ตอนที่ 7 ต่างเติบใหญ่
ภายในกระท่อมหลังน้อยที่ปลูกสร้างอย่างง่าย ใจกลางกระท่อมก่อฟืนไฟใช้หุงหาอาหาร หลังจากกลับจากวิหารทองคำอาเค่อกับเหล่าซันก็มานั่งสนทนากันพลางรับประทานอาหารไปพลาง อาหารเที่ยงวันนี้ได้แก่ต้นไม้โบราณชนิดหนึ่ง เมื่อผ่าลำต้นออกภายในมีลักษณะคล้ายแป้ง อาเค่อจึงลองนำมาเผาไฟ ปรากฏว่ากลิ่นนั้นทั้งหอมหวน เนื้อแป้งร่วนชุย ยิ่งรับประทานกับปลาย่างที่เหล่าซันจับกลับมาจากทะเลสาปยิ่งทำให้รสชาดอร่อยล้ำขึ้นเท่าตัว
“ตำแหน่งที่คาดการณ์ไว้เป็ช่องน้ำตกเหนือถ้ำแมงมุมหินไปทางขวาบนสามช่อง พวกเราเข้าไปสำรวจครั้งหนึ่งแล้วแต่พบเจอกับทางตัน”อาเค่อหยึบกระดาษบันทึกออกมาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับช่องน้ำตกที่มันเคยสำรวจครั้งก่อนๆ
“ตอนนั้นพวกเราเพิ่งอายุได้สิบเอ็ดปี อาจสำรวจไม่รอบคอบเท่าใดนัก พวกเราลองไปสำรวจอีกรอบหนึ่งดีหรือไม่”อาเค่อเห็นด้วยกับข้อเสนอของเหล่าซัน หลังจากจัดเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้วพวกมันจึงออกเเดินทางไปยังช่องน้ำตกที่คาดการณ์ไว้
ระยะทางจากกระท่อมถึงช่องน้ำตกที่เป็ถ้ำอาศัยของแมงมุมหินไม่ได้ห่างไกลกันเท่าใดนัก อาเค่อในชุดเยื่อไม้สีน้ำตาลสวมทับด้วยเสื้อคลุมอีกชั้นหนึ่ง เสื้อคลุมชั้นนอกเป็มันออกแบบเอง เต็มไปด้วยช่องลับบรรจุสิ่งของมากมาย ส่วนใหญ่เป็เมล็ดพืชและตัวยาต่างๆที่อาจจำเป็ต้องใช้ เหล่าซันเดินนำหน้าไปไกลมองเห็นเพียงคันธนูลูกศรสะพายอยู่ด้านหลัง คราครั้งก่อนพวกมันอาศัยยอดไม้โบราณทั้งยังต้องเหวี่ยงเชือกคล้องก้อนหินเสียทั้งเวลาและเรี่ยวแรง หลังจากผ่านวันเวลาและการฝึกฝนมาเกือบสิบปีพวกมันกลับทะยานร่างปีนป่ายขึ้นมาถึงช่องน้ำตกนั้นอย่างง่ายดาย
“สามช่องด้านขวาบน ช่องนั้นเหล่าซันอย่าให้พลาดเป้า"เหล่าซันรั้งดึงสายธนู ลูกศรผูกติดด้วยเชือกเส้นหนึ่ง ฝีมือธนูของเหล่าซันยอดเยี่ยมยิ่ง สมกับที่ตั้งใจฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ลูกศรพึ่งหวีดหวิวฝ่าอากาศไม่พลาดเป้า เส้นเชือกหมุนวนผูกรัดกับหินก้อนหนึ่ง อาศัยเส้นเชือกนี้ปืนป่ายพวกมันจึงสามารถไปถึงตำแหน่งช่องน้ำตกที่เป็เป้าหมายได้
"ข้านำไปก่อนเอง"อาเค่อปืนป่ายเชือกมุดเข้าช่องน้ำตกดุจวานรที่คล่องแคล่วตัวหนึ่ง หลังจากคลืบคลานดุจตัวหนอนผ่านช่องธารน้ำไหลสุดทางกลับเป็ถ้ำยาวถ้ำหนึ่ง ทางเดินกว้างพอให้เดินเหินได้ อาเค่อหยิบผงบางอย่างออกจากเสื้อคลุมสลัดไปในอากาศ ละอองละเอียดเล็กฝุ้งไปทั่ว เมื่อเหล่าซันติดตามมาถึงถ้ำมืดมิดเรืองแสงสว่างเรืองรอง
"ข้าชมชอบทุกครั้งที่เ้าสรรหาของเล่นใหม่ๆพบ"แม้จะพบเห็นภาพเช่นนี้จนชินตา แต่เหล่าซันก็อดชื่นชมความงามของมันมิได้ ผงที่อาเค่อสลัดออกไปคือละอองเกสรของตะไคร่แสงดาว เมื่อััถูกกับตะไคร่น้ำที่ขึ้นอยู่ภายในถ้ำ มันจะเข้ากัดกินและแทนที่เปลี่ยนตะไคร่น้ำธรรมดาให้เป็ตะไคร่แสงดาวที่ให้แสงสว่าง จากนั้นอีกหนึ่งปีตะไคร่แสงดาวถึงจะออกดอกพร้อมปล่อยละอองเกสรเพื่อขยายพันธ์ต่อไป
