ริมฝีปากของเขาประกบลงบนปากเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ ทว่าแนบแน่นและสั่นไหว
มารตีตกใจเล็กน้อย แต่ก็แค่เพียงไม่กี่วินาที หญิงสาวมากประสบการณ์ ไม่คิดจะหลบหรือหันหน้าไปไหนเธอวางมือบนบ่าของเขา แล้วตอบรับรสจูบนั้นอย่างชำนาญ จูบของเธอร้อนแรงลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ราวกับกำลังปลอบโยนเขาในคราเดียวกันและมันก็ทำให้เด็กหนุ่มในอ้อมแขนของเธอสั่นไปทั้งตัว แต่แล้ว...เธอกลับรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังดันแน่นที่หน้าท้อง
“อืม...” สิ่งนั้นชัดเจนจนเธอไม่อาจเมินเฉยได้ ความต้องการของชายหนุ่มที่ไม่อาจซ่อนไว้ได้อีกแม้เพียงวินาทีเดียว
มารตีผละตัวออก วางมือที่หน้าอกเขา ดันออกไปเบาๆพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ฉาบด้วยความหนักแน่นของหญิงสาวผู้ใหญ่
“พอแล้วสำหรับคืนนี้…”
เธอพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทิ้งร่างสูงที่ส่ายโงนเงนไว้ข้างรถ ยืนมองตาค้าง หน้าแดง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะไม่แน่ใจว่า...สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นคือฝันหรือความจริง แต่ที่แน่ๆหัวใจของเขา...กำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
ในรถมารตีกดปุ่มเปิดเพลงเบาๆ เสียงบรรเลงของเปียโนหวานๆ เธอยิ้มเล็กขณะเหม่อมองท้องถนนตรงหน้า ริมฝีปากของเธอยังรู้สึกอุ่นร้อนรสจูบของนัทพงษ์ยังคงติดอยู่ในใจอย่างน่าประหลาด เด็กคนนั้น...มอบบางสิ่งให้เธอ บางสิ่งที่คนวัยเดียวกับเธอกลับมองข้าม
“เด็กบ้าเอ๊ย…” เธอกระซิบกับตัวเองอย่างอ่อนโยน“...แต่ทำให้หัวใจพี่เต้นแรงอีกครั้ง”
ทางฝั่งนัทพงษ์ เมื่อมารตีขับรถออกไป เขาได้แต่ยืนมองไฟท้ายรถสีแดงที่ห่างออกไปเรื่อยๆก่อนจะถอนหายใจแรง ร่างสูงของเขาหันหลังกลับเดินไปช้าๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมา
เขากดพิมพ์ข้อความลงไปในไลน์ “ขอโทษครับ…ผมไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินพี่ผมแค่…รู้สึกว่าถ้าไม่ได้บอกตอนนี้ ผมจะเสียใจไปตลอดชีวิต”
นัทพงษ์นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ในมุมหนึ่งของลานจอดรถตาจ้องจอมือถือค้างอยู่อย่างนั้นนานนับชั่วโมง ไม่มีข้อความตอบกลับ เขาเปิดเข้าไปดูข้อความเดิมซ้ำไปซ้ำมาก่อนจะพิมพ์อีกครั้งว่า “ผมแค่คิดถึงพี่…แค่นั้นจริงๆ ครับ”
และนั่นคือข้อความสุดท้ายก่อนเขาจะปิดหน้าจอลง หัวใจยังเต้นแรงแต่แปลก...มันกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เช้าวันจันทร์ในออฟฟิศ...
