มือกร้านยกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองพลันนั้นบางสิ่งบางอย่างก็ดังกัมปนาทอยู่ภายในหัวของเขาเขาตายไปแล้วสินะและตอนนี้ก็มาอยู่ในร่างของคนอื่นที่เพิ่งิญญาหลุดลอยออกจากร่าง
สายตาคมกล้ามองไปยังจุดหนึ่งบนมุมห้องที่สลัวรางเขาเห็นร่างของใครบางคนส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้เขา แต่ไม่นานร่างนั้นก็เลือนหายไป
และความทรงจำของเ้าของร่างเดิมก็ไหล่บ่าเข้ามาสู่ห้วงมโนสำนึกของเขาชายหนุ่มได้แต่ข่มกลั้นทุกๆความรู้สึกที่ประเดประดังเข้ามา
“ผมจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีสหายโจวซิงเฉิง”มือของเขากำแน่นประทับเอาไว้ที่ตำแหน่งหัวใจไม่ต่างจากการให้คำมั่นสัญญากับเ้าของร่างนี้
ไม่น่าเชื่อเลยว่าเหมือนเขาจะได้ย้อนวันเวลาแห่งความยากลำบากของชีวิตอีกครั้ง
โจวซิงเฉิงจากโลกยุคปัจจุบันนั้นเป็เด็กน้อยกำพร้าพ่อแม่อยู่กับปู่และย่าที่หมู่บ้านชนบทอันห่างไกลจากเมืองใหญ่และความเจริญแต่เขามีเืนักสู้ของพ่อและแม่อยู่เปี่ยมล้นจึงสามารถสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาได้ด้วยสองมือของตัวเอง
จากความทรงจำของเ้าของร่างคืนนี้ก็คือคืนข้ามปีและตอนนี้มันน่าจะเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของปี 1969 แล้วเมื่อคิดถึงว่าโจวซิงเฉิงคนนี้นอกจากจะขาซ้ายพิการอย่างยากจะรักษาให้หายแล้วเขายังถูกตัดความสัมพันธ์จากบ้านพ่อแม่ตระกูลโจวของเขา
นั่นก็เพราะเขาเป็ตัวถ่วงเป็ตัวภาระถ้าต้องมาคอยเลี้ยงดูคนพิการไร้ประโยชน์เช่นเขา ทุกคนก็จะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นไม่มีใครอยากเหนื่อยเพิ่มและไม่มีใครอยากจะแบ่งอาหารให้เขากิน
ทางออกเดียวก็คือการตัดความสัมพันธ์กับเขาและขับไล่ไสส่งเขาออกจากบ้านในสภาพที่น่าสมเพชน่าเวทนาที่สุดและบ้านหลังเล็กผุๆพังๆท้ายหมู่บ้านก็คือสถานที่ที่เขาจะใช้ชีวิตโจวซิงเฉิงคนเดิมก็ช่างกตัญญูจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตจริงๆ
คนพวกนั้นคงลืมไปแล้วว่าเงินหกร้อยหยวนที่พวกเขาได้ไปนั้นมันได้สร้างบ้านให้พี่ชายทั้งสองจนกลายเป็บ้านอิฐหลังใหญ่โตแม้แต่น้องสาวที่ยังไม่แต่งงานก็ยังได้รับแบ่งเงินส่วนนี้เพิ่มเข้าไปเป็สินเดิมเ้าสาว
โจวซิงเฉิงเมื่อทบทวนเื่ราวแล้วชายหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกรันทดเท่าใดนักเพราะพิการขาแค่นี้ไม่ทำให้เขาย่อท้อต่อชีวิตไปได้หรอกแม้ยุคนี้จะอยู่ใน่ของการปฏิวัติวัฒนธรรมก็ตาม
ชายหนุ่มที่ถูกลดอายุลงมาเหลือเพียงยี่สิบปีเท่านั้นควานหาตะบันไฟจากความทรงจำของเ้าของเดิมมาจุดเทียนไขเพื่อให้แสงสว่างเขาใช้ผ้าห่มผืนบางห่อตัวแล้วก็ลากสังขารของตัวเองมาจนถึงขอบเตียงระหว่างนี้สีหน้าของเขาเริ่มเหยเกเพราะความหนาวมันทำให้เขาหนาวเข้าไปถึงกระดูกทั้งยังมีาแตามร่างกายบางส่วนที่ไม่ได้รับการรักษาที่ดีอีกด้วย มันกำลังส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเขา
จนในที่สุดก็หย่อนขาทั้งสองข้างลงข้างเตียงได้ไม้เท้าค้ำยันรักแร้ถูกหยิบมาใช้งานจากนั้นก็ค่อยๆถ่ายเทน้ำหนักเพื่อก้าวลงจากเตียงนอนอาจจะทุลักทุเลอยู่บ้างแต่การได้มีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้งมันทำให้โจวซิงเฉิงไม่ได้รู้สึกกดดันหรือรันทดกับชีวิตเท่าไหร่นัก
ชายหนุ่มเดินไปที่ห้องน้ำหลังบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมจัดการธุระส่วนตัวแล้วก็เดินกลับมาที่ห้องอีกครั้งสภาพของเขาในตอนนี้หนาวสั่นไปทั้งตัว มองหาฟืนก็เจอฟืนกองเล็กอยู่มุมห้อง
เขานอนไม่หลับแล้ว จึงได้เดินไปเปิดช่องเล็กๆด้านล่างของเตียงเตาเติมฟืนเข้าไปรอจนเชื้อไฟปะทุและเริ่มลามเลียท่อนฟืนแห้งกลายเป็กองเพลิงที่คุโชน เขาจึงได้ปิดช่องเล็กๆนั้นแล้วก็พยุงตัวขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียงเตา
ความอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากพื้นเตียงเตาสีหน้าของชายหนุ่มเริ่มมีสีเืกลับมาอีกครั้งมือของเขาก็กระชับผ้าห่มผืนบางที่ห่อร่างให้แน่นขึ้น เพราะไม่มีผ้าห่มอื่นอีกแล้วนั่นเอง
“อีกนานหลายปีกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง”ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง ถึงตอนนั้นเขาก็น่าจะมีอายุยี่สิบแปดปี
คิดมาถึงตรงนี้แล้วใบหน้าของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
“จางจิ้งผู้หญิงคนนั้นป่านนี้ก็คงจะมีความสุขกับสามีของเธอไปแล้วสินะ”เื่นี้ทำให้โจวซิงเฉิงโล่งอกไปหนึ่งเปลาะเพราะเขาไม่ชอบการจับคู่ในลักษณะนี้เท่าไหร่เขาเจอหน้าจางจิ้งในตอนดูตัวกันเท่านั้นจากนั้นก็เป็เื่ของผู้ใหญ่ทั้งหมดที่จัดการมอบของหมั้นให้แก่กันและกันเก็บไว้
ตอนที่ตระกูลจางขอถอนหมั้นนั้นยังดีที่ไม่หน้าหนาไปมากกว่าที่เป็อยู่พวกเขาส่งของหมั้นคืนมาพร้อมกับค่าปรับแต่ผลประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้ตกมาถึงคนขาพิการอย่างเขาเป็พี่ใหญ่กับพี่รองที่ได้ไป ก็นับว่าดีแล้วล่ะที่ทางนั้นรีบแต่งงานมีสามีไปอย่างรวดเร็วเขามีไทป์ที่เขาชอบอย่างชัดเจนอยู่แล้วหวังว่าสักวันจะเจอคนที่เหมือนกับเธอคนนั้นที่อยู่ในใจเขามาตลอด
คิดไปคิดมาก็มองสำรวจไปรอบห้องนอนเล็กของบ้านดินที่แสนเก่าและทรุดโทรมนี้ที่นี่คือหมู่บ้านหนิงสุ่ยเป็หมู่บ้านในเขตชนบทของมณฑลทางภาคเหนือของประเทศฤดูหนาวนั้นไม่ต้องเอ่ยถึงเลยโจวซิงเฉิงคนเดิมอยู่ที่นี่มาได้หลายเดือนชายหนุ่มก็ต้องขอคารวะเขาแล้วที่มีใจนักสู้ถึงเพียงนี้
