ทั่วพื้นหญ้าของสุสานลับเต็มไปด้วยซากศพของกองทัพราชวงศ์อีกาทองคำ ศพทหารนับไม่ถ้วนกองทัพซ้อนกันเป็นเนินเขาขนาดย่อม โลหิตมากมายไหลรินรวมกันจนกลายเป็นลำธารเลือดยาวหลายลี้ กลิ่นเลือดคาวคลุ้งในอากาศแผ่ซ่านไปทั่ว สายลมที่พัดผ่านไปอย่างเงียบงันไร้เสียงรบกวน ราวกับทั้งสวรรค์ยังต้องเงียบปากเมื่อเห็นความนองเลือดเบื้องล่าง
ทหารมากกว่าครึ่งของราชวงศ์อีกาทองคำล้มตายลงอย่างไร้ทางต่อต้าน เหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ยังหายใจรวยริน ท่ามกลางซากศพและเสียงครางโอดโอยจากบาดแผลที่ไม่มีทางรักษา
ส่วนหญิงสาวทั้งเจ็ด... เหล่านางฟ้าแห่งโลกเบื้องบน เวลานี้แต่ละคนก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกัน ชุดคลุมสีขาวเปื้อนไปด้วยเลือด ผิวเนื้อบอบบางแตกร้าว มีร่องรอยการปะทะจากกระบี่และพลังวิญญาณปรากฏให้เห็นทั่วร่าง
แต่กระนั้นพวกนางก็ยังไม่ตายเนื่องจากทั้ง 7 คนเป็นกลุ่มที่สมดุลทั้งรุกและรับ พวกนางมีทั้งคนที่โจมตีได้อย่างรุนแรง คนที่สามารถป้องกันการโจมตีได้ทุกรูปแบบ และยังมีคนคอยรักษาอีกด้วยดังนั้นการที่จะฆ่าพวกนางได้นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก
ในอีกมุมหนึ่ง เล่ยเฉิน กวนจื่อซวน และเย่ลี่อิน ยืนอยู่บนท้องฟ้าพร้อมมองลงไปยังสนามรบเบื้องล่าง พวกเขาทั้งสามต่างก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงขั้นสาหัส มีเพียงแต่เล่ยเฉินเท่านั้นที่ไม่มีรอยแผลใดๆ แม้แต่น้อย โดยที่การต่อสู้ที่โหดเหี้ยมเมื่อครู่มันไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆ ให้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ในระหว่างการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนี้ ทั้งสามคนต่างก็ได้รับสัญญาณจากหานหมิงผ่านเสียงภายในว่าให้ไปรวมตัวกันที่ใจกลางสุสานลับ
เล่ยเฉินหันไปมองหน้าทั้งสองคนก่อนจะพูดขึ้น
“ไปกันเถอะ พวกเราสังหารพวกนางไม่ได้ในตอนนี้ และหากยังยื้อต่อไป มันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดีเพราะตอนนี้เราได้มันมามากเกินพอแล้ว”
กวนจื่อซวนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับ เย่ลี่อินมองไปที่ซุยฉี ลูกสาวคนที่ 7 ของซุยจื่อเมิ่ง ด้วยความเบื่อหน่าย
“เผ่ามารโลหิตช่างน่ารำคาญจริงๆ”
ทั้งสามร่างหายไปในความว่างเปล่าทันที พี่สาวคนโตของนางฟ้าทั้งเจ็ด ซุยอี้ ที่ยังยืนหยัดอยู่มองตามร่างของทั้งสามที่ลับสายตาไปด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะออกคำสั่งเสียงนิ่ง
“ฟื้นฟูร่างกายซะ ข้ารู้สึกได้ถึงบางอย่าง... บางอย่างที่เลวร้ายยิ่งกว่ากำลังจะมา”
“รับทราบ พี่ใหญ่!”
เสียงตอบรับพร้อมกันจากน้องสาวทั้งหกของนางดังขึ้นพร้อมเพรียง
“รับทราบ องค์หญิงลำดับที่หนึ่ง!”