แสงแดดลอดผ่านกระจกเข้ามายังชั้นทำงาน นัทพงษ์เดินเข้ามาในออฟฟิศพร้อมรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้า ถึงแม้จะไม่ได้รับคำตอบ แต่หัวใจเขาก็เหมือนมีอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้น เมื่อก้าวผ่านมุมออฟฟิศมาเขาเห็นมารตีนั่งอยู่ที่โต๊ะ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาดวงตาของเธอไม่ได้เฉยเมยเหมือนเดิม กลับอบอุ่นจนเขาแทบละสายตาไม่ได้
“พี่รอนายอยู่นะ…” มารตีพูดเสียงเบา พอแค่ให้เขาได้ยิน “ไม่ต้องรีบโตแค่ใจตรงกันก็พอแล้ว”
วรเมธนั่งนิ่งอยู่บนเบาะหลังของรถแท็กซี่แสงไฟท้ายรถยนต์คันหน้าเล็ดลอดผ่านกระจกบังลมหลัง เป็นช่วงจังหวะคล้ายจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นรัว
ท้องฟ้ากลางค่ำคืนถูกโอบล้อมด้วยแสงจากโคมไฟริมถนนและป้ายโฆษณา LED สลับสี สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดเล็กน้อย พลันเสียงโทรศัพท์ในมือของวรเมธก็ดังขึ้นเขากดรับทันที
“วรเมธ…ฉันมีข่าวร้าย...” เสียงญาติของจิรภาดังขึ้นในสาย น้ำเสียงคนที่โทรมาเหมือนกำลังพยายามกลั้นสะอื้น
“อะไรเหรอครับ...” วรเมธถามเสียงสั่น กดโทรศัพท์มือถือแนบหูแน่น
“จิรภา ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ…ช่วยเธอไม่ทันจริงๆ” ใจของเขาเหมือนถูกกระชากจนร่วงหล่นลงไปกองอยู่ที่ก้นบึ้งสายลมหยุดพัด สายตาเบลอเหมือนมองผ่านม่านควัน เวลาเหมือนหยุดหมุน ใบหน้าวรเมธซีดเซียวแสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาทำให้ดวงตาของเขาสะท้อนประกายความตกใจมืออีกข้างที่วางบนหัวเข่ายกขึ้นมากุมอก ตรงกลางหน้าอกจู่ๆ ก็เจ็บปวดจนสะดุ้งเขารู้สึกเหมือนมีมีดจี้ทิ่มแทงหัวใจจนเลือดพุ่งพล่าน
“ไม่…มันต้องไม่ใช่ความจริง…” เสียงของเขาขาดหายเป็นห้วงๆหัวใจราวกับกำลังจะหยุดเต้น วรเมธไม่รู้ว่าสมองกำลังประมวลผลอย่างไรต่อไปมือสั่นจนไม่อาจกดวางโทรศัพท์ รถแท็กซี่ยังเคลื่อนตัวต่อไปแต่เขารู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
เมื่อถึงบ้านพักส่วนตัว วรเมธถือโทรศัพท์อีกครั้งเขานึกอะไรไม่ออกนิ้วกดเลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีเป้าหมาย พอเห็นเบอร์ปพนต์ เลื่อนขึ้นมาเขาก็กดลงไปตามความเคยชิน
“พี่ปพนต์ครับ…จิ...จิรภา…เสียแล้ว” เสียงของวรเมธเบาราวกับเสียงยุง
ปลายสายมีเสียงอึกอัก ถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจ “อะ อะไรนะ…”
“จิรภา เสียชีวิตแล้ว” คราวนี้ชัดเจน เสียงปลายสายถูดตัดไปทันที
งานศพจิรภาถูกจัดขึ้นในศาลาเล็กๆ กลางวัดชานเมืองบรรยากาศทันสมัยผสมความงดงามแบบมินิมัล ตกแต่งด้วยโทนสีขาว เขียวอ่อน ดอกลิลลี่และกล้วยไม้สีขาวถูกจัดวางเป็นเส้นสายรอบโลงไม้สีน้ำตาลเข้มแสงเทียน LED ให้ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวลแผงแบ็คดรอปผ้าโปร่งพริ้วถูกร้อยเรียงเป็นริ้วตรงด้านหลังโลง