อาเค่อกับเหล่าซันออกเดินเท้าล่วงถึกเข้าไปในโพรงถ้ำ แสงสว่างจากตะไคร่แสงดาวเพียงพอให้พอมันสามารถเห็นสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน หลายปีที่ผ่านมานี้ พวกมันทั้งคู่ฝึกควบคุมลมหายใจ ฝึกจิตสมาธิ ทั้งยังวิเคราะห์ปรับใช้ยอดวิชาที่สลักอยู่บนลูกบาศก์ทองคำโปร่งใสจนทะลุปรุโปร่ง ประสาทัั การตอบสนอง ขอบเขตการรับรู้ วิชาการต่อสู้ของพวกมันทั้งคู่พัฒนาไปอย่างมากมาย
“อาเค่อเ้าได้กลิ่นหรือไม่”อาเค่อสูดลมหายใจเข้าปอด มันได้กลิ่นสาปเบาบาง หากไม่ได้เหล่าซันกระตุ้นเตือน อาศัยมันคนเดียวยังไม่สามารถแยกแยะกล่นได้ดีเท่านี้ อาเค่อติดตามเหล่าซันที่ใช้ประสาทรับกลิ่นอันเฉียบคมติดตามล่วงลึกเข้าไปในโพรงถ้ำ บัดเดี๋ยวปีนป่ายขึ้นสูง บ้างมุดรอดเข้าซอกหิน ยิ่งมากลิ่นสาปสางยิ่งเข้มข้นขึ้นแสดงว่าพวกมันเข้าใกล้สิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว
“เหล่าซันระวังด้วย”ด้านหน้าของเหล่าซันเป็หลุมลึกที่เกิดจากการพังทลายของโพรงถ้ำ กลิ่นสาปสางรุนแรงลอยออกมาจากหลุมลึกแห่งนี้เอง อาเค่อใช้เกสรละอองดาวอีกครั้ง ตะไคร่แสงดาวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงสว่างส่องเห็นก้นหลุมซึ่งมีระดับความลึกไม่มากนัก อาเค่อและเหล่าซันจึงปืนป่ายลงไป
ภายในหลุมลึกนั้นมีลักษณะที่น่าประหลาด พื้นหินถูกสร้างขึ้นอย่างมีระเบียบแบบแผน ผนังโดยตัดเป็ผิวราบเรียบ สลักด้วยข้อความรูปภาพละม้ายคล้ายเหมือนงานสลักในวิหารทองคำ นี่เป็ครั้งแรกที่พวกมันสำรวจช่องน้ำตกมาจนพบเส้นทางที่มนุษย์สร้างขึ้น ดวงตาของทั้งคู่จึงเปร่งประกายด้วยแสงแห่งความหวัง
“กลิ่นสาปด้านหน้ารุนแรง ข้าจะนำไปก่อน เหล่าซันจะคอยสนับสนุนด้านหลัง”เหล่าซันสลับตำแหน่งตามคำสั่งของอาเค่อในทันที มันกระชับคันธนูง้างดึงลูกศรเตรียมสนับสนุนอาเค่อจากด้านหลัง
หลายปีมานี้พวกมันต่างวิเคราะห์ ฝึกฝน ปรับใช้ความรู้บนลูกบาศก์ทองคำจนเกิดเป็วิชาเฉพาะตัวของพวกมันเองขึ้นมา เหล่าซันเชี่ยวชาญการยิงธนูและเคลื่อนไหวคล่องแคล่วดุจสายลม อาเค่อแม้ไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่าเหล่าซันแต่กลับแตกชานวิชาการต่อสู้ระยะประชิด มันดัดแปลงวิชาการต่อสู้จากลูกบาศก์ทองคำ ปรับปรุงให้เหมาะสมกับตนเองจนได้แนวทางการต่อสู้ของมันขึ้นมา ทั้งยังฝึกฝนจนสามารถใช้พลังควบคุมโลหิตตาม้าได้ในระดับหนึ่ง
โถงทางเดินทอดยาวไปเบื้องหน้า ตะไคร่แสงดาวขึ้นหนาแน่นจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน อาเค่อกับเหล่าซันค่อยๆเคลื่อนที่ไปด้วยความระมัดระวัง อาเค่อเดินตามกลิ่นสาปรุนแรงจนถึงสุดปลายทางเดิน เบื้องหน้าของมันเป็ถ้ำหินครึ่งวงกลมขนาดมหึมา ความกว้างใหญ่ของมันเทียบเท่ากับวิหารทองคำหลังหนึ่ง บนผนังถ้ำมีช่องทรงกลมมากมายกระจายอยู่โดยรอบ