เหล่าทหารที่ยังหลงเหลือในสนามรบรีบคุกเข่าลงและเปล่งเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง แม้จะอยู่ในสภาพอ่อนแรง แต่ไม่มีใครกล้าแสดงมันออกมาแม้แต่นิดเดียว
ซุยอี้ หญิงสาวผู้ถือดาบคู่มองไปยังจุดที่ความว่างเปล่าค่อยๆ จางหาย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยเงามืดแห่งความเจ็บใจและความพ่ายแพ้ที่ไม่สามารถปิดบังได้
ในการต่อสู้เมื่อครู่... พวกนางไม่ได้แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้คำว่าสูสีเลยแม้แต่น้อย ที่พวกนางยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ในตอนนี้เพราะจำนวนคนที่มากกว่ารวมถึงน้องสาวคนที่ 7 ของนาง ซุยฉี ที่แบกรับการโจมตีทั้งหมดของทั้ง 3 คนเอาไว้ ไม่งั้นพวกนางจะพ่ายแพ้โดยไร้ทางตอบโต้อย่างสิ้นเชิง เมื่อกี้มันคือการต่อสู้ระหว่างนักบุญทางฝั่งนาง 3,000 กว่าคนต่อฝั่งตรงข้ามที่มีนักบุญแค่ 3 เท่านั้น
ซุยอี้กำหมัดแน่นเมื่อนางนึกถึงหน้าของเล่ยเฉิน ชายหนุ่มที่ดูเหมือนเป็นผู้นำของกลุ่ม เขาไม่เพียงแต่ป้องกันทุกการโจมตีของพวกนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังสามารถเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้แทบจะตลอดเวลา ในการต่อสู้เมื่อกี้พวกนางไม่สามารถแม้แต่จะแตะต้องเสื้อผ้าของเล่ยเฉินได้ด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่ว่าพวกนางจะโจมตีในรูปแบบไหนหรือรูปแบบอะไร เล่ยเฉินก็สามารถหลบได้ตลอดทุกการโจมตี ราวกับว่าเขารู้ล่วงหน้ามาแล้วว่าพวกนางจะโจมตีอย่างไร
ส่วนอีก 2 คนก็น่ารำคาญไม่แพ้กันนางคิดว่าพวกเขาน่าจะมีร่างกายพิเศษในระดับสูงมากเพราะพลังในการต่อสู้นั้นมันสามารถมองเห็นความต่างชั้นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อเทียบกับทหารของราชวงศ์อีกาทองคำแล้ว
ซุยอี้กำหมัดแน่น นางไม่เคยเลยที่นางจะแพ้แบบไร้ทางสู้ได้ถึงเพียงนี้ ถึงแม้พลังของพวกนางจะถูกจำกัดไว้ก็ตาม และร่างกายพิเศษของพวกนางก็ไม่สามารถใช้งานได้แต่นั้นก็ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการพ่ายแพ้อยู่ดี
ขณะเดียวกัน ทั่วทุกจุดในอาณาจักรลับ ศิษย์ของหานหมิงที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวตามคำสั่ง พวกเขาทั้งหมดเริ่มมุ่งหน้าสู่ใจกลางอาณาจักรลับด้วยความเร็วสูงสุด
ขณะเดียวกันในหุบเขาน้ำแข็ง เหนือท้องฟ้าทุ่งหญ้าที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะเย็นเฉียบตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย กลางอากาศปรากฏร่างของชายชุดดำหนึ่งคน ใบหน้าใต้ฮู้ดมืดสนิท ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำสนิท ไม่มีตรา ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ที่บ่งบอกถึงกองกำลังหรือสำนักที่สังกัดอยู่ แล้วที่สำคัญยังไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตแผ่ออกมาอีกด้วย เหมือนมันเป็นเพียงร่างกายที่ขยับได้ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีจิตใจ ไม่มีชีวิต
ชายชุดดำบินลงมาด้านล่างพร้อมกับเริ่มสร้างรูปแบบอาคมขนาดใหญ่ เส้นแสงสีม่วงดำลากผ่านอากาศเป็นเส้นสายซับซ้อนหลายชั้น พลังแห่งความอบอุ่นแผ่ไปรอบบริเวณขณะเขาเร่งมือสร้างรูปแบบบางอย่างขึ้นมา
ทันใดนั้น เสียงตะโกนจากระยะไม่ไกลก็ดังขึ้น
“ส่งของมีค่าครึ่งหนึ่งของเจ้ามาซะ แล้วทางหอการค้าหมื่นมหาสมุทรจะคุ้มกันเจ้าให้ออกไปจากสุสานนี้อย่างปลอดภัย!”
