บทที่ 2 ชุมนุมใหญ่ในรอบเดือน
เด็กหนุ่มผิวเข้มผมสั้นสกินเฮดคนหนึ่งเดินชมวิวฟังเสียงนกเสียงลมตามทางไปเรื่อย ๆ อย่างสบายใจ โดยไม่ได้รีบร้อนอะไร รถเล็กรถใหญ่ขับผ่านเขาไปทีละคัน ๆ จนถึงระยะหนึ่ง เขาหยุดเดินแล้วยกมือขวาขึ้นดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือของเขา ขณะนี้เวลา 08 : 00 น. แล้ว เขาใม่านตาเบิกกว้างในทันที เพราะไม่คิดว่ามันจะสายขนาดนี้แล้ว เขาปลดกระเป๋าที่สะพายหลังมาพาดไว้ที่บ่าขวาที่หนาบึกบึนแล้วรีบวิ่งไปทันที ไม่กี่เมตรข้างหน้าเป็ทางโค้งก็มีเสียงดังแว่วมา เขาหยุดวิ่งแล้วไปหลบที่เสาไฟฟ้าเพื่อคอยแอบมองต้นเหตุของเสียง
"เฮ้ย..!! มึงใช่เด็กโรงเรียนปะเหลียนใช่มั้ย"
เขาเห็นเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมเด็กอีกคนที่อยู่ตรงกลาง เขาคิดว่าเด็กคนนั้นที่ถูกล้อมอยู่น่าจะเป็เด็กจากโรงเรียนเดียวกันกับเขา เพราะได้ยินพวกเด็กกลุ่มนั้นพูดก่อนหน้านี้ เขาก็คอยแอบฟังต่อไป เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริง
"กูฝากสิ่งนี้ไปให้ไอ้พวกแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทด้วยแล้วกัน"
พูดจบเด็กกลุ่มนั้นก็รุมกระทืบเด็กที่โชคร้ายคนนี้ทันที โดยที่มองไม่ทันเลยว่าใครเป็ใครกันบ้าง ด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มผิวเข้มร่างบึกบึนก็รีบะโออกไปเพื่อช่วยเด็กคนนั้นทันที
"เฮ้ย ๆ !!..เด็กพวกนี้มันวิวาทกันไม่เกรงใจตำรวจเลย จ่าจับพวกมันให้หมด!"
สิ้นเสียง เด็กพวกนั้นก็พากันวิ่งกระจัดกระจายกันไปหมด โดยที่ไม่ได้ดูให้ดีว่าเสียงนั้นดังมาจากไหน ปล่อยให้เด็กโชคร้ายคนนั้นล้มคุกเข่าหันรีหันขวางไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จากนั้นก็ปรากฏให้เห็นชายหน้ารูปไข่ผมเกรียนคนหนึ่งที่อยู่หลังเสาไฟฟ้า เขาเดินเข้ามาหาเด็กโชคร้ายคนนี้แล้วช่วยพยุงให้ลุกขึ้น
"เป็ไรรึเปล่า"
"ม..มะ ไม่เป็อะไรครับ แค่เจ็บนิดหน่อย" เด็กคนนั้นตอบประหม่า "ขอบคุณที่ช่วยครับ"
"รู้มั้ยว่าไอ้พวกนั้นมาจากโรงเรียนไหน" เขาถามสายตาจับจ้องไปทางที่เด็กกลุ่มนั้นวิ่งกระจัดกระจายไป
"ผมก็ไม่รู้..แต่ได้ยินพวกมันพูดว่าแก๊งดิอายรึเปล่า ก็ไม่แน่ใจ ว่าแต่...พี่นี่หน้าคุ้น ๆ นะครับเหมือนเคยเห็นที่ไหน"
"คุ้น ๆ เหรอ..ก็เราอยู่โรงเรียนเดียวกันก็ต้องเคยเห็นกันอยู่แล้ว"
