(จบ) พลิกตำนานสามก๊ก

    บทที่ 13 ปณิธานของเล่าเจี้ยง

    บทที่ 13 ปณิธานของเล่าเจี้ยง


    “ใช่ว่าข้าไม่ยินดีรับใช้ชาติบ้านเมือง เพียงแต่สถานการณ์ยามนี้ยังไม่แน่ชัด อีกทั้งอาจารย์ผู้มีพระคุณก็มีอายุมาก ต้องมีคนคอยดูแล”


    กัวหยวนคิดครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบตกลง ในขณะที่ซุนเขียนเองก็ปฏิเสธด้วยเหตุนี้


    เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ เขารู้ว่าตัวเองในตอนนี้ยังมิอาจดึงดูดทั้งสองคนได้


    “หากวันหนึ่ง เป็๲ดั่งที่ศิษย์น้องว่าจริง ศิษย์พี่จะช่วยเป็๲กำลังให้ข้าได้หรือไม่”


    ในเมื่อขอร้องไร้ประโยชน์ สู้หว่านเมล็ดไว้ดีกว่า


    ทั้งสองเหลือบมองหน้ากัน ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะดึงดันเช่นนี้ จึงตอบตกลงไป


    “หากวันหน้าเป็๲ดั่งที่ศิษย์น้องว่า หากมีการชักชวนอีก จะไม่ผลักไสแน่นอน!”


    “ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองมาก!”


    ผลลัพธ์นี้เล่าเจี้ยงพอใจมากแล้ว เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีคุณสมบัติจนสามารถดึงดูดทั้งสองคนได้


    ไม่แน่ พวกบัณฑิตอาจจะชวนยากกว่าพวกขุนศึกเสียอีก…


    แต่กัวหยวนกับซุนเขียนต่างก็เป็๲สุภาพบุรุษ ไม่มีทางผิดคำพูดแน่นอน


    จากนั้นทั้งสี่คนก็ไม่คุยเ๱ื่๵๹ประเทศชาติอีก เพียงแต่แลกเปลี่ยนความรู้กัน จนบรรยากาศกลมเกลียวยิ่งนัก


    “เพลานี้ก็ดึกมากแล้ว ศิษย์น้องยังต้องเก็บสัมภาระ พวกเราขอตัวกลับก่อนดีกว่า”


    กัวหยวนกับซุนเขียนเห็นว่าเวลาดึกมากแล้วจึงเอ่ยคำอำลา เล่าเจี้ยงจึงลุกขึ้นไปส่ง


    “เช่นนั้นข้าไม่รั้งศิษย์พี่ทั้งสองไว้แล้ว ศิษย์พี่จะได้ไปพักผ่อนเร็ว ๆ”


    ไทสูจู้เห็นทั้งสองจากไปแล้ว ก็เอ่ยถาม


    “คุณชาย สิ่งที่คุณชายเอ่ยก่อนหน้า…?”


    เล่าเจี้ยงถอนหายใจออกมา


    “มันไม่ใช่แค่เท่านี้! จืออี้ การสร้างผลงานอยู่ตรงหน้าแล้ว”


    ไทสูจู้พยักหน้าเบา ๆ พลางกำหมัดแน่น สำหรับนักรบแล้ว สนามรบก็คือสถานที่ที่ใฝ่หา!


    วันรุ่งขึ้น ในหอตำราของเต้เหี้ยน


    เล่าเจี้ยงโค้งตัวคำนับ เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาจารย์อีกครั้งที่ชี้แนะสั่งสอนมาหลายปี


    “ขอบคุณอาจารย์ที่คอยอบรบสั่งสอน วันนี้ข้ามาอำลาต่อท่านอาจารย์ เพื่อกลับไปยังลกเอี๋ยง”


    เต้เหี้ยนพึงพอใจในตัวเล่าเจี้ยงอย่างมาก ทั้งขยันหมั่นเพียร และนอบน้อมถ่อมตัว


    “๻ั้๹แ๻่เ๽้ามาตอนอายุสิบปี ยามนี้ผ่านมาก็ห้าปีแล้ว”


    “เ๽้าเฉลียวฉลาดไม่ธรรมดา ล้วนมองทุกสิ่งที่ร่ำเรียนทะลุปรุโปร่ง ทว่ามุ่งใช้ประโยชน์จากตำราด้านการทหารอยู่มาก ทำให้ข้ารู้เจตนาเ๽้าแล้ว”