รอยยิ้มเศร้าๆที่เห็นนั้นยังคงติดตาของเขาชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าอย่างเย้ยหยันซึ่งไม่รู้ว่าเขานั้นเย้ยหยันให้กับตัวเองหรือว่าเ้าของร่างเดิมที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับเขา
บนโลกนี้สัจธรรมที่เขารู้ซึ้งและเข้าถึงมันได้ดีที่สุดก็คือถ้าแข็งแกร่งไม่พอก็ไม่อาจเรียกร้องหาความยุติธรรมจากผู้ใดได้
คิดไปได้สักพักก็มองขึ้นไปบนหลังคาก็เห็นว่ามีรูโหว่หลายแห่งที่น่าหวั่นใจไม่รู้ว่าผ่าน่ที่หิมะตกหนักมาได้อย่างไรโดยที่ไม่ถล่มลงมาทับคนตายเสียก่อน
“โจวซิงเฉิงหนอโจวซิงเฉิง นายน่าจะเก็บเงินเอาไว้กับตัวสักหน่อยไม่น่ามอบเงินให้หมาป่าตาขาวพวกนั้นไปจนหมดเลย”ว่าพลางก็คลำลงไปบนกระเป๋าอกเสื้อนวมตัวเก่าคร่ำคร่าที่ไม่ได้มอบความอบอุ่นให้แก่ร่างกายสักนิดในกระเป๋ามีเงินอยู่เพียงแค่สามหยวนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่คนตระกูลโจวที่มอบให้มาแต่กลับเป็สหายรักทั้งสองคนในหมู่บ้านที่มอบมันให้แก่เขาพวกเขาช่วยได้แค่นี้ถือว่าสุดยอดของมิตรภาพแล้วเพราะพวกเขาเองก็อัตคัดขัดสนเหมือนกัน
เสียงประทัดในหมู่บ้านเงียบไปนานแล้วแต่ชายหนุ่มยังคงไม่อาจข่มตาให้หลับได้ เพราะเขามีเื่ให้คิดมากมายนั่นเอง
จนกระทั่งยามเช้าของวันใหม่มาเยือนจึงได้เปลี่ยนอิริยาบถใช้ไม้เท้าค้ำยันพาตัวเองเดินไปที่ห้องครัวเล็กที่แทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากฟืนกองเล็กหนึ่งกองและก็ผักตากแห้งที่ถูกแขวนเอาไว้กับราวไม้ข้างฝาผนัง
แม้จะเข้าใกล้ฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่เมื่อมองน้ำที่อยู่ในถังไม้เก่าชายหนุ่มก็ต้องถอนใจ เพราะมันเกือบจะกลายเป็น้ำแข็งไปจนหมดแล้ว
เขาจุดไฟในเตาดินเผาขนาดเล็กอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงได้ยกหม้อดินเผาขึ้นตั้งตักน้ำที่เกือบจะเป็น้ำแข็งเติมลงในหม้อแล้วก็รอให้มันละลาย
ในความเคยชินของเขาทำให้คิดว่ากำลังจะต้มน้ำเพื่อชงชาดื่มแต่เมื่อคิดว่าตอนนี้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งก็ดีแค่ไหนแล้วจึงได้ลุกขึ้นลากสังขารไปนำเอาผักแห้งที่แขวนอยู่ข้างฝาผนังลงมาเพื่อจะทำซุปผักกินประทังชีวิต
เมื่อได้ผักตากแห้งมาแล้วก็ต้องล้างน้ำที่เกือบจะกลายเป็น้ำแข็งชายหนุ่มทำมันด้วยความอดทน จากนั้นก็นำลงไปในหม้อที่กำลังเดือดเครื่องปรุงที่มีก็มีแค่เพียงเกลือและซีอิ๊วเพียงน้อยนิดเท่านั้น
เงินสามหยวนที่มีอยู่ในกระเป๋านี้สามารถซื้ออะไรได้บ้างนะไม่นานแววตาของโจวซิงเฉิงก็เป็ประกายเพราะเขาจำได้ว่าเ้าของร่างเดิมมอบแค่เงินให้กับคนตระกูลโจวและยังมีคูปองอีกหลายสิบใบอยู่ในช่องลับกระเป๋าเป้ทหารของเขา
มันเป็ของที่ติดตัวเขาก่อนจะถูกโยนออกมาจากบ้านตระกูลโจวส่วนเสื้อผ้าหรือแม้แต่เสื้อโค้ททหารนั้นถูกขโมยไปจนหมดแล้วจะเป็ใครไปได้ล่ะนอกจากพี่ชายทั้งสองคนของร่างนี้