เด็กคนนั้นยืนคิดนิ้วกุมคางอย่างสงสัย เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก ส่วนหนุ่มผมเกรียนพูดเอื่อยเฉื่อยตามองเหม่อตรงออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย
"ดิอาย...ดวงตาผีงั้นเหรอ”
ณ สวนตะแบกที่สงบล่มเย็นแห่งนี้ มีโต๊ะหินอ่อนวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบสามแถว ตอนนี้มีนักเรียนนั่งกันอยู่ไม่มากนัก บางคนก็วิ่งเล่น บางคนก็นั่งทำงาน บางคนก็นั่งรับประทานอาหารกระจัดกระจายกันไปแต่ละโต๊ะ กริ้นท์เดินออกมาจากอาคารสองชั้นมุ่งหน้าตรงมาที่สวนตะแบกแห่งนี้เพียงลำพัง เขากวาดตามองหาที่สงบ ก็หันไปเห็นโต๊ะตัวสุดท้ายที่ติดรั้วโรงเรียน ตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ เขาก็เลยเดินเข้าไปที่โต๊ะตัวนั้นทันที สายลมพัดมาเป็ระยะ ๆ ดูสงบเป็ที่สุด จังหวะที่เขากำลังเตรียมตัวจะลงนั่งก็มีใครคนหนึ่งเข้ามานั่งลงข้าง ๆ พร้อมกันกับเขา เป็หญิงสาวผมเป็ลอนสีน้ำตาล ใบหน้าเรียวเล็กขาวใสมีเสน่ห์ ริมฝีปากอวบอิ่มเป็สีชมพู กริ้นท์เห็นเรือนร่างของเธอบางเล็กเหมือนกันกับเขา แต่สูงกว่าไม่มากนัก เขาเงยหน้ามองเธอให้เต็มตาก็ถึงกับผงะ ใจเต้นสั่นไม่เป็จังหวะ เธอก็คือเพื่อนร่วมชั้นของเขานั่นเอง เขาจำได้ว่าตอนเข้าแถวหน้าเสาธงเธอก็มองมาแบบนี้เช่นกัน ตอนนั้นใจของเขาเต้นสั่นไม่ผิดกับตอนนี้เลย
"นั่งด้วยคนนะกริ้นท์"
"อ..อึ..อื้ม"
เธอเป็คนเดียวที่ทำให้เขาตอบตะกุกตะกักได้ขนาดนี้ ถึงกับทำให้เขานั่งนิ่งตัวแข็งทำตัวไม่ถูกเลย เธอปลดกระเป๋าสะพายหลังวางไว้บนโต๊ะแล้วรูดซิปหยิบสมุดหนังสือออกมาสองเล่มโดยไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เลย จากนั้นเธอก็เริ่มทำงานของเธอไป ส่วนกริ้นท์ก็นิ่งไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
มิ้นท์ หรือ วณิดา โชติกาล สาวน้อยสดใสเพื่อนร่วมชั้นของกริ้นท์ เธอเป็คนเดียวที่คอยห้ามปรามกริ้นท์มาโดยตลอดในหลาย ๆ เื่ เพราะเธอไม่อยากให้กริ้นท์ต้องกลายเป็เด็กเกเร เลยพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้กริ้นท์หันมาตั้งใจเรียนทุกครั้งที่มีโอกาส
"แล้วนายทำงานของอาจารย์ศรีนวลเสร็จแล้วเหรอ" เสียงนุ่มนวลของเธอถามขึ้นมา แต่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับสมุดที่เธอระเรงเขียนลงไป
"ป..เปล่า เรายังไม่ได้ทำเลย" เขาตอบแต่ศรีษะหันไปซ้ายทีขวาทีอย่างทำตัวไม่ถูก
