บ้างก็ว่าเด็กมีบุญไม่มากพอทำให้ไม่ได้เกิดมาในตระกูลร่ำรวยสูงศักดิ์ของหล่อนเพราะหลังจากเสียลูกคนแรกไปแล้ว หมอก็แจ้งว่านวลปรางค์อาจจะมีลูกไม่ได้อีกต่อไปด้วยปัญหาทางด้านสุขภาพภายในของสตรี
ถึงแม้ว่ากรวิทย์จะพยายามปลอบใจเมียรักสักเพียงใดหล่อนก็ยังไม่อาจหักห้ามใจได้ เอาแต่ร้องไห้เสียอกเสียใจ ตีอกชกหัวตัวเองแม้จะพาไปพบจิตแพทย์แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น
จนในที่สุดหลังจากกรวิทย์ได้ปรึกษากับทางครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจึงตกลงใจว่าจะไปรับอุปการะเด็กจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาเป็ลูกบุญธรรม
เมื่อสามีได้มาถามนวลปรางค์ว่าเธอสนใจอยากจะรับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงเป็ลูกหรือไม่หญิงสาวก็รีบตอบตกลงทันที
“จริงหรือคะพี่วิทย์คุณพ่อคุณแม่พี่วิทย์ไม่ว่าอะไรหรือคะ ที่ปรางมีลูกให้พี่วิทย์ไม่ได้จนต้องเอาเด็กที่ไม่ใช่สายเืของเรามาเลี้ยงดูเป็ลูกบุญธรรม”
“คุณพ่อคุณแม่ของพี่ไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ของน้องปรางด้วย น้องปรางทำใจให้สบาย ๆ นะวันอาทิตย์นี้เราจะเข้าไปเลือกเด็กตัวน้อย ๆ มาเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรมของเรากันจ้ะ”
หญิงสาวะโเข้ากอดสามีด้วยความตื้นตันใจเป็ที่สุดเพราะการได้มีลูกคือความฝันของเธอมาั้แ่เด็ก ครอบครัวเธอร่ำรวยมหาศาลก็จริงแต่คุณพ่อคุณแม่เธอกลับไม่เคยมีเวลาให้
พวกท่านทั้งสองเอาแต่บินไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศอยู่เป็ประจำปีหนึ่ง ๆ อยู่เมืองไทยแค่ไม่กี่สิบวัน
ชีวิตนวลปรางค์จึงอยู่แต่กับพี่เลี้ยงและคนใช้มาั้แ่เธออายุไม่กี่ขวบจวบจนกระทั่งนวลปรางค์โตเป็สาว
เธอจึงได้แต่วาดฝันว่าเมื่อโตเป็ผู้ใหญ่เธออยากจะมีครอบครัวเล็ก ๆ เป็ของตัวเอง มีสามีที่ดีและมีลูกชายที่น่ารักสักคนหรือสองคน
เมื่อวันอาทิตย์ที่หญิงสาวรอคอยได้มาถึง...
กรวิทย์พาภรรยาที่หน้าตาสดใสขึ้นบ้างมายังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเมื่อทั้งคู่เข้าไปคุยในห้องผู้บริหารเรียบร้อยเขาก็จำเป็ต้องออกไปรับโทรศัพท์เื่งานข้างนอก จึงหันมาบอกกับภรรยาว่า
“น้องปรางพี่ขอตัวออกไปคุยงานสักครู่ก่อนนะ ถ้ายังไงน้องปรางก็เข้าไปดูเด็ก ๆ ด้านในไปก่อนได้เลยนะจ๊ะพี่ให้น้องปรางเลือกอุปการะเ้าตัวเล็กได้ตามที่น้องถูกใจเลยจ้ะ ตัวพี่ยังไงก็ได้ไม่มีปัญหา”