ดีแล้วล่ะต่อจากนี้ถ้ายังมาตามตอแยเขาอีกเขาจะใช้ไม้เท้านี่แหละหวดคนพวกนั้นให้ขาหักไปเลย คิดแล้วมุมปากของชายหนุ่มก็ยกยิ้มอย่างพอใจเอาเช่นนี้แหละตาต่อตาฟันต่อฟันกันไปเลย
หลังจากที่กินซุปผักแล้วร่างกายก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเล็กน้อยก็ฉวยเอาถังไม้ติดมือออกจากตัวบ้านดินเดินไปที่คลองน้ำหลังบ้านเพื่อจะได้ตักน้ำมาเทให้เต็มอ่างข้างห้องครัว
แม้จะทุลักทุเลและทรมานร่างกายไปบ้างแต่ชายหนุ่มก็สามารถตักน้ำจนเต็มบ่อขนาดเล็กข้างครัวเขาคิดว่าจะลองทำหลุมดักปลาเอาไว้ที่ริมตลิ่งเผื่อจะโชคดีได้ปลามาทำอาหารบ้างแต่เื่นี้คงต้องรอเป็ตอนบ่ายเพราะตอนนี้คงต้องเข้าไปพักในห้องนอนเล็กก่อน
ส่วนความรกเรื้อรอบบริเวณบ้านนั้นเอาไว้วันหลังก็แล้วกันเพราะมีอีกหลายสิ่งที่เร่งด่วนกว่าที่เขาจะต้องทำก่อน
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าห้องนอนที่เย็นเยียบอีกครั้งเติมฟืนเข้าไปในช่องเล็กด้านล่างของเตียงเตาเสร็จแล้วก็ลากสังขารขึ้นไปนอนบนเตียงเตาเมื่อเริ่มััได้ถึงความอบอุ่นเปลือกตาของเขาก็เริ่มหนังอึ้งไม่นานก็หลับไปในที่สุด
พอถึงตอนบ่ายชายหนุ่มก็เดินออกจากประตูบ้านอีกครั้งพร้อมกับท่อนไม้ที่มีปลายแหลมเดินไปที่คลองน้ำหลังบ้านอีกครั้งทุลักทุเลอยู่ครู่ใหญ่เขาก็สามารถทำหลุมดักปลาเอาไว้ได้สามแห่งจากนั้นก็หยิบเอากิ่งไม้และต้นหญ้าแห้งมาคลุมทับเอาไว้เพื่ออำพรางสายตา
อีกไม่นานแถวนี้ก็น่าจะมีความเขียวขจีของฤดูใบไม้ผลิอีกครั้งสายตาของชายหนุ่มที่ทอดมองออกไปไกลมองสำรวจพื้นที่และจดจำเอาไว้เพราะเขาคิดว่าจะต้องได้ขึ้นเขาเพื่อไปหาผักป่าเก็บเห็ดและขุดหน่อไม้ด้วยชีวิตต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนการมีชีวิตก็ดีกว่าการถอดใจ
การที่ได้ย้อนกลับมาใน่เวลาแห่งความยากลำบากนี้ทำให้ชายหนุ่มคิดถึงคำบอกเล่าของคุณปู่และคุณย่าพวกท่านอยู่ในยุคสมัยนี้ความลำบากที่เขาเพียงฟังจากคำบอกเล่าว่ามันลำบากมากๆนั้นเขาไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยเข้าใจว่าคนจะกินเปลือกไม้ จะกินซังข้าวโพดหรือแม้แต่กินดินมันมีจริงๆหรือจนกระทั่งได้มาอยู่ในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริงคำบอกเล่านั้นยังไม่เท่ากับที่เขาเผชิญอยู่ในตอนนี้มันยิ่งกว่านั้นมากไม่เช่นนั้นร่างนี้ก็คงไม่ตายจากไปเพราะร่างกายอ่อนแอและอดตายในที่สุด
ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างคลองน้ำหลังบ้านนานทีเดียวแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของปลาเขาจึงเดินกลับเข้าบ้านและตรงไปที่ห้องครัวแล้วก็เริ่มทำซุปผักกินเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
