หอกมานาครามขุ่นพุ่งทะยานผ่าไอหมอกสีเทาเถ้าเข้ามาราวดาวหางที่ป่วยไข้ ทว่าหลิงเฟิงไม่บีบเหรียญทองแดง ในเสี้ยววินาทีที่ความตายแล่นเข้าใกล้ นิ้วที่แตะโลหะเย็นนั้นกลับคลายออก เขาคว้าแขนอาเดรียลกระชากร่างทั้งสองทิ้งตัวลงข้างโขดหิน กระบี่ไม้ไร้คมในมือกวัดแกว่งเป็วงปัดเศษพลังที่สะเก็ดกระเด็นมา ขณะหอกมหึมาพุ่งชนผาหินเื้ัจนะเิเป็ฝุ่นเทาฟุ้งกระจายทั่วเขต “ทำไมไม่ใช้สิ่งที่ตาเฒ่าให้มา” อาเดรียลตวาดเสียงเครียดพลางกลิ้งตัวลุกขึ้น มานาครามอ่อนเรืองรอบฝ่ามือที่สั่นจากความอ่อนล้า “เพราะถ้าข้าใช้มันตอนนี้ เราจะไม่เหลืออะไรไว้เลยยามเผชิญสิ่งที่เลวร้ายกว่านี้” หลิงเฟิงตอบ ดวงตาจับจ้องคาลวินนิ่งสนิท “และข้าไม่ยอมเชื่อว่าเราสองคนจะแพ้มันโดยไม่ได้ลองสุดกำลังก่อน”
คาลวินหัวเราะแหบแห้ง เสียงนั้นเหมือนหินครูดกัน “กล้าหาญ...หรือโง่เขลากันแน่นะ เด็กสองสาย” เขายกมือขึ้นช้าๆ เส้นเืสีครามใต้ิัปูดพองเรืองแสงขุ่น พื้นดินทั้งเขตสั่นะเื แล้วซากอสูรปนเปื้อนที่ล้มลงไปก่อนหน้า—ตัวที่หลิงเฟิงกับอาเดรียลเพิ่งร่วมกันสังหารด้วยความยากลำบาก—เริ่มกระตุกตัว เนื้อหนังสีเทาสมานคืน ดวงตาทั้งหกดวงเปิดขึ้นพร้อมกันเรืองแาอย่างคลั่งแค้น “ในเขตของท่านผู้นั้น ความตายเป็เพียงคำแนะนำ” คาลวินกระซิบ “สูดหมอกนี้เข้าไปสิ เ้าจะเข้าใจว่าการถูกยกระดับนั้นงดงามเพียงใด”
อสูรสี่ตัวรายล้อมเข้ามาจากทุกทิศ หลิงเฟิงกับอาเดรียลขยับหลังชนหลังโดยสัญชาตญาณ ไม่มีคำพูด ไม่มีการนัดหมาย เพียงแต่ร่างทั้งสองหันออกคนละทาง ครอบคลุมมุมอับของกันและกันได้พอดิบพอดี ราวกับเคยทำเช่นนี้มาแล้วนับพันครั้ง ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นแล่นวาบขึ้นในอกหลิงเฟิงอีกครั้ง—ความคุ้นเคยที่ไม่ควรมี กับชายที่เขาเพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วัน “เ้าคิดอะไรอยู่” อาเดรียลถามต่ำๆ ดวงตาไม่ละจากศัตรู “ฆ่ามันแบบเดิมไม่ได้” หลิงเฟิงตอบ “แผลมันสมานเอง เ้าจำกฎของเขตนี้ได้ไหม ชี่อย่างเดียวไม่พอ มานาอย่างเดียวก็ไม่พอ”
อาเดรียลเข้าใจทันที ในยุทธ์ก่อนหน้าทั้งคู่ค้นพบมันด้วยความเ็ป—าแที่เปิดด้วยพลังชี่จะถูกหมอกปนเปื้อนเย็บปิดในพริบตา เว้นแต่จะมีมานาถล่มซ้ำลงไปในจังหวะเดียวกัน เปลวพลังสองสายต้องลงพร้อมกันราวค้อนสองเล่มทุบทั่งเดียว “งั้นก็ต้องจังหวะเดียวกัน” เ้าชายเวทเอ่ย น้ำเสียงนั้นไร้ความจองหองที่เคยมี เหลือเพียงความเด็ดขาดของนักรบ “ข้าเปิด เ้าตาม หรือเ้าเปิด ข้าตาม” “เ้าเปิด ข้าตาม” หลิงเฟิงตอบทันควัน “ดาบข้าเร็วกว่าจะปิดท้าย” มุมปากอาเดรียลกระตุกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้มที่ไม่ทันได้ยิ้ม “เด็กตราเทาสั่งเ้าชายแวร์นาธ...โลกนี้กลับหัวแล้วจริงๆ”
อสูรตัวแรกพุ่งเข้าหา อาเดรียลยกมือขึ้น เปล่งคาถาสั้นกระชับ มานาครามพวยพุ่งเป็หอกแสงเสียบทะลุอกอสูรจนเป็รูโบ๋ าแเริ่มเรืองแสงเทาพยายามสมานตัว—แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลิงเฟิงพุ่งตามเงาของหอกแสงเข้าไป กระบี่ไม้ไร้คมในมือห่อหุ้มด้วยชี่สีทองวาววับ เขาฟันลงตรงรอยแผลที่ยังเปิดอยู่พอดิบพอดี ชี่ทองทะลักเข้าไปขับไล่หมอกปนเปื้อนไม่ให้สมานปิด แล้วมานาครามของอาเดรียลที่ตามมาติดๆ ก็ถล่มซ้ำลงไปในรูเดียวกัน เสียงคำรามของอสูรขาดห้วน ร่างมันแยกออกเป็สองซีกก่อนสลายเป็เถ้าธุลี “ได้ผล!” หลิงเฟิงร้อง หัวใจเต้นแรงด้วยบางสิ่งที่ไม่ใช่เพียงความตื่นเต้นในศึก