ภายในโลงไม้คือร่างของจิรภา เธอสวมเดรสซาตินสีขาวงาช้างตัดเย็บประณีตด้วยลูกไม้ปักลายดอกเล็กๆ ชายกระโปรงพริ้วไหวราวกับกำลังเคลื่อนไหวแม้ร่างเธอจะนิ่งสนิท แต่ด้วยการจัดแสงและการจัดแต่งทำให้ดวงหน้าราวกับกำลังหลับอย่างสงบ ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนถูกหวีแสกกลางยามแสงเทียนสะท้อนจึงเห็นริ้วผมละเอียดลออ ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากแต้มสีชมพูอ่อนดูเป็นภาพที่ทั้งงดงามและชวนให้เศร้าใจ
วรเมธกับมารตีและปพนต์ ก้าวเข้าศาลาพร้อมกัน เสียงเพลงบรรเลงเบาๆแบบอะคูสติกถูกเปิดคลอ สร้างบรรยากาศลอยๆ ราวอยู่กันคนละมิติ มารตีถือพวงดอกไม้ลิลลี่สีขาวเดินเข้าไปยังร่างของจิรภาที่นอนนิ่งอยู่
“จิรภา…ฉันมาแล้วนะ” มารตีเอ่ยเสียงแผ่วมือข้างหนึ่งช้อนดอกไม้ขึ้นก่อนประคองไว้ตรงมุมโลง
ปพนต์ก้าวตามขึ้นมา เขาคล้องพวงมาลัยลิลลี่ลงบนขอบโลงไม้ท่ามกลางสายตาญาติๆ และเพื่อนฝูงที่ทยอยเข้ามาหลายสิบชีวิต ทุกคนสวมชุดสุภาพสีดำแต่สีหน้าต่างเต็มไปด้วยความอาลัย
วรเมธยืนนิ่งข้างโลง มือซ้ายกำโทรศัพท์แน่น มือขวาขยับเคาะโลงเบาๆราวกับสมองสั่งให้ทำ แต่หัวใจไม่อาจประมวลผล เสียงพิธีกรเชิญญาติเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ก็ดังขึ้นเบาๆผ่านไมโครโฟน
“ขอเชิญบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ และเพื่อนสนิท...”
วรเมธค่อยๆ โน้มตัวลง ใจหนึ่งอยากพูดทุกคำที่คั่งค้าง“ผมรักเธอมากแค่ไหน” แต่ริมฝีปากกลับส่งเสียงเพียง “ขอโทษ…ผมมาช้าไป”
จู่ๆ มารตีก็ก้าวเข้ามากอดเขาจากด้านหลัง ไหล่ของเขาสั่นสะท้านใต้แรงกอดนั้นเธอซบหน้าลงกับไหล่เขา ปล่อยให้เสียงสะอื้นเบาๆ สองเสียงผสานกันเป็นท่วงทำนองโศกทุกลมหายใจเหมือนถูกดึงลงไปในห้วงน้ำลึก
“เราอยู่ตรงนี้นะ วรเมธ” เธอกระซิบที่ข้างหู มือหนึ่งลูบหลังเขาเบาๆ
ปพนต์สะกิดข้างๆ ดวงตาวรเมธฉ่ำไปด้วยน้ำร่างเขาอ่อนแรงล้มตัวลงไปนั่งกับพื้นศาลา สองคนช่วยพยุงขึ้น มารตีเช็ดน้ำตาให้ก่อนจะฝากจูบอ่อนโยนบนหน้าผากเขา
รอบตัวยังคงมีเสียงพิธีกรและเสียงสวดมนต์ช่วยเติมเต็มความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้บรรยากาศไม่จมอยู่แต่กับความมืดแต่นั่นก็ไม่อาจบรรเทาความทุกข์ในหัวใจวรเมธได้
พิธีสวดอภิธรรมจบลง ญาติทุกคนทยอยเดินมาไหว้เคารพศพและกล่าวคำปลอบญาติผู้ตาย“จิรภาจากไปอย่างรวดเร็ว…ไม่มีใครคาดฝัน”
“เราเสียใจแทนเธอจริงๆ”
วรเมธรับฟังก่อนจะพยักหน้าเบาๆ สองมือพนมสั่นๆ ก้มหน้านิ่งน้ำตาคลอเบ้า
หลังงานเสร็จ มารตี ปพนต์ช่วยกันพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาออกมาสู่ด้านนอกศาลา
“พวกเราจะพาวรเมธไปพักที่บ้านนะคะ” มารตีเอ่ย
ปพนต์พยักหน้า “คืนนี้นอนพักให้สบายเถอะ อย่าปล่อยใจจมอยู่อย่างนี้เลย”
“ผมไม่อยากเป็นแบบนี้เลย” วรเมธสูดลมหายใจ
มารตีจับมือเขา“เรารู้…แต่ให้เวลาตัวเองได้ร้องไห้ ปล่อยใจให้โศกเศร้าสักพักเถอะ พวกเราจะอยู่ตรงนี้รอวันฟ้าสดใสด้วยกัน