จากนั้นก็ต้มน้ำสำหรับเช็ดตัวพอจัดการกับร่างกายเสร็จสายตาก็มองเห็นว่ากองฟืนที่เคยมีอยู่เพียงน้อยนิดนั้นมันเหลือไม่มากแล้วสายตาของชายหนุ่มเข้มขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องนอนอีกครั้ง
ตลอดเวลาั้แ่ที่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นที่มีชื่อแซ่เดียวกันโจวซิงเฉิงได้แต่เก็บสีหน้าและอารมณ์เอาไว้เพราะเขาเคยชินกับการแสดงสีหน้าแบบนี้มานานนับสิบปีแล้วนั่นเองต่อให้เื่ราวที่กำลังเผชิญอยู่จะหนักหนาแค่ไหนสีหน้าของเขาก็จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
เมื่อขึ้นนอนบนเตียงเตาได้แล้วชายหนุ่มก็หลับตาลงความอุ่นที่ััได้เพียงน้อยนิดทำให้สติของเขาเริ่มเลือนลางอีกครั้งและไม่นานก็ผล็อยหลับไป ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอจริงๆ
จิติญญาของโจวซิงเฉิงนั้นเมื่อชายหนุ่มหลับไปแล้วเขาก็ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่าอีกครั้ง
เขายังมีห่วงและไม่อาจไปไหนได้ดังนั้นจึงต้องวนเวียนอยู่ไม่ห่างจากกายเนื้อที่เคยเป็ของตัวเอง
แม้กระทั่งตายไปแล้วเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนภายในครอบครัวถึงทำกับเขาเช่นนี้ทั้งที่เขาก็ทำเพื่อทุกคนมาโดยตลอด
หลายเดือนที่ทอดอาลัยกับชีวิตปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะเหนี่ยวรั้งได้แต่ปล่อยให้เป็ไปตามโชคชะตา
แต่พอได้เห็นถึงความคิดของโจวซิงเฉิงคนนี้มันทำให้เขาอยากจะเห็นเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะนำพาร่างกายนี้ของเขาไปถึงที่จุดไหนเขาอยากจะเห็นว่าโจวซิงเฉิงคนนี้ที่มีชื่อแซ่เหมือนกันกับเขาจะทำเช่นไรกับคนพวกนั้นที่ตัดความสัมพันธ์กับเขา หรือแม้แต่กับคู่หมั้นที่เขาเคยแม้กระทั่งส่งเงินไปให้เธอได้ใช้ทว่าเมื่อเขากลายเป็คนพิการอีกฝ่ายก็รีบสลัดเขาทิ้งทันที
จากที่ได้อ่านใจของโจวซิงเฉิงคนนี้เขามาจากโลกอื่นหรืออาจจะเป็โลกนี้ในอนาคตข้างหน้าก็เป็ได้แม้จะอยู่ใน่เวลาที่แตกต่างทว่าผู้ชายคนนี้ไม่ต่างอันใดจากนักสู้เพราะเขามีชีวิตที่ลำบากมาั้แ่เด็กและก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ั้แ่อายุยังน้อย
เขาอยากจะรอดูว่าโจวซิงเฉิงจะทำอะไรได้บ้างสิ่งที่เขาไม่กล้าตัดสินใจหรือลงมือทำ เขาอยากจะดูว่าโจวซิงเฉิงคนนี้จะกล้ามากแค่ไหน
คงเป็เพราะเขามีความแค้นหรือไม่ก็อาจจะเป็ความน้อยเนื้อต่ำใจติดค้างอยู่ในส่วนลึกของจิตใจก็เป็ได้คนเหล่านี้เสวยสุขอยู่บนความทุกข์ทรมานของเขา แต่เขากลับได้รับผลตอบแทนเช่นนี้ทหารหาญที่ไปรบเมื่อประสบกับโชคชะตาที่โหดร้าย กลับมาบ้านเกิดยังถูกปฏิบัติเช่นนี้เขาแม้จะกตัญญูและเชื่อฟังก็ยังคงค้างคาใจไม่น้อย
เป็เช่นนี้แล้วจะให้เขาปล่อยวางลงได้อย่างไร
ฝากเนื้อฝากตัวและฝากติดตามผลงานของไรท์ด้วยนะค้าา