    เล่าเจี้ยงกำลังจะพูด ทว่ากลับเห็นเต้เหี้ยนโบกมือขัดเสียก่อน


    “วันนี้ไม่ต้องเอ่ยวาจามากความ แค่วันหน้าต้องรับใช้บ้านเมือง สร้างประโยชน์ให้แก่ปวงชน”


    “คำสั่งสอนของอาจารย์ ข้าจะจารึกไว้ในใจ”


    เล่าเจี้ยงตอบตกลง เต้เหี้ยนส่งเสียงเข้าใจออกมา พลางพยักหน้าด้วยความชื่นชม ทว่าก็ยังทนกำชับไม่ไหว


    “จำไว้ให้มั่น อย่าได้วางแผนการรบแค่บนกระดาษ”


    “ศิษย์จะจำให้ขึ้นใจ! ศิษย์ยังมีอีกเ๱ื่๵๹หนึ่งที่อยากให้ท่านอาจารย์ไขข้อสงสัย”


    “ว่ามาเถิด”


    เต้เหี้ยนอยากรู้นักว่าศิษย์ฉลาดผู้นี้จะนำปัญหายากอะไรมาให้ลองแก้


    “เราสามารถทำให้คนในใต้หล้ารู้อักษร เรียนหนังสือได้หรือไม่?”


    เต้เหี้ยนมองเล่าเจี้ยงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างมึนงง


    ศิษย์ฉลาดเป็๲อันดับหนึ่ง ไยจึงได้ถามคำถามโง่เขลาเช่นนี้?


    “ยาก”


    เต้เหี้ยนตอบออกมาแค่เพียงคำเดียว และคำว่ายากของอาจารย์บัณฑิตมากมาย ก็ช่างลำบากเหลือแสน


    แต่เล่าเจี้ยงยังคงไม่ยอมแพ้ และถามต่อ


    “หากเป็๲ไปได้ ท่านอาจารย์จะช่วยเหลือหรือไม่?”


    เต้เหี้ยนฝืนยิ้มออกมา ความคิดนี้ดี เพียงแต่มันไม่มีทางเป็๲จริงได้! ถึงกระนั้นก็ตอบกลับไปประโยคหนึ่ง


    “ขอบคุณท่านอาจารย์ ยังมีอีกเ๱ื่๵๹หนึ่ง หากวันหน้ามีการเปลี่ยนแปลง ขอเชิญอาจารย์เดินทางไปยังแคว้นเอ๊กจิ๋ว”


    ครั้นบ้านเมืองเกิดกลียุค เหล่าบัณฑิตมากมายต้องลี้ภัย นักท่องเวลารู้ว่าวันหน้าเต้เหี้ยนจะลี้ภัยออกจากเหลียวตง จึงอยากให้เขาไปยังถิ่นของตัวเอง


    “วันข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือ?”


    เต้เหี้ยนมองเล่าเจี้ยงอย่างแสร้งทำเป็๲ยิ้ม


    ศิษย์เอกยิ้มตอบ


    “วันหน้าอาจารย์ก็จะรู้เอง”


    “ก็ดี”


    เต้เหี้ยนเอ่ย


    “เ๽้าตามข้าไปเรียนเป็๲ครั้งสุดท้ายเถิด จะได้บอกว่าศิษย์พี่ ศิษย์น้องของเ๽้า”


    “ขอรับ!”


    เมื่อมาถึงหน้องเรียน ก็เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยเปื้อนความเสียใจ


    อย่างไรเสียใช้ชีวิตเรียมาห้าปี จึงมีความรู้สึกกับพวกพี่น้อง


    “วันนี้เล่าเจี้ยงจากไป กลับไปยังลกเอี๋ยง ข้าจึงพาเขามาอำลาพวกเ๽้า”


    “เล่าเจี้ยงกุมมือสองข้าง มองทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง”


    “พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกท่าน เล่าเจี้ยงขอขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือ”


    “วันนี้ร่ำลามิรู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อใด ขอให้ทุกท่านรักษาตัวด้วย!”


    ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างต่างกุมมือโค้งคำนับ และพากันอวยพร


    ปกติเล่าเจี้ยงจะไม่ทำตัวโดดเด่นมาก ไม่เย่อหยิ่งด้วยสถานะตัวเอง และมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก


    “ตอนเ๽้ามาได้แต่งกลอนร่ายลูกจากไกล ทุกคนต่างรู้ว่าเ๽้าเป็๲คนกตัญญู”


    “วันนี้จะจากไป มิสู้แต่งกลอนขึ้นมาอีกบท แสดงปณิธานของเ๽้าให้ทุกคนได้รู้หน่อยหรือ!”


    “ว่าอย่างไร?”


    เต้เหี้ยนมองเล่าเจี้ยง พลางเสนอความเห็นออกมา


    เขาในตอนนี้หมดข้อกังขาในความสามารถของเล่าเจี้ยงแล้ว บทกลอนอำลาเป็๲แค่การคิดขึ้นมากะทันหันเท่านั้น


    เต้เหี้ยนเชื่อว่าเล่าเจี้ยงมีความสามารถนี้ สองบทกลอนสามารถกลายเป็๲เ๱ื่๵๹ราวสั้น ๆ ได้


    “ก็ดีนะ! ความสามารถของศิษย์พี่เล่าทุกคนต่างนับถือมาก!”


    “ใช่ ศิษย์พี่เล่า รีบอ่านกลอนออกมาเร็ว!”


    เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาคาดหวังของอาจารย์และคำชมจากสหายพี่น้อง เล่าเจี้ยงรู้สึกละอายใจเล็กน้อย


    เล่าเจี้ยงอดอุทานในใจไม่ได้


    ต้องลอกบทกวีคนอื่นอีกแล้ว!


    “ในเมื่อท่านอาจารย์เสนอ เล่าเจี้ยงย่อมทำตามประสงค์”


    “ขอเล่าเจี้ยงคิดครู่หนึ่ง”


    สิ้นเสียง หนุ่มน้อยก็เริ่มเดินไปมาภายในห้อง ทุกคนแอบนับย่างก้าวของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน


    หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว สี่เก้า ห้าเก้า


    “คิดได้แล้ว!”


    เล่าเจี้ยงหยุดลง ก่อนกุมมือคำนับไปทางเต้เหี้ยน


    “กลอนนี้มีชื่อว่า ‘ออกสู่ชายแดน’ ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วย”


    เต้เหี้ยนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เพื่อบ่งบอกให้เขารีบเอ่ย


    “จันทรา ส่องผ่าน ด่านปราการ ผู้กล้า ยังต้าน แดนหมื่นลี้”


    ยามแสงจันทร์สาดส่องป้อมปราการ วีรบุรุษยังปกป้องแผ่นดินอันไพศาลนับหมื่นลี้


    เมื่อเล่าเจี้ยงอ่านกลอนออกมา พลันเกิดความวุ่นวายขึ้นมา


    “ออกมาแล้ว! เป็๲กลอนเจ็ดของศิษย์พี่เล่า!”


    “หยุดเสียงดังได้แล้ว! ให้ศิษย์น้องอ่านกลอนให้เสร็จก่อน!”


    “ศิษย์พี่ ยังมีต่อข้างหลังอีกใช่หรือไม่ รีบบอกพวกเราเร็ว!”


    เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนเอ่ยด้วยเสียงกังวาน


    “หากแม้น ขุนพลแกร่ง ยังอยู่ดี จะมิยอม ให้ไพรี ข้ามเขาไป”


    หายังเหลือไพร่พล จะไม่ยอมให้ศัตรูข้ามผ่านหุบเขาไป


     เห็นทุกคนมีท่าทางอึ้ง เล่าเจี้ยงก็เอ่ยปณิธานของตัวเองต่อ 


    “ความฝันของเล่าเจี้ยงคือการได้กลายเป็๲แม่ทัพใหญ่อย่างเว่ยชิงกับฮั่วชวี่ปิ้ง”


    “เป็๲ตาย ได้สลักคำว่า ‘ขุนศึก’ ไว้บนป้ายหลุมศพว่าก็เพียงพอแล้ว!”


    เล่าเจี้ยงจากไปกับความเงียบงันท่ามกลางทุกคนที่ยังเบิกตาโพล่ง ชั่วเวลานั้น เต้เหี้ยนส่งสายตาหนึ่งมาให้เขา


    เด็กหนุ่มรู้ว่าสายตานี้คือการให้กำลังใจ อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจด้วย