ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอลิฟต์ส่วนตัวเปลี่ยนจาก 49 เป็ 50 พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนแ่เบา ประตูโลหะสีเงินเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมหนานุ่มสีเข้ม ลลิลยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ลมหายใจของเธอสะดุดไปจังหวะหนึ่งเมื่อตระหนักว่าเธอกำลังก้าวเท้าเข้าสู่อาณาเขตของนักล่าอย่างเต็มตัว
หญิงสาวสวมชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าซาตินสีเขียวมรกตที่ขับผิวขาวจัดให้ดูโดดเด่น สวมทับด้วยเสื้อเบลเซอร์คัตติ้งเนี้ยบสีดำสนิท มันคือการผสมผสานระหว่างความเย้ายวนที่เขาเอ่ยปากท้าทาย และเกราะป้องกันตัวที่เธอคุ้นเคย ฝ่ามือเล็กชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบขณะกำคีย์การ์ดสีดำขลิบทองไว้แน่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มความหวาดกลัวที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
ประตูไม้บานคู่สลักลายหรูหราไม่ได้ถูกล็อกไว้ ลลิลผลักมันเข้าไปภายใน เพนต์เฮาส์กว้างขวางถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำและเทาเป็หลัก แสงสลัวจากโคมไฟระย้าคริสตัลสาดส่องกระทบเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงแอร์คอนดิชันเนอร์ครางเบาๆ
“ตรงเวลาเป๊ะสมกับเป็ผู้บริหารระดับสูง”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน ลลิลหันขวับไปมอง ภาคินนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูง เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอแพลตตินัมเส้นเล็ก แขนเสื้อถูกพับขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนที่มีเส้นเืปูดโปน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนมุมปากเมื่อสายตาคมกริบกวาดมองเธอั้แ่หัวจรดเท้า
“คุณบอกให้ฉันมาคนเดียว ฉันก็มาแล้ว” ลลิลพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “แฟ้มข้อมูลอยู่ไหน”
ภาคินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหมุนแก้วบรั่นดีในมือช้าๆ “ใจร้อนจังเลยนะครับ ผมอุตส่าห์เตรียมไวน์ชั้นดีไว้ต้อนรับ ไม่คิดจะนั่งดื่มและพูดคุยกันทำความรู้จักกันก่อนหรือไง”
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อสานสัมพันธ์ส่วนตัว คุณภาคิน” เธอเดินเข้าไปใกล้ รักษาระยะห่างไว้ที่อีกฝั่งของเคาน์เตอร์บาร์ “เวลาของฉันมีค่า ถ้าคุณไม่มีสิ่งที่คุณอ้างว่ามี ฉันจะกลับ”
“ดื้อรั้น... และพยศ” ภาคินพึมพำ แววตาของเขาเป็ประกายวาววับ “ผมชักจะชอบคุณขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ ลลิล คุณเป็ผู้หญิงคนแรกที่กล้าต่อรองกับผมด้วยสายตาแข็งกร้าวแบบนี้”
ชายหนุ่มวางแก้วบรั่นดีลง เขาเลื่อนมือไปใต้เคาน์เตอร์บาร์ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะขึ้นมาวางแหมะลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ซองนั้นถูกปิดผนึกอย่างแ่าและมีตราประทับตอกย้ำความลับสุดยอด
ดวงตาของลลิลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือบางเอื้อมออกไปหาซองเอกสารนั้นโดยสัญชาตญาณ ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะได้ััมัน ฝ่ามือใหญ่ของภาคินก็ตะปบทับลงบนมือของเธออย่างรวดเร็ว