“อาเค่อ ที่นี่เป็รังของสัตว์ร้ายบางอย่าง กลิ่นสาปรุนแรงมาจากซากสัตว์เบื้องหน้านี่เอง”อาเค่อครุ่นคิดตามที่เหล่าซันกล่าว กองซากสัตว์เบื้องหน้าส่วนใหญ่เป็ซากสัตว์ที่พวกมันเคยพบเจอระหว่างการสำรวจตามช่องน้ำตก สัตว์บางชนิดยังแข็งแกร่งจนพวกมันทำได้แค่เพียงหลบหนีเอาชีวิตรอด แต่ที่แห่งนี้กลับไม่ต่างจากสุสานของสัตว์ร้ายเ่าั้
“พวกเรารีบหาทางไปต่อ ยิ่งรั้งอยู่นานยิ่งมีอันตรายเพิ่มขึ้น”พวกมันแยกกันออกค้นหาเส้นทางออกจากถ้ำหิน แต่หาจนทั่วพาลกลับไม่พบ ถ้ำแห่งนี้คล้ายเป็จุดสิ้นสุดของเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้น
“ที่นี่คล้ายเป็จุดหมายสุดท้ายของเส้นทาง สุดทางฝั่งตรงข้ามอาจเป็ทางออกที่แท้จริง”เหล่าซันบอกกล่าวสิ่งที่ตนเองฉุกคิดขึ้นได้ อาเค่อเห็นด้วยกับเหล่าซัน แต่มันเองก็สังเกตุเห็นบางสิ่งเช่นเดียวกัน
“นั่นมีความเป็ไปได้อย่างมาก แต่เหล่าซันเ้าสังเกตุดูผนังถ้ำที่ยังสมบูรณ์ดีอยู่”เหล่าซันกวาดสายตาสังเกตุตามที่คำกล่าวของอาเค่อ บนผนังถ้ำที่ยังสมบูรณ์ไม่ได้ถูกเจาะเป็ช่องมีร่องรอยของอักษรรูปสลักอยู่
“ระวังหลังให้ข้าด้วย ขอเวลาข้าตรวจสอบข้อสงสัยชั่วครู่หนึ่ง”อาเค่อออกเดินสำรวจร่องรอยอักษรรูปสลักที่ยังสมบูรณ์ภายในถ้ำ มันศึกษาตีความสิ่งนี้มาครึ่งชีวิตย่อมมีความเข้าใจและสามารถตีความได้บางส่วน อาเค่อเทะยานร่างตรวจสอบอักษรรูปสลักรอบถ้ำด้วยความรวดเร็วโดยมีเหล่าซันยินกระชับคันธนูคุ้มกันอยู่ไม่ห่าง ใช้เวลาชั่วน้ำเดือนอาเค่อก็วิเคราะห์เสร็จสิ้น
“ข้าตีความอักษรรูปสลักตามความเข้าใจ มันเอ่ยถึงวิหารทองคำ ดินแดนศักดิ์สิทธิ เทพคุ้มครอง ประตูแห่งนิรันด์ ใช่แล้ว…เทพคุ้มครองเป็ผู้ป้องปกทางเข้าออกวิหาร ผู้สร้าง้าซ่อนที่แห่งนี้ไว้ชั่วนิรันด์ เหล่าซันที่นี่เป็รังของเทพคุ้มครอง มันปกป้องทางเข้าออกและวิหารทองคำแห่งนี้”
“พวกเราสำรวจโดยรอบจนทั่วแต่ยังไม่พบทางออกที่เ้าว่า กลับไปตั้งหลักจากนั้นค่อยมาสำรวจภายหลังจะดีกว่า ข้าไม่คิดทำความรู้จักเทพคุ้มครองที่เ้ากล่าวถึง”เหล่าซันสยิวกายด้วยความหวาดกลัว เพียงมองกองกระดูกซากสัตว์ที่สุมกันอยู่เบื้องหน้า ขนบนร่างกายของมันก็ลุกชี้ชัน เกิดความรู้สึกคลื่นไส้น่าสะอิดสะเอียนขึ้น อาเค่อพยักหน้ารับคำ มันออกนำหน้าถอยกลับตามทางเดิมโดยมีเหล่าซันคุ้มกันด้านหลัง
“ครืนๆ”ก่อนที่อาเค่อกับเหล่าซันจะออกจากรังของเทพคุ้มครอง ถ้ำหินแห่งนี้ก็เกิดสั่นะเืขึ้น แรงสั่นะเืทำให้หินย้อยแหลมคมบนผนังถ้ำล่วงหล่นลงมา อาเค่อกับเหล่าซันต่างเคลื่อนไหวหลบหลีกจึงเชื่องช้าไปครู่หนึ่ง เพียงชั่วครู่เดียวนี้กลับทำให้พวกมันเสียโอกาสที่จะไปจากที่แห่งนี้
“โอ… เหล่าซันถึงเ้านึกรังเกียจไม่คิดไครทำความรู้จัก แต่ข้าว่าคงทำไม่ได้แล้ว”พวกมันทั้งคู่เบิกตาค้างจองเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าเหล่าซันถึงกับซีดขาวหมดสิ้นเรี่ยวแรงสองขาทรุดลงไปบนพื้น