เสียงนั้นดังขึ้นจากชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเฉียบคม สวมชุดประจำตัวของสมาชิกหอการค้าหมื่นมหาสมุทรจากโลกเบื้องบน เขาลอยตัวอยู่ด้านบนด้วยความหยิ่งยโสพร้อมมองลงมาด้วยสายตาที่เหมือนกับกำลังมองเหยื่ออยู่
เมื่อเห็นชายชุดดำไม่ตอบสนองต่อคำถามของเขาพร้อมกับปล่อยออร่าบางอย่างออกมา เมื่อเห็นแบบนั้นคนจากหอการค้าหมื่นมหาสมุทรก็เปลี่ยนท่าทาง ตั้งท่าระวังพร้อมจะต่อสู้ตลอดเวลา
“หุ่นเชิดอมตะ…”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบ จู่ ๆ หมัดสีดำทมิฬก็ทะลวงทะลุเข้าไปกลางอกของเขาจากระยะประชิด พร้อมเลือดสีแดงสดกระเซ็นกลางอากาศ
ชายหนุ่มดวงตาเบิกกว้าง ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับลงอย่างไร้ทางต่อต้านใดๆ
ชายชุดดำโยนศพของเขาลงไปในรูปแบบที่กำลังสร้างอยู่ทันที ศพกระแทกลงบนจุดศูนย์กลางพร้อมแสงสีแดงที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสัญญาณ ก่อนที่ข้อความจะถูกส่งตรงไปยังชายคนหนึ่ง
“นายท่าน… รูปแบบทางเหนือถูกสร้างเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ที่ใจกลางสุสานลับ หานหมิงกำลังสร้างรูปแบบอาคมร่วมกับต้วนหลิงเฉินอยู่บนลานสมุนไพรขนาดยักษ์ รูปแบบสีแดงสดฉายแสงสลับไปมาราวกับมีชีวิต
เมื่อสัญญาณจากหุ่นเชิดอมตะถูกส่งมา หานหมิงก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที
“ตอนนี้หุ่นเชิดอมตะสี่สิบตัวของข้าได้สร้างรูปแบบในจุดสำคัญทั่วทั้งสุสานเรียบร้อยแล้ว… และตอนนี้ก็เหลือแค่ส่งเสริมการบ่มเพาะของสัตว์ร้ายในสุสานลับให้ไปถึงกึ่งจักรพรรดิเพื่อให้พวกมันไล่ล่าคนในอาณาจักรลับ เพื่อที่เราจะได้รับเลือด และวิญญาณของคนส่วนใหญ่มาหล่อเลี้ยงให้กับท่านได้ฟื้นฟูพลังกลับมาพอที่จะให้ท่านคงอยู่ได้อีกสัก 1 ปี”
หานหมิงหันไปมองชายชราที่ยืนอยู่กลางรูปแบบ ก่อนที่หานหมิงจะถามขึ้น
“พร้อมแล้วหรือยัง ท่านวีรบุรุษ”
ต้วนหลิงเฉินหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาเปิดรูม่านตามามองหานหมิงอีกครั้ง ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาพร้อมพูดขึ้น
“เรามาเริ่มกันเถอะ”
หานหมิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เสี้ยววินาทีนั้น ออร่าพลังแห่งแสงพุ่งทะยานออกจากร่างของเขาราวกับเปลวสุริยันระเบิดใจกลางมิติ คลื่นพลังมหาศาลปะทะกับโครงสร้างของมิติลับของต้วนหลิงเฉินจนเกิดรอยร้าวปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ในขณะที่ภายในมิติลับของต้วนหลิงเฉินเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ภายนอกมิติลับนั้นหรือภายในสุสานลับที่กว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศที่แตกต่างกันมากมาย ทุกอย่างกลับยังคงเงียบงัน ไม่มีแม้แต่คลื่นพลังหรือการสั่นสะเทือน ทุกสิ่งดูเหมือนสงบอย่างน่าสยดสยอง...
