ภายในห้องทรงสี่เหลี่ยมที่ราวกับเป็ห้องปิดตายไม่มีทั้งหน้าต่าง และของใช้อื่นๆ มีเพียงแค่พื้นที่ใช้สอยอันว่างเปล่าและประตูหินบานหนาบานหนึ่งที่สามารถเปิดให้เข้าออกด้านนอกและด้านในได้
“มีคนกำลังต่อสู้อยู่กับพวกปีศาจข้างนอก”
ทหารคนหนึ่งกล่าวขึ้นในขณะที่เงี่ยหูฟังบริเวณหน้าประตูหิน ภายในห้องปิดตายที่ราวกับเป็หลุมหลบภัยนี้นั้นยังมีทหารของอาณาจักรเซนทอร์คนอื่นๆ อยู่อีก ก่อนหน้านี้ไม่นานนักเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างบางอยู่ฝ่ายเดียวของปีศาจด้านนอกประตูสามตัวนั่น อย่างไรก็ตามพวกเขาเจอเพียงแค่โครงกระดูกที่สวมเกราะสีดำตัวเดียวสังหารทั้งหน่วยของพวกเขา โดยไร้หนทางจะตอบโต้นั่นทำให้พวกเขาสิ้นหวัง แต่ยังโชคดีที่พวกเขานั้นสามารถหนีมาหลบภัยในนี้ได้ ขณะที่ทัพใหญ่นั้นก็แตกกระเจิงเช่นเดียวกัน พวกเขาต่างหนีไปคนละทิศคนละทางเมื่อพบเจอกับโครงกระดูกั์ตัวนั้น
ตอนนี้มีทหารในหน่วยรอดกันอยู่เพียงสามคนภายในห้อง แท้จริงแล้วมีคนหนีมาหลบอยู่ในนี้ทั้งหมดหกคนอย่างไรก็ตามอีกสามคนนั้นตายเพราะทนพิษาแที่ได้รับมาก่อนหน้าไม่ไหว แต่ในขณะที่ทุกคนต่างสิ้นหวังนั้นพวกเขาก็เหมือนได้พบกับแสงสว่างเมื่อได้ยินเสียงต่อสู้อันดุเดือดที่ดังขึ้นจากด้านนอก
ในตอนแรกที่การต่อสู้ดำเนินอยู่พวกเขาล้วนแล้วแต่คิดว่ามันคงจะจบลงเร็วๆ นี้ เนื่องจากพวกปีศาจข้างนอกนั้นแข็งแกร่งจนเกินไปจนไม่อาจจะหาสิ่งใดในตลอดชีวิตของพวกเขามาเปรียบเทียบได้ อย่างไรก็ตามการต่อสู้ที่ควรจะจบลงั้แ่นาทีแรก กลับยืดยาวมากว่าสิบนาที และแล้วในที่สุดเสียงการต่อสู้ข้างนอกก็ได้เงียบลงทำให้พวกทหารข้างในนั้นถอนหายใจด้วยความสิ้นหวังอีกครั้ง พร้อมกับมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า
“ดูเหมือนการต่อสู้จะจบแล้ว…เฮ้อ..พวกเขาทำได้ดีกว่าที่พวกเราคาดไว้ซะอีก อย่างน้อยมันก็สิบนาทีแน่ๆ แสดงว่าคนที่สู้กับพวกมันได้จะต้องแข็งแกร่งมาก”
ในขณะที่ทหารทุกคนในห้องปิดตายแห่งนี้ยอมรับที่จะรอความตายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเขานั้น พวกเขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เนื่องจากประตูหินนั้นไม่ได้ถูกโจมตีอีกเลยั้แ่การต่อสู้ได้จบลง มีบางคนนั้นคิดว่าพวกปีศาจข้างนอกนั้นได้หลบหนีไปแล้ว ในขณะที่บางคนนั้นคิดว่าพวกมันที่มีสติปัญญาเหมือนกับมนุษย์กำลังหลอกล่อพวกเขาให้ออกไปอยู่
อย่างไรก็ตามทันใดนั้นเสียงของฝีเท้าก็ค่อยๆ ดังขึ้นมาใกล้บริเวณประตูของห้องหินนี้ช้าๆ ก่อนที่จะมีเสียงมนุษย์เอ่ยขึ้นมาว่า
“ออกมาได้แล้ว ตอนนี้ศัตรูถูกจัดการได้หมดแล้ว”
เสียงที่ดังขึ้นมานั้นเป็เสียงของผู้หญิงที่ฟังดูเ็าและคุ้นหูสำหรับพวกเขาอย่างมาก อย่างไรก็ตามพวกทหารนั้นเลือกที่จะไม่เชื่อและไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกไป จนในที่สุดทหารนายหนึ่งก็ไม่สามารถทนความอึดอัดที่จะต้องหลบรอความตายอยู่ในนี้ไหวจึงได้กล่าวถามเสียงที่ดังขึ้นด้านนอกว่า
“พวกท่านเป็ใคร? ไม่ใช่พวกปีศาจปลอมตัวมาหลอกพวกเราใช่ไหม?”