กรวิทย์พูดเหมือนเป็ผัวที่ดีแต่อันที่จริงแล้วเค้าอยากจะรีบแก้ปัญหาอาการซึมเศร้าของภรรยาให้จบ ๆ ไปไวที่สุดเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเมียจะเป็บ้าหรือเสียสติไปก่อนหรือเปล่าซึ่งเขาไม่อยากหย่าร้างกับหล่อน
เพราะโอกาสที่จะหาผู้หญิงที่หน้าตาสวยและร่ำรวยมหาศาลแบบนวลปรางค์นั้นยากเต็มทน
และที่สำคัญก็คือ เมียของเขาทั้งโง่ และโดนหลอกได้อย่างง่ายดายเสียด้วย
“ขอบคุณมากค่ะพี่วิทย์ใจดีที่สุดเลย”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจที่กำลังจะได้เข้าไปเลือกทารกตัวน้อยกลับไปเลี้ยงดูเป็ลูกของตัวเอง
จากนั้นหล่อนก็หันไปหาคุณพยาบาลที่เป็ผู้ดูแลศูนย์แห่งนี้
“ปรางพร้อมแล้วค่ะคุณพยาบาลช่วยพาปรางเข้าไปดูน้อง ๆ ด้วยนะคะ”
“ยินดีค่ะคุณปราง พี่ชื่อพยาบาลสมศรี นะคะ วันนี้พี่จะเป็คนพาน้องไปดูเด็ก ๆ เองค่ะ มีทั้งที่ยังเป็ทารกแล้วก็วัยเตาะแตะ ไปจนถึงเด็กโตวัยอนุบาลเลยค่ะ”
พยาบาลสมศรี วัย 28 ปียิ้มบาง ๆพร้อมยื่นมือมาจูงมือหญิงสาวให้เข้าไปด้านใน
“เชิญทางนี้เลยค่ะคุณนวลปรางค์”
นวลปรางค์เพิ่งสังเกตเห็นว่าเมื่อพิศดูใกล้ ๆแล้วพยาบาลสมศรีมีหน้าตาสะสวยเกินกว่าจะเป็นางพยาบาลในศูนย์แห่งนี้
แต่น่าจะไปเป็ดาราหรือนางแบบเสียมากกว่า
หล่อนผิวขาวสะอาดตาหน้าอกอวบใหญ่จนดันเอากระดุมเสื้อสีขาวปริออกจนมองลอดเข้าไปเห็นยกทรงและร่องอกที่ขาวผ่อง
ขนาดว่านวลปรางค์เป็ผู้หญิงยังนึกมันเขี้ยวอยากจะเอื้อมมือไปลองบีบสองเต้าของพี่พยาบาลเล่นดูสักครั้งเสียด้วยซ้ำไป
เมื่อเข้าไปยังห้องดูแลเด็กเล็กนวลปรางค์เห็นทารกห้าหกคนนอนอยู่ในเปล หล่อนยืนพินิจพิจารณาอยู่พักหนึ่งแต่กลับไม่รู้สึกถึงความผูกพันใด ๆจึงตัดสินใจบอกความรู้สึกที่แท้จริงให้พยาบาลรับทราบ
“คุณพยาบาลสมศรีจะว่าอะไรไหมคะถ้าปรางจะบอกว่า เด็กทารกทั้งหมดในห้องนี้ปรางยังไม่ถูกชะตากับน้องคนไหนเลยสักคนเลยค่ะ”
หญิงสาวกล่าวด้วยความรู้สึกผิดและเกรงใจที่อาจทำให้พยาบาลประจำศูนย์เสียเวลาเปล่า
“ไม่เลยค่ะเป็เื่ปกติค่ะคุณนวลปรางค์ไม่ต้องคิดมากนะคะ ยังมีน้อง ๆน่ารักอีกหลายคนเลยค่ะที่รอพ่อแม่บุญธรรมมารับไปช่วยดูแลอยู่ ดิฉันจะพาไปดูเด็ก ๆในห้องถัดไปนะคะ”
พยาบาลสาวคนสวยกุมมือนวลปรางค์ด้วยความเข้าใจแล้วพาหล่อนเดินออกไปจากห้องเด็กห้องแรก เพื่อมุ่งตรงไปยังห้องอื่น ๆที่อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก
“เชิญมาทางนี้เลยค่ะคุณนวลปรางค์”
ทางเดินที่พยาบาลสมศรีพาหญิงสาวไปสองฝั่งซ้ายขวาเป็ห้องกระจกใสบานใหญ่ที่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นเด็กตัวน้อย ๆ ที่กำลังนั่งเล่นของเล่นกันอยู่
