ตอนที่ 5 มรสุม
ความหิวโหยที่ก่อตัวจนสะสมมัน กำลังรุกเร้าผมอย่างหนักหน่วงมันโจมตีกระเพาะของผมอย่างเอาแต่ใจ จนตัวผมต้องพยายามอีกครั้ง พยายามปลุกเพื่อนใหม่ทั้งสองให้ลุกตื่นขึ้นมา เพื่อที่ตัวผมเองก็จะได้ทานข้าวพร้อมๆ กันกับพวกเขาด้วย
เด็กชายหัวเกรียนนัตย์ตาดำขลับเขาลืมตาโพรง เหมือนรู้สึกใที่อยู่ๆ ก็เห็นผมปรากฎอยู่ตรงหน้า แต่พอไม่ทันไร เด็กชายผู้ซึ่งตื่นใหม่ เขาก็ผลักผมจนกระเซ็นต์ไปหลายโยชน์ เด็กชายพยายามลูบคลำพื้น และสิ่งของรอบๆ ตัวของเขา ประหนึ่งว่าเหมือนกำลังสำรวจบางสิ่งบางอย่างอยู่ ผมได้แต่มองเขา อยู่ในระยะไกล จนผมเองเริ่มมั่นใจแล้วว่า เด็กชายนั้น ท่าทางเขาจะมีอะไรบางอย่างเหมือนๆ กันกับผม จนในที่สุด สิ่งที่ผมคิดอยู่ในหัว มันก็ชัดเจนขึ้นเป็คำตอบ
“ที่นี้ที่ไหน ที่นี้ที่ไหน??”
น้ำเสียงตื่นตระหนกปนความใ กับสถานที่แปลกใหม่
“อือ อือ อือ ...........”
ผมพูดไม่ได้ ก็ผมเป็ใบ้ ตอนนี้ผมรู้สึกหัวเสียมาก รำคาญตัวเองก็อีกด้วย ผมจะคุยกับเด็กชายตรงหน้านี้ยังไงดี เราถึงจะเข้าใจกัน ผมจึงตัดสินใจ ขยับไปหาเขา จนระยะใกล้พอจะถึงตัวของเด็กชายพอดี
“ทำไม ฉันถาม ไม่ตอบ ไม่ได้ยินหรอ คนถาม เป็ใบ้หรือไง??”
เด็กชายทวนคำถามอีกรอบ ด้วยความฉุนบนความเกรี้ยวกราดในน้ำเสียง
เมื่อมีคนถามแต่กลับไร้วี่แววเสียงตอบรับของคำถาม ดุจมันไร้ค่าดั่งสายลมแค่พัดผ่านเท่านั้น
ผมถึงกับหยุดชะงักชั่วคราวเมื่อได้ยินคำถาม เมื่อกี้ ผมอยากตอบกลับไปเหลือเกิน จนใจจะขาดดิ้น ถ้าไม่ติดที่ผม ผม ผม ก็ผมเป็ใบ้ผมพูดไม่ได้ ผมจึงยกมือสองข้างของตัวเองขึ้นมาทำท่าทางประกอบ แทนคำตอบ ผมนั่งอยู่ตรงหน้าของเด็กชายเพียงแค่เอื้อมมือเดียว เด็กชายเอามือของเขามาััจับมือของผม เหมือนตัวของเขาเองก็เริ่มจะรู้แล้วว่า ผมพูดไม่ได้
“นายเป็ใบ้ หรือ?”
น้ำเสียงที่แข็งกร้าน เริ่มเบานุ่มลง
ผมได้แต่พยักหน้า ตอบรับ งึกๆ ๆ
“ฉันตาบอด ฉันก็มองไม่เห็นเหมือนกัน”
เด็กชายเลือกที่จะพูดออกมาเอง โดยที่ตัวผมก็ไม่เอ่ยถามอะไรเขาเลย
“พวกนายทำอะไรกันนะ?”