"เอาออกมาสิ เดี๋ยวเราช่วย"
กริ้นท์รีบเปิดกระเป๋าหยิบสมุดหนังสือของเขาออกมาตามที่เธอสั่งทันที ชั่ววินาทีนั้นก็มีใครคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเกาะบ่าจนกริ้นท์ถึงกับสะดุ้งโหย่งไปในทันทีทันใด
"เฮ้...กริ้นท์ เดี๋ยวนี้กลายเป็เด็กเรียนไปแล้วเหรอ"
กริ้นท์หันไปมอง เห็นแบงค์นั่งลงข้าง ๆ เอามือโอบบ่าของเขาไว้ มีเด็กหนุ่มผมเกรียนตามมาด้วยอีกคน
"งานเข้าแล้วว่ะเพื่อน คืนนี้เปิดประชุมกันดีกว่า" เด็กหนุ่มผมเกรียนพูดพลางนั่งลงตรงข้ามกับกริ้นท์
ทันทีที่ได้ยินเด็กหนุ่มคนนี้พูด มิ้นท์วางปากกาหยุดเขียนแล้วหันมาฟังเด็กหนุ่มคนนี้พูด
"เมื่อเช้าฉันไปเจอเด็กในโรงเรียนของเราถูกทำร้าย ฉันได้ยินพวกนั้นพูดว่ามีของมาฝากให้กับพวกเราด้วย ของสิ่งนั้นฉันคิดว่าน่าจะเป็การท้ารบนั่นแหละ"
"ทำไมถึงคิดว่าเป็การท้ารบล่ะแจ็ค" กริ้นท์ถามกลับไป ดวงตามองลึกเข้าไปในใจของเพื่อน
แจ็ค หรือ สิทธิชาติ วิจิตรกุล นักเรียนชั้นปีที่ 5 ห้อง 3 เป็หนึ่งในผู้ก่อตั้งแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทด้วยเช่นกัน เขาเป็คนที่ถึงไหนถึงกัน ไม่ว่าเพื่อนจะประสบปัญหามากมายแค่ไหนก็ตาม ก็มักจะมีเขาร่วมทุกข์ร่วมโศกอยู่ด้วยตลอด ไม่เคยขาด
แจ็คปลดกระเป๋ามาวางไว้ข้างตัวแล้วอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟัง "ก็สิ่งที่พวกนั้นฝากมามันไม่ใช่สิ่งของน่ะสิ แต่เป็ความสะบักสะบอมของเด็กคนนั้นไง ถ้าไม่ใช่การท้ารบแล้วจะเป็อะไรไปได้"
"มันก็จริงของนาย...ถ้าเป็อย่างนั้นมันก็เท่ากับหยามพวกเรามากเลยนะกริ้นท์" แบงค์เสริมมา สีหน้ายังคงยิ้มแย้มเหมือนไม่จริงจังอะไรมากนัก แต่กริ้นท์กลับต่างออกไป สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก คิ้วขมวดชนกันอย่างลำบากใจ
"ฉันว่าคืนนี้เราควรเปิดประชุมกันก่อนดีกว่านะ ลองถามความเห็นพวกเขาดู และนายไม่ต้องลำบากใจในการตัดสินใจเพียงคนเดียวด้วย" แจ็คเสนอขึ้นมา กริ้นท์เตรียมอ้าปากกำลังจะตอบกลับไป แต่ถูกมิวขัดขึ้นมาก่อนว่า
"หยุดเอากริ้นท์ไปเกี่ยวข้องเดี๋ยวนี้นะ!! พวกนายกำลังจะพากันไปตีอีกแล้วล่ะสิ เลิกเป็คนเกเรสักทีเถอะ กริ้นท์ก็กำลังจะกลับตัวมาตั้งใจเรียนอยู่แล้ว พวกนายอย่าพาเขาลงเหวอีกเลย"