เมื่อทหารคนนั้นกล่าวจบ ทุกคนภายในห้องปิดตายต่างก็เฝ้ารอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อและเต็มไปด้วยความหวังอย่างมาก
“ไม่ใช่!”
เสียงหญิงสาวคนเดิมดังขึ้นอีกครั้งปลุกระดมความคาดหวังของพวกทหารเพิ่มขึ้นสูงเสียดฟ้าไปเลยก็ว่าได้
“ท่านช่วยเอ่ยนาม หรือที่มาของท่านหน่อยได้หรือไม่?”
เสียงด้านนอกทันใดนั้นเมื่อคำถามข้อนี้ถูกเอ่ยออกมามันก็กลับกลายเป็เงียบไป ก่อนที่มันจะดังขึ้นอีกครั้งในเวลาที่ผ่านไปกว่าหลายวินาที ใจความมีอยู่ว่า
“ยูริ สังกัดกองทัพอัศวินโลหิต!”
“ทะ…ท่านคือท่านวีรสตรี!”
ทันใดนั้นทหารคนหนึ่งเหมือนจะลืมตัวเขาไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อยเมื่อได้ยินชื่อที่คนด้านนอกได้เอ่ยถึง เขาปลดล็อกประตูหินอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมองออกไปหาคนด้านนอกและก็ต้องใ และในขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นเป็อย่างมาก
“ขอบคุณ…ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตพวกเรา!”
ทหารเ่าั้ต่างพากันคุกเข่าที่เบื้องหน้าของยูริก่อนที่จะก้มกราบราวกับ้าเคารพบูชาบรรพบุรุษของตนเองอย่างไงอย่างงั้น อย่างไรก็ตามยูริยังคงแสดงความรู้สึกด้านที่เ็าออกมา ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาช้าๆ ว่า
“จริงๆ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่ช่วยพวกนาย…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ยูริก็มองไปที่ตาเฒ่าเฉิน ก่อนที่จะมองจ้องมาที่เซนนานกว่าปกติเล็กน้อย ตาเฒ่าเฉินนั้นส่ายหน้าในทันทีเพื่อเป็สัญญาณว่าไม่ให้เอ่ยถึงเื่ของเขา ส่วนเซนนั้นเลือกที่จะทำเช่นเดียวกัน
“การเปิดเผยความแข็งแกร่งมากเกินไป อาจจะนำปัญหาและภาระที่ไม่จำเป็มาสู่ตนได้ โดยเฉพาะคนที่แข็งแกร่งมากๆ แบบเ้า”
เฒ่าชราเฉินกล่าวออกมาเบาๆ ซึ่งเสียงนั้นดังพอที่จะให้เซนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินคนเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามเซนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยยังไงกลับคำพูดของชายชรา แต่ในจิตใจของเขาก็คือเขายอมรับมันแต่โดยดี
เมื่อเห็นว่าทั้งหมดต่างปัดป้องและไม่้าจะรับผลงานของตนเอง ยูริก็รู้สึกละอายใจเป็อย่างมาก แต่สุดท้ายหากทั้งคู่้าจะปฏิเสธเธอจึงต้องกล่าวโกหกกับพวกทหารว่าเป็ตัวเธอเองที่ช่วยขับไล่พวกโครงกระดูกออกไป