นวลปรางค์หันไปมองในห้องกระจกฝั่งซ้ายมือมองเห็นเด็กน้อยตัวใหญ่สุดในบรรดาทารกในเปลที่มีพี่เลี้ยงคอยไกวเปลอยู่ข้าง ๆอย่างใกล้ชิด
เด็กน้อยคนนั้นเป็ทารกเพศชายผิวสีแทนเข้ม กำลังลืมตามองมาที่หล่อนที่กำลังจะเดินผ่านไปอย่างช้า ๆ
ไม่น่าเชื่อว่าหล่อนจะถูกใจเด็กน้อยคนนี้ด้วยดวงตากลมโต แพขนตางอนยาว เส้นผมหยิกขอดเป็ก้นหอยติดหนังศีรษะของเด็กน้อยแขนขาอวบเป็ปล้อง
หากพิจารณาแยกส่วนกันเด็กน้อยคนนี้อาจดูขี้เหร่ไม่มีความน่ารักแม้แต่น้อย
แต่เมื่อนำเอาทุกส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันดูๆ ไปแล้วก็เหมือนตุ๊กตาเด็กตัวดำหัวหยิกที่นวลปรางค์พิศมองแล้วก็ว่าน่าขบขันแต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยความน่าเอ็นดูหรืออาจจะเรียกว่าความสงสารก็ว่าได้
แต่เมื่อนวลปรางค์ได้ประสานสายตาเข้ากับดวงตาของเด็กน้อยผมหยิกตาโตหล่อนกลับรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง เหมือนโดนไฟช็อต หัวใจกระตุกวาบเหมือนโดนสะกดจิต
หญิงสาวรับรู้ได้ว่าทารกเพศชายตัวดำคนนี้แหละ คือคนที่หล่อน้าจะเลือกไปเลี้ยงดู
“เดี๋ยวก่อนค่ะ พี่สมศรีขอปรางเข้าไปดูน้องคนที่กำลังนอนดูดจุกนมหลอกอยู่ในเปลสีฟ้าในห้องนี้ก่อนได้ไหมคะปรางสะดุดตาน้องเค้าจังเลยค่ะ”
“เอ่อ จะดีหรือคะคุณนวลปรางค์คือว่า…”
“ดีสิคะพี่สมศรีเรารีบเข้าไปดูน้องเค้าในห้องกันเถอะค่ะ อยากเห็นน้องเค้าใกล้ ๆ จะแย่แล้ว”
นวลปรางค์กลับกลายเป็ฝ่ายจูงมือพยาบาลสมศรีเพื่อเลื่อนประตูบานกระจกเข้าไปในห้องดูแลเด็กเล็ก
“น้องคนนี้แหละค่ะพี่สมศรี ปรางถูกใจน้องคนนี้จังเลยค่ะ”
“แต่ว่า…พี่ว่าคุณนวลปรางค์ลองไปเลือกเด็กคนอื่น ๆ ดีกว่านะคะพี่ว่าคนนี้ยังไม่เหมาะหรอกค่ะ น้องเขาเป็เด็กผิวสีน่าจะเป็ลูกครึ่งทางฝั่งแอฟริกันน่ะค่ะ”
“แล้วไม่เหมาะยังไงหรือคะพี่สมศรี”
หญิงสาวเอ่ยปากถามพยาบาลด้วยความสงสัย
“ก็ทั้งคุณนวลปรางค์และคุณกรวิทย์ก็เป็ลูกครึ่งไทยจีนกันทั้งคู่แต่จะมารับเด็กลูกครึ่งผิวสีไปเลี้ยงเป็ลูก อาจจะไม่เหมาะสมน่ะค่ะ แล้วก็…”
นวลปรางค์ไม่รอให้คุณพยาบาลสมศรีพูดจบหล่อนรีบก้าวเท้าเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าเปลสีฟ้าที่มีทารกตัวอ้วนจ้ำม่ำนอนอยู่ในเปลกำลังจ้องมองหล่อนตาแป๋ว และเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากให้หล่อน
“ตายแล้ว น้องน่ารักจังเลยค่ะปรางขอลองอุ้มน้องเค้าได้ไหมคะพี่สมศรี”
“ถ้างั้นก็คุณนวลปรางค์ลองอุ้ม น้องไมเคิล เค้าดูก็ได้ค่ะ ลองดูว่ายังจะชอบอยู่ไหม”
“น้องเค้าชื่อ ไมเคิล หรือคะทำไมช่างบังเอิญจังเลยชื่อเหมือนน้องไมค์ที่ปรางเตรียมตั้งไว้ให้ลูกที่เพิ่งเสียไปเลยค่ะ”