ทุกคนเห็นความจริงจังของเธอเลยไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป มันก็จริงของเธอ พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มันเป็เื่ที่ไม่ดี แต่อุดมการณ์ของพวกเขามันค้ำคออยู่ จะให้เลิกทันทีคงไม่ได้ กริ้นท์ไม่อยากให้เธอต้องมายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ด้วย เขาเลยพยักหน้ากับเพื่อนทั้งสองไป พวกเขาเข้าใจได้ในทันทีเลยเลิกพูดถึงเื่นี้อีก
โรงเรียนช่างแห่งหนึ่งที่อยู่ในอำเภอปะเหลียน ซึ่งเป็โรงเรียนที่มักมีปัญหากับโรงเรียนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียงเป็ประจำ แต่ด้วยที่มีจำนวนนักเรียนมากกว่าโรงเรียนอื่น จึงได้เปรียบในการต่อสู้มากที่สุด ชื่อเสียงของโรงเรียนนี้เลยดังกระฉ่อนไปทั่วจังหวัด
ณ ห้องน้ำชาย บัดนี้มีนักเรียนรวมตัวกันเกือบยี่สิบคน ทุกคนสวมเสื้อช็อปช่างยนต์สีดำเหมือน ๆ กัน แต่ก็มีบางคนที่มาจากแผนกอื่นอยู่บ้างไม่กี่คน เด็กหนุ่มตัวสูงยาวหน้าเป็กระหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อช็อปซองนึง แล้วฉีกซองหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ
"มึงคิดว่าพวกแม่งจะมาเอาพวกกูคืนมั้ย..." เขาพูดขึ้นมาหลังดึงควันเข้าปอดแล้วปล่อยออก
"กูว่าพวกแม่งคงไม่กล้าหรอก" ชายหน้าเหลี่ยมผิวดำรับซองบุหรี่ต่อจากเพื่อนมาแจกจ่ายแล้วตอบกลับไป "ชื่อเสียงแก๊งพวกเราก็ดังใช่ย่อยนะ"
"แต่พวกนั้นก็ไม่ธรรมดานะ ยิ่งหัวหน้าหน่วยทั้งสี่คนสู้กับคนเป็สิบ ๆ คนสบายเลย ฉันว่าอย่ามองข้ามพวกมันดีกว่า" ชายตัวเล็กผิวขาวหน้าหล่อที่สุดในแก๊งค้านมา
"มึงกลัวเหรอทิม!!" เสียงดุดันของชายร่างหนาผิวดำคล้ำดังมา ทำเอาทุกคนที่อยู่บริเวณนี้สะดุ้งไปตาม ๆ กัน "ถ้ามึงกลัว..มึงก็ออกจากแก๊งดิอายไป!"
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านขวามือของชายร่างหนาหยิบบุหรี่ไปให้มวลนึง ส่วนคนที่อยู่ซ้ายมือก็หยิบไฟแช็คขึ้นมาจุดไฟให้กับเขา
ทิม เด็กหนุ่มหน้าหล่อกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ ตามองดูชายร่างหนาขึ้นไปนั่งบนโต๊ะเก่า ๆ ที่วางทับซ้อนกัน จากนั้นเขาก็พูดออกไป "กูไม่ได้กลัว...แต่กูอยากให้พวกเราพึงระวังพวกนั้นเอาไว้ อย่าประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป ไม่งั้นภัยมันจะย้อนกลับสู่พวกเราเอง"
"ฮ่า ฮ่า..ๆ ภัยจะย้อนกลับเหรอ...กูอยู่ที่นี่มาสิบปีไม่เคยเห็นเด็กโรงเรียนปะเหลียนวิทยาคมเอาชนะโรงเรียนของเราเลยสักครั้งนึง กูว่ามึงประเมินพวกนั้นสูงไปมั้ง...ทิม"