สุดท้ายแล้วกลายเป็ว่าทั้งตาเฒ่าเฉินและเซนนั้นรับบทบาทเป็นักผจญภัยและนักขุดเหมืองตามลำดับ และเลือกที่จะติดตามยูริมาเพื่อให้เธอปกป้อง
เมื่อบทบาทเป็เช่นนี้จึงเป็เื่ธรรมดาที่พวกทหารที่ขี้ขลาดพวกนั้นจะมองมาที่ชายหนุ่มและชายชราอย่างดูถูก อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดๆ เนื่องจากยูรินั้นยังคงอยู่ พวกเขาไม่้าจะให้ยูริเสียหน้า
“ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อเถอะ”
เซนกล่าวออกมาซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่มีความเห็น แต่สำหรับพวกทหารนั้นล้วนปรากฏสายตาที่ไม่พอใจออกมา เนื่องจากชายที่ทำหน้าที่ขุดเหมืองเบื้องหน้าคนนี้นั้นพยายามทำตัวเป็ผู้นำสั่งยูริที่มีตำแหน่งสูงกว่าราวฟ้ากับเหว จนแล้วจนรอดทหารคนหนึ่งก็อดใจไม่ไหว
“ท่านวีรสตรีจะทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว ไม่จำเป็ต้องให้สวะที่เอาแต่เกาะหาผลประโยชน์จากคนอื่นมาสั่งหรอก หัดเจียมกะลาหัวไว้ซะบ้าง”
เมื่อทหารคนนั้นกล่าวจบ ใบหน้าของยูริและมาเรียเปลี่ยนเป็ซีดเผือด นางนั้นคิดว่าทหารคนนั้นพูดจารุนแรงเกินไปและมันอาจจะทำให้เซนโกรธ และแน่นอนหากเซนโกรธจริงๆ พวกเธอก็คิดว่าตัวเองคงไม่สามารถจะหยุดชายหนุ่มได้ แต่ทุกสิ่งที่หญิงสาวทั้งสองคิดกลับไม่เกิดขึ้น มันเป็ตรงกันข้ามทั้งหมด เซนเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะยักไหล่และไม่ได้กล่าวตอบโต้ใดๆ กับพวกนั้น
ทหารคนที่กล่าวนั้นดูเหมือนจะได้ใจ และมันคิดเองเออเองไปว่าการที่ยูริไม่กล่าวห้ามไม่ให้มันพูดจาไม่ดีกับคนเหมืองนั้นแสดงว่าเธอเองก็ต้องอึดอัดใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นมันจึงคิดว่าถึงเวลาที่มันจะต้องประจบเสียแล้ว
แต่เวลานั้นยูริก็ได้เอ่ยขึ้นว่า
“ไปกันเถอะ อย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้อีก ไม่อย่างนั้นจะเป็ตัวเ้าเองที่ต้องไสหัวไป”
คำกล่าวของยูรินั้นทำให้ทหารทั้งสามตกตะลึง เนื่องจากไม่คิดว่าหญิงสาวนั้นจะกล่าวเข้าข้างคนขุดเหมืองที่ต้อยต่ำเช่นนี้ แถมคำกล่าวของเธอนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอยู่หลายส่วน ซึ่งนั่นทำให้พวกทหารต่อขาสั่นและนิ่งไป ราวกับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับความกลัวสุดขีด
“มนุษย์ก็ยังยิ่งยโสและดูถูกคนที่ต่ำต้อยกว่าอยู่เช่นเดิม”
ตาเฒ่าเฉินกล่าวเบาๆ ในขณะเดียวกันเซนนั้นก็ได้กล่าวเช่นกัน
“ทำเหมือนกับเผ่าพันธุ์ของท่านไม่มีการดูถูกกันเลย ฮ่า”
>>>>มีต่ออีกตอนนะครับ