ความร้อนผ่าวแล่นปราดจากหลังมือเข้าสู่เส้นเืใหญ่ ลลิลสะดุ้ง ช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างขุ่นเคือง พยายามจะชักมือกลับ แต่ภาคินกลับจับมันไว้แน่น เขาลุกขึ้นยืน โน้มตัวข้ามเคาน์เตอร์บาร์เข้ามาใกล้จนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ
“ของที่มีค่ามหาศาล... ย่อมไม่ฟรีหรอกนะ ลลิล”
“คุณ้าเงินเท่าไหร่” ลลิลกัดฟันถาม
“เงิน?” ภาคินเลิกคิ้ว สายตาของเขาหลุบต่ำลงมองริมฝีปากสีพีชของเธอ ก่อนจะช้อนกลับขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้ง “ผมมีเงินมากพอที่จะซื้อตึกทีพีคอร์ปอเรชันและทุบมันทิ้งเล่นได้ด้วยซ้ำ สิ่งที่ผม้า... ไม่ใช่กระดาษเปื้อนหมึกพวกนั้น”
“แล้วคุณ้าอะไร”
“ผม้าคุณ”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและดุดันนั้นทำให้ลมหายใจของลลิลสะดุด กำแพงน้ำแข็งในใจของเธอสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงดึงดูดทางเพศที่เขาสาดซัดใส่โดยไม่ปิดบัง ภาคินไม่ได้ใช้พลังเหนือธรรมชาติใดๆ ในตอนนี้ เขาตระหนักดีว่ามันเปล่าประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ แต่เขากำลังใช้ความเป็ชาย เล่ห์เหลี่ยม และจุดอ่อนในใจของเธอเป็อาวุธแทน
“อย่ามาล้อเล่นกับฉัน” ลลิลเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นกระหน่ำ “คุณคิดจะใช้ฉันเป็สายสืบเพื่อทำลายทรงพล ฉันเข้าใจข้อเสนอทางธุรกิจของคุณ แต่ถ้าคุณคิดจะล้ำเส้นมากกว่านั้น...”
“ผมไม่ได้ขอให้คุณเป็แค่สายสืบ ลลิล” ภาคินขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและทรงอำนาจ นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือของเธอ สร้างความรู้สึกวาบหวามที่ลลิลพยายามต่อต้าน “ผม้าให้คุณเป็ ‘ของผม’... ทั้งหมด ร่างกาย ความคิด ความจงรักภักดี คุณต้องเดินออกมาจากเงาของทรงพล และมาอยู่ใต้ปีกของผม”
เขาปล่อยมือเธอ ก่อนจะหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมา ดึงภาพถ่ายใบหนึ่งออกมาจากซองแล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าเธอ
ลลิลก้มลงมอง ภาพถ่ายสีซีดจางนั้นทำให้ก้อนเนื้อในอกของเธอปวดหนึบ มันเป็ภาพของโกดังที่ถูกไฟไหม้จนเหลือแต่ตอตะโก แต่ที่มุมขวาล่างของภาพ มีชายสวมหมวกกันน็อกยืนกอดอกมองดูเปลวเพลิงอยู่ และที่หลังเสื้อแจ็กเก็ตของชายคนนั้น มีตราสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกไขว้... ตราของแก๊งอันธพาลรับจ้างที่ทำงานสกปรกให้ทรงพลมานับสิบปี
“นี่คือรายงานการสืบสวนฉบับจริงที่ถูกตำรวจยศใหญ่คนหนึ่งยัดเข้าเครื่องย่อยกระดาษไปเมื่อสิบห้าปีก่อน” ภาคินกระซิบ “แก๊สโซลีนไม่ได้รั่ว ลลิล พ่อแม่ของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ... พวกเขาถูกขังไว้ข้างใน แล้วราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็ ทรงพลสั่งเก็บพวกเขาเพราะพ่อของคุณรู้เห็นการฟอกเงินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ภูเก็ต”