...จนกระทั่งหานหมิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง และสะบัดมือเบา ๆ
ในชั่วพริบตานั้นเอง ทั่วทั้งสุสานลับมีละอองบางอย่างไหลลงมาจากท้องฟ้าสีเทา เมื่อดูด้วยตาเปล่าคล้ายละอองหิมะบริสุทธิ์
สัตว์วิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ในสุสานลับ ซึ่งแต่เดิมอ่อนแรงใกล้ตายจากการไล่ล่าหรือบาดเจ็บ แต่เมื่อละอองหิมะนั้นได้ตกกระทบลงไปที่ตัวของสัตว์ร้ายวิญญาณเหล่านั้น ร่างของพวกมันก็พากันสั่นสะท้านราวกับตกอยู่ในภวังค์แห่งความตายก่อนที่แววตาของพวกมันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในชั่วขณะ
เสียงคำรามดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งผืนป่า แรงอาฆาตแผ่กระจายออกมาจากทุกทิศทาง ระดับพลังของสัตว์ร้ายทุกตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับกึ่งจักรพรรดิพร้อมกันโดยไม่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะใด ๆ ทั้งสิ้น
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดของพลังที่ทะลักออกจากร่างพวกมันดังก้องไปทั่วสุสานลับ ร่างกายของพวกมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นและมีรูปร่างที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
บนท้องฟ้า นกปีศาจสีขาวขนาดยักษ์ขยับปีกบินผ่านผืนป่าเพียงครู่หนึ่ง ลมจากแรงบินของมันกลับกวาดล้างต้นไม้ทั้งผืนจนพังราบราวไปพร้อมกับมนุษย์ด้านล่างทันที เศษซากร่างกายของมนุษย์มากมายลอยกระจัดกระจายเต็มท้องฟ้าไปหมดพร้อมกลิ่นคาวเลือดที่ยังคงฟุ้งกระจายอยู่เรื่อยๆ
อีกฟากหนึ่งของป่า ต้นไม้ยักษ์ที่เหมือนถูกสาปไล่เสียบร่างมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม รากของมันแผ่ออกไปไกลหลายลี้ แทงทะลุร่างของผู้บ่มเพาะนับไม่ถ้วน เสียงกรีดร้องก้องสะท้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะจบลงก่อนที่การต่อสู้รอบใหญ่จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ซากศพของทั้งคนและสัตว์อสูรนอนเกลื่อนกลาด เลือดสีแดงสดรินไหลเปื้อนพื้นดินอย่างไม่หยุดหย่อน พร้อมเสียงแห่งการต่อสู้ที่ยังคงดังก้องตลอดเวลา
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครทันได้สังเกต... เลือดเหล่านั้น รวมถึงเศษเนื้อ เศษกระดูก และพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่ตายไป กลับค่อย ๆ ถูกย่อยสลายลงทีละน้อยอย่างแผ่วเบา และคนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากว่าพวกเขาเองกำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ว่าจะเป็นคนกับสัตว์ร้ายหรือว่า คนกับคนก็ตาม
แต่ก็ยังมีบางคนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ คนที่ยังมีสติและไม่โลภมากเริ่มพยายามหาคำอธิบาย บางคนเงียบ บางคนเริ่มหวาดกลัว จนถึงขั้นมีบางกลุ่มเริ่มคิดจะถอนตัวหนีออกจากสุสานลับแห่งนี้ทันที
แต่พวกเขาก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า ทางออกอยู่ที่ไหนกัน??
ทันใดนั้นทั่วทั้งสุสานลับ ซากศพจำนวนมหาศาลถูกดูดกลืนพลังไปอย่างเงียบงัน พลังชีวิตที่ดับสูญค่อยๆ ไหลไปตามลำแสงที่มองไม่เห็น มันถูกดูดเข้าไปในจุดต่าง ๆ ทั่วสุสานซึ่งมีรูปแบบสีเลือดที่หุ่นเชิดอมตะของหานหมิงมาสลักเอาไว้
ที่ปลายทางของพลังเหล่านั้น หุ่นเชิดอมตะของหานหมิงยืนประจำแต่ละจุดเพื่อปกป้องและสร้างรูปแบบปิดกั้นมันเอาไว้ พลังทั้งหมดที่ถูกดูดมามันกำลังพุ่งไปยังใจกลางสุสานลับเพื่อหล่อเลี้ยงต้วนหลิงเฉิน