เสียงแหลมปิ๊ดดังแทรกขึ้นจนผมสะดุ้งโหยงเพราะใกับเ้าของเสียงแหลมๆ นี้
“เธอเป็ใคร?” เด็กชายตาบอดเอ่ยถามขึ้นก่อน
“ฉันชื่อ โฟกัส อยู่หมู่บ้านท้ายเกาะ พวกนาย นาย นาย ก็อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับฉัน นิ ฉันจำพวกนายได้”
เด็กหญิงชี้นิ้วตราหน้าเด็กชายทั้งสองเหมือนรู้จักและจำพวกเขาทั้งสองคนได้ว่าเป็คนในหมู่บ้านเดียวกันกับเธอ
“ข้าว ข้าว อาหาร อาหาร”
เด็กหญิงตาโต เมื่อสายตาคู่นั้นประจวบจดจ้องมองที่ถาดอะลูมิเนียม ที่อยู่ข้างๆ ในถาดนั้นอัดแน่นบรรจุด้วยข้าว ปลา อาหาร เอาไว้ สำหรับอิ่มได้ 1 คาบ แบบอยู่ท้อง
“กิน กิน ก่อน ค่อยคุยกัน”
เด็กหญิงจับถาดอาหารยื่นมาให้เด็กชายทั้งสอง ส่วนเธอนั้นก็ตักข้าวเข้าปากคำโต พร้อมเคี้ยว ตุ๋ยๆ จนแก้มป่องๆ นั้นขยับไปมา ไม่ทันไร ข้าวที่เคี้ยวในปากไม่ทันจะได้ละเอียดดีนัก ก็มี บางสิ่งเกิดขึ้น
เสียงโห่ร้อง ดังลั่น สนั่นหวั่นไหว อึกกะทึก ครึกโครม ตึงตัง! เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ กระทบแผ่นไม้อัดแน่น ทั้งเดิน กึ่งจะวิ่ง จากน้ำหนักของฝีเท้านั้นได้ยินและเดาคาดคะเนได้ไม่ยาก เสียงมันดัง ทึม ทึม สถานการณ์ข้างนอกดูวุ่นวาย จราละวัน แม้นไม่ได้ออกไปยืนัับรรยากาศข้างนอก ก็สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เสียงนั้น มันทะลุผ่านกำแพงหนาทึบหลายสิบเมตรเข้ามา จนผมได้ยินชัดเต็มสองหู แม้นผมจะพูดไม่ได้เป็ใบ้แต่เกิด แต่ประสาทััการรับรู้ ผมยังดี เป็ปกติ แล้วอยู่ๆ ร่างกายของผมก็เหมือนโดนควบคุม ร่างกายของผมเอนเอียง เหวี่ยงซ้ายที เหวี่ยงขวาที ตามแรงโยกเยก โคลงเคลงของเรือ ทั้งหัว และตัว เอนไปมาดั่ง คนไร้กระดูก ดุจปลายไผ่เขียวที่เอนเอียงโค้งค้อมปลายลงดินตามกระแสลมพัดผ่าน ผมหายใจไม่ออก มันขัดฝืน ติดขัด ลมหายใจยังไหลเวียนไม่ทันถึงปลายจมูกเสียด้วยซ้ำ อาการคล้ายโดนคนบีบคอ และตามมาด้วยเสียงสะอึก อึกอัก เล็ดรอดออกมา ถี่ ยิบ และไม่นานร่างของผมก็กระแทกอย่างจังเข้ากับผนังห้องสี่เหลี่ยมที่ขั้นกลางระหว่างข้างนอกและข้างในนั้นเอาไว้ และตอนนี้มันก็ถูกล็อคจากคนข้างนอกอย่างแ่า
ลูกกระตาผมลุกโพรง ประดุจดั่งมันจะกระเด็น กระเด้งออกมา จากเบ้า ภาพตรงหน้านั้นฝั่งลึกติดตา เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว ข้าวสวยเม็ดงาม ขาวผ่อง อวบอิ่ม ะโออกจากถาดอะลูมิเนียม เทสาดลงกระจายว่านเต็มพื้น ความหิวมันทำให้ผมรู้สึกเสียดายกับข้าว อาหารมื้อแรกอันโอซะ ของพวกเรา หลังจากที่ไม่มีข้าวตกถึงท้องมาหลายวัน และแล้วสิ่งที่ผมจำเป็ต้องทำก็คือตัดใจจากมันซะ เหมือนขวดแก้วที่โดนเหยียบอย่างไร้ความปราณี และแล้วก็มีเสียงดัง ทึม ทึม อยู่หน้าประตู พวกเราทั้งสามคน หันไปมองตามเสียงนั้นพร้อมกัน ประดุจนัดหมายกันเอาไว้
“เ้าหนู พายุเข้า มรสุมลูกใหญ่กำลังมา พากัน หาที่ปลอดภัยซ่อนตัวก่อนเร็ว มอบ มอบลงพื้น หาที่เกาะเอาไว้ เอานี่!! เผื่อฉุกเฉินต้องใช้”
พี่ทหารใจดี โยนเสื้อชูชีพทิ้งไว้ให้พวกเราทั้งสามคน แล้วตัวพี่เขาก็รีบวิ่งจ้ำ ออกไปอย่างเร็วพลัน โดยไม่ได้สนใจการล็อคประตูเสียด้วย
ความจริงแล้ว เ้าตัวช่วยนี่ ไม่จำเป็ต้องใช้ก็ได้ เพราะผมว่ายน้ำได้สบายป๋ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็ชีวิตของผมเติบโตมากับมหาสมุทรและผืนทะเลไม่สิ้นสุดนี้ ลืมตาขึ้นมาผมก็สำรอกออกมาเป็น้ำทะเล เมื่อผมถูกฝึกให้ว่ายน้ำั้แ่เด็กๆ และเคยเกือบตายเพราะโดนพ่อปล่อยทิ้ง ลอยแพ เพราะการฝึกว่ายน้ำ หรรโหดนี้อยู่หลายครา ผมกับมันจึงสนิทชิดเชื้อกับเ้ามหาสมุทรนี่นัก และมันเป็เื่กล้วยๆมากสำหรับตัวผม
แต่ผมลืมไปว่ายังมีเพื่อนอีก 2 คนที่พวกเขาอาจจะไม่ว่ายน้ำไม่เป็เหมือนผม ทั้งเด็กชายหัวเกรียน ที่เขาบอกว่าเขาตาบอด กับเด็กหญิงนั้น
อาการข้างนอกเริ่มไม่ดี เมื่อเรือมันเซซัดไปมา ไปมาตามแรงกระแทกของการปะทะกับคลื่นมรสุม ผืนน้ำสีครามอมน้ำเงินหมุนวนจนเป็เกลียว ทั้งแรงลม ทั้งพายุ ประกอบกัน ทุกอย่างเหมือนดั่งโดนลิขิต และแล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ติดตามตอนหน้าจ้า
เราจะอยู่กันในโลกจินตนาการและสุดท้ายนี้
รู้สึกอย่างไร เอามาแชร์กัน