น้ำตาร้อนๆ เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตากลมโต ลลิลกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความแค้นที่ถูกกดทับมานานนับทศวรรษปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอเคยสงสัยมาตลอด แต่การได้เห็นหลักฐานและรับรู้ความจริงจากปากคนอื่น มันตอกย้ำาแให้เหวอะหวะยิ่งกว่าเดิม
“เอาแฟ้มนั้นมาให้ฉัน” ลลิลเสียงสั่น เผยให้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เกราะน้ำแข็งเป็ครั้งแรก
ภาคินมองหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยของหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ลึกๆ แล้วเขาคือชายที่ไร้หัวใจและมองทุกคนเป็หมาก แต่เมื่อเห็นเธอกำลังเ็ปจากาแเดียวกับที่เขาเคยเผชิญ เขากลับรู้สึกถึงแรงกระตุกแปลกๆ ในอก มันไม่ใช่ความสงสาร แต่มันคือความปรารถนาที่จะและหลอมรวมความแตกสลายของเธอเข้ากับของเขา
เขาเดินอ้อมเคาน์เตอร์บาร์มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ร่างสูงใหญ่บดบังแสงไฟจนเกิดเป็เงาทาบทับร่างของลลิล
“คุณอยากได้มันมากแค่ไหน ลลิล” ภาคินลดระดับเสียงลงจนกลายเป็เสียงกระซิบ เขาขยับเข้าประชิดจนปลายเท้าชนกัน กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอทำให้สัญชาตญาณนักล่าของเขาตื่นตัวเต็มที่
ลลิลเงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตายังคงขังอยู่ในดวงตา แต่แววตาของเธอแข็งกร้าว “แลกด้วยอะไรก็ตามที่ฉันมี... ฉันจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้”
“ดี”
ฝ่ามือร้อนจัดของภาคินเอื้อมมาจับที่เอวคอดบางของเธอ ออกแรงดึงเพียงนิด ร่างของลลิลก็ถลาเข้าปะทะกับแผงอกกว้าง หญิงสาวใพยายามจะผลักเขาออก แต่เขากลับรัดเอวเธอไว้แน่นขึ้น มืออีกข้างยกขึ้นเชยคางเธอให้แหงนหน้าขึ้นสบตา
“ถ้าอย่างนั้น... พิสูจน์ให้ผมเห็นสิ ว่าคุณกล้าพอที่จะทิ้งกำแพงของคุณเพื่อแลกกับความจริง” ภาคินเลื่อนใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ “ผมไม่ทำงานกับคนที่ยังกั๊กความรู้สึกหรือสวมเกราะเข้าหาผม... ถอดเสื้อคลุมของคุณออก ลลิล”
ลลิลนิ่งขึง คำสั่งนั้นไม่ได้แฝงพลังจิต ไม่ได้มีการบังคับทางจิตเวชใดๆ มันเป็เพียงคำท้าทายจากมนุษย์คนหนึ่งถึงมนุษย์อีกคนหนึ่ง เสื้อเบลเซอร์สีดำตัวนี้คือสัญลักษณ์ของการปกป้องตัวเอง การถอดมันออกต่อหน้าผู้ชายที่อันตรายที่สุดในห้องสลัวแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเปลื้องผ้าและยอมจำนนต่ออำนาจของเขา
ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงลมหายใจที่ประสานกันอย่างหนักหน่วง สายตาของภาคินจับจ้องอยู่ที่เธอ รอคอยอย่างใจเย็น ท้าทายให้เธอเป็ฝ่ายเลือก
ฝ่ามือเล็กของลลิลที่วางอยู่บนแผงอกของเขาค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น... เธอจะยอมก้าวเข้าสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยไฟปรารถนาและอันตรายนี้เพื่อแลกกับกุญแจไขความลับในอดีต หรือจะหันหลังหนีและปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลต่อไป?
เมื่ออำนาจใช้ไม่ได้ผล เื่ราวยิ่งเข้มข้นขึ้นใช่ไหมครับ? ฝากกดหัวใจดวงน้อยๆ และคอมเมนต์เป็พลังใจให้เราด้วยนะ เพิ่มเข้าคลังไว้จะได้รู้ก่อนใครว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น