วผลักภัทรกลับมา
ภัทรที่โดนผลักเริ่มมีความรู้สึกโมโหแล้วนิดหน่อยเช่นกัน เพราะพูดด้วยเหตุผลแล้วกลับไม่ฟัง ยังจะขวางเขาอีก เขาจึงเริ่มมีความคิดที่จะชนรุ่นพี่ให้หลุดออกไป
มิรินที่เห็นสีหน้าภัทรมีอารมณ์โกรธแล้วจึงเดินมาคล้องแขนของภัทรแล้วบอกกับเขา
“อย่ามีเื่กันเลยนะคะ”ภัทรหันมาเห็นมิรินที่ทำหน้าลำบากใจแล้วก็รู้สึกใจอ่อนคลายอารมณ์โกรธอย่างรวดเร็ว เขาลูบหัวมิรินแล้วยิ้มให้ จากนั้นหันมาพูดกับรุ่นพี่
“รุ่นพี่ครับ ผมจะไม่ฟ้องครูครับโอเคมั้ย จะบอกท่านว่าพวกรุ่นพี่ทำชิ้นงานยังไม่เสร็จ เสร็จแล้วจะรีบลงไป แต่ถ้ารุ่นพี่กักตัวผมไว้ครูก็จะรู้สึกถึงความผิดปกติ แล้วจะทำให้โดนจับได้กันหมด รุ่นพี่เห็นด้วยมั้ยครับ”
รุ่นพี่ที่ขวางภัทรไว้ได้ฟังคำอธิบายก็รู้สึกลังเลและทำท่าจะปล่อยภัทรไป
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงะโจากในห้องพูดขึ้น “เฮ้ย ทุกคนอัญเชิญสำเร็จแล้ว”
พวกภัทรที่อยู่หน้าประตูก็หันตามไปทางต้นเสียง พบว่าโหลตรงกลางอยู่ๆ ก็มีควันสีดำลอยฟุ้งขึ้น สัญลักษณ์อักขระที่ถูกเขียนก็กำลังกลายเป็สีแดงคล้ายสีเื ขณะที่พวกนั้นกำลังรีบเดินเข้าไปในห้องเพื่อดู
ภัทรก็มีความรู้สึกไม่สบายใจยิ่งขึ้นจึงได้ดึงแขนมิรินเอาไว้ไม่ให้เข้าไปในห้อง มิรินเองที่กำลังจะตามเพื่อนเธอเข้าไปจึงหยุดชะงักแล้วหันมาหาภัทร จากนั้นก็หยุดเดินแล้วรออยู่หน้าห้องแทน
ในจังหวะนั้นเองโหลก็สั่นอย่างรุนแรง แล้วมีลมและควันจำนวนมากออกมาจากโหล ควันดำนั้นหนามากจนบดบังวิสัยทัศน์การมองของเขาจนหมดแถมยังคล้ายควันไฟที่ทั้งเหม็นและทำให้ระคายเคืองตา เขาหลับตา อยู่ๆ เขาก็รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็ลมก่อนหมดสติไป