แดง เป็นักเรียนช่างยนต์ปี 2 ของโรงเรียนแห่งนี้ เขาเรียนอยู่ 10 ปีเต็ม แต่ไม่จบเลยสักปี เพราะมัวแต่เกเรไม่ยอมเข้าเรียน เอาแต่หาเื่ทะเลาะวิวาทกับโรงเรียนอื่นไปวัน ๆ เขาเป็คนตัวใหญ่ร่างหนาเถอะ เสียงดุดันจนผู้คนกลัวในลักษณะเช่นนี้ของเขา ทำให้มีเด็กรุ่นน้องหลายคนขอเข้าแก๊งเพราะคิดว่าแดงจะปกป้องพวกเขาได้
"ก็แล้วแต่มึงแล้วกันแดง..ก็มึงเป็หัวหน้าหนิ" ทิมพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคิดว่าแก๊งนี้คงจบลงแล้ว คงจบเพราะรุ่นนี้นี่แหละ ในเมื่อเตือนแล้วไม่มีใครฟังกัน ก็ปล่อยให้เป็ไปตามกรรมแล้วกัน
แดงดีดท้ายบุหรี่ผ่านหน้าเด็กหนุ่มบอดีการ์ดของเขา แล้วแสยะยิ้มหันไปมองหน้าคนที่เพิ่งพูดอย่างไร้เยื่อใย "กูเห็นว่ามึงเป็เพื่อนของกูนะ..ถ้าเป็คนอื่นกูไล่ออกแม่งไปแล้ว! มึงยังมีประโยชน์กับกูอยู่ กูจะถือว่ามึงไม่เคยพูดเื่นี้แล้วกัน"
"มีประโยชน์เหรอ...! มันคิดกับเราเป็แค่ตัวทำประโยชน์ให้กับมันแค่นั้นเหรอ ฮ่า ฮ่า..ๆ น่าสมเพชชะมัด! เรามายืนอยู่ผิดที่ซะแล้ว เราไม่น่าเอาชีวิตมาแขวนไว้บนเส้นด้ายกับคนพันนี้เลย โง่ชะมัด...ฮ่า ฮ่า ๆ" ทิมยืนคอตกบ่นพึมพำอยู่ในใจอย่างเปล่าเปลี่ยว ท้อใจกับชีวิตที่เลือกเดินผิดทาง
แดงกับพรรคพวกหัวเราะเฮฮากันอย่างมีความสุข บางคนเสพยา ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ โดยไม่สนว่าพวกเขายังอยู่ในรั้วโรงเรียน ซึ่งเป็สิ่งที่ต้องห้ามมากที่สุดเลยก็ตาม
บนถนนที่มืดมิดมีแสงไฟอยู่แค่ไม่กี่ดวง ครู่หนึ่งก็มีแสงไฟของรถกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้าใกล้มาทีละนิด ๆ แล้วเลี้ยวเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็สถานศึกษาของเมืองปะเหลียน รถทุกคันขับเรียงไปเป็แถวเวียนรอบสนามหนึ่งรอบแล้วขับมาจอดเรียงกันเป็แถวหน้ากระดานข้างโรงยิม พวกเขาทุกคนลงจากรถแล้วเดินไปยืนรวมกันตรงหน้าของเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือ ธี น้องชายของกริ้นท์นั่นเอง ไม่นานก็มีเด็กหนุ่มอีกสามคนเดินเข้ามาสมทบตรงจุดที่ธีกับเพื่อนอีกคนเว้นที่ว่างเอาไว้ให้ ทั้งสามคนคือ กริ้นท์ แบงค์ และแจ็คนั้นเอง แบงค์ที่ยืนอยู่ขวามือของกริ้นท์หันไปทักทายเพื่อนอีกคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
"หวัดดีท็อป.."
"หวัดดี...แบงค์"
เด็กหนุ่มคนนั้นทักทายกลับทันที เขาเป็เด็กหนุ่มผิวเข้มหุ่นล่ำบึ๊ก แต่ไม่สูงมาก เขาสูงพอ ๆ กับแจ็ค แต่เทียบกันแล้วแจ็คมีหุ่นที่บึกบึนกว่า หน้าคมเข้มของเขาดูหล่อแบบเซอร์ ๆ ตามสไตล์ของเขาเอง เรียกได้ว่าหล่อพอ ๆ กับแบงค์เลยก็ว่าได้ เพียงแต่เป็คนละสไตล์กัน
"สวัสดีพี่น้องที่รักยิ่งทุก ๆ คน!!" กริ้นท์ะโเสียงดังกึกก้อง "ทุกคนอาจสงสัยว่าทำไมเราถึงนัดประชุมกันในวันนี้"
"มาถึงนานแล้วเหรอ" แจ็คกระซิบถามธีระหว่างที่กริ้นท์กำลังปราศรัยอยู่
"ก็สักพักแล้วแหละ"
"เมื่อเช้านี้พี่น้องของเราคนหนึ่งถูกทำร้าย โดยแก๊งดิอาย! หรือ...ดวงตาผีนั่นเอง" กริ้นท์ปราศรัยอย่างเข้มข้น "พวกมันทำร้ายไม่พอ หนำซ้ำยังท้าทายพวกเราอีก แบบนี้พวกเราจะยอมได้มั้ย!!"
เสียงเฮลั่นของทุกคนดังไปทั่วโรงเรียนตามคำพูดของกริ้นท์ผู้เป็หัวหน้าทุก ๆ คำ เมื่อกริ้นท์ปราศรัยมาจนถึงจุดนึง แจ็คก็หันหลังไปพยักหน้าให้ใครคนหนึ่งที่แอบอยู่ข้างโรงยิมให้เดินเข้ามา
"นี่คือคนโชคร้ายที่ถูกเ้าพวกนั้นทำร้าย ดูสิ! ดูสิ่งที่พวกมันทำกับพี่น้องของเราสิ"
เด็กคนนั้นเดินเข้ามาอย่างประหม่า หันรีหันขวางอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตามเนื้อตามตัวมีแต่รอยฟกช้ำไปทั่วร่างกาย แจ็คกอดคอเด็กหนุ่มคนนั้นให้มายืนข้าง ๆ ธีขยับตัวนิดนึงเพื่อให้เด็กคนนั้นเข้ามาได้
"พวกมันมีกันเป็สิบคน แต่กลับรุมทำร้ายเขาแค่คนเดียว ทุกคนคิดว่ามันเกินไปรึเปล่า!!" แจ็คะโออกไปเสียงดัง "เหตุผลที่พวกมันทำก็แค่อยากลองดีกับพวกเรา ถ้าพวกมันอยากสู้กับพวกเรา ทำไมไม่มาท้ารบกันตรง ๆ เลย มาทำพี่น้องเราทำไม!!"
เสียงเฮลั่นดังสนั่นไม่หยุด ดุเดือดทุกการปราศรัยในค่ำคืนนี้ เด็กคนที่เป็ต้นเหตุยืนกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ข้างแจ็ค เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมมองใครเลย คงเพราะเขาเพิ่งเคยมายืนอยู่ในที่แบบนี้เป็ครั้งแรก เลยทำตัวไม่ถูก อีกทั้งทุกคนในที่นี้เป็นักเลงหัวโจกกันทุกคน ไม่แปลกที่เขาจะต้องกลัว
"ทุกคนคิดว่ายังไง..เราควรไปเอาคืนให้พี่น้องของเรามั้ย!" แบงค์ะโออกไปอีกคน "หรือใครคิดว่าไม่ควร ก็ลองชี้แจงให้ฟังหน่อย!"
ครั้งนี้ไม่มีใครเฮดังออกมาเลย กริ้นท์เลยสรุปการชุมนุมในครั้งนี้ "งั้นพรุ่งนี้เราไปเอาคืนกัน!!"
เสียงเฮลั่นดังมาอีกครั้ง ครั้งนี้ดังที่สุดเพราะถือเป็การปิดชุมนุมในครั้งนี้ด้วย นี่คือการประชุมใหญ่ในรอบเดือน หลังจากที่ไม่ได้มาประชุมกันเดือนนึงเต็ม ๆ น้อยครั้งมากที่พวกเปิดชุมนุมกันแบบนี้ นอกจากมีปัญหาอะไรสักอย่างถึงจะมารวมตัวกัน
••••• ะุเงิน •••••