จากนั้นทั้งสองก็เคลื่อนไหวราวเป็กายเดียวที่มีสองร่าง อาเดรียลเปิดแผล หลิงเฟิงเสียบดาบ หลิงเฟิงเบี่ยงการจู่โจม อาเดรียลถล่มมานาปิดท้าย จังหวะของทั้งคู่ประสานกันแเีจนน่าขนลุก ไม่ใช่การฝึกซ้อม ไม่ใช่การคำนวณ แต่เป็บางสิ่งที่ลึกกว่านั้น—ราวกับร่างกายทั้งสองจดจำกันและกันได้ก่อนที่ใจจะรู้จัก อสูรตัวที่สอง ที่สาม ที่สี่ ทยอยสลายเป็เถ้าใต้จังหวะดาบและเวทที่ไม่มีรอยต่อ หลิงเฟิงได้ยินลมหายใจของอาเดรียลถี่กระชั้นเคียงข้าง รับรู้ตำแหน่งของเขาได้แม้ไม่หันมอง และในห้วงคับขันนั้นเอง คำถามที่ค้างคามาั้แ่ด่านสามม่านก็ดังขึ้นอีกครั้งในใจ—เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเคยยืนเคียงเ้ามาก่อน
แต่คาลวินมิใช่อสูรไร้สมอง เขาเฝ้าดูการรำดาบประสานเวทนั้นด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆ จางลง “น่าทึ่ง...น่าทึ่งจริงๆ” เขาพึมพำ “สองสายที่เต้นรำเคียงกันโดยไม่บังคับให้รวม...ท่านผู้นั้นบอกข้าไว้แล้ว ว่าเด็กคนนี้จะเป็เช่นนี้” ทันใดนั้นเขาก็ผายมือ หมอกเทาทั้งเขตพลันพุ่งรวมเข้าหาตัวเขา ไหลเวียนรอบกายเป็เกราะหมุนวน ร่างของอดีตจอมเวทพองโตขึ้น เส้นเืครามปูดทั่วใบหน้าจนแทบไม่เหลือเค้าความเป็มนุษย์ “พอกันทีกับเกมเด็กเล่น ข้ารับคำสั่งให้พาเ้ากลับไปเป็ๆ แต่ไม่มีใครบอกว่าต้องครบสามสิบสองชิ้นส่วน”
มานาครามขุ่นพุ่งออกจากตัวคาลวินเป็คลื่นมหึมา อาเดรียลยกกำแพงเวทขึ้นรับ แต่พลังนั้นรุนแรงเกินกว่ามานาที่ร่อยหรอของเขาจะต้านไหว กำแพงแตกกระจาย ร่างเ้าชายเวทถูกซัดกระเด็นไปกระแทกผาหิน เืสีแดงสดไหลจากมุมปาก “อาเดรียล!” หลิงเฟิงตวาดลั่น เสียงนั้นแหลมด้วยความตื่นตระหนกที่เขาไม่ทันยั้ง เขาพุ่งเข้าขวางคลื่นพลังลูกที่สอง กระบี่ไม้ห่อชี่ทองตั้งรับเต็มกำลัง แรงปะทะะเืกระดูกทุกชิ้น ฝ่าเท้าเขาไถลถอยหลังครูดดินเป็รอยยาว แต่เขายืนหยัดไว้ได้ ขวางอยู่ระหว่างคาลวินกับร่างที่ล้มลงของอาเดรียลอย่างไม่ยอมถอยแม้ก้าวเดียว
“เ้ายอมเสี่ยงตายเพื่อคนของอาณาจักรที่เป็ศัตรูเ้าหรือ” คาลวินถามด้วยความสนเท่ห์จริงใจ “เมื่อสามวันก่อนพวกเ้ายังเกลียดหน้ากัน” หลิงเฟิงเช็ดเืที่มุมปาก ยืนตัวตรง “ข้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อวานเราเป็อะไรกัน” เขาตอบ เสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น “แต่วันนี้เขายืนเคียงข้างข้าในที่ที่ไม่มีใครยืนให้ นั่นก็พอแล้ว” ด้านหลังเขา อาเดรียลพยุงตัวขึ้นด้วยข้อศอกที่สั่น ดวงตาครามจับจ้องแผ่นหลังของเด็กตราเทาที่กำลังกางร่างปกป้องเขา และในดวงตาคู่นั้นมีบางอย่างที่ละลายลง—น้ำแข็งที่ก่อตัวมาทั้งชีวิตเริ่มแตกร้าวเป็ครั้งแรก
คาลวินยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ หมอกปนเปื้อนทั่วเขตควบแน่นเป็หอกครามั์นับสิบเล่มลอยล้อมรอบตัวเขา “งั้นก็ตายไปพร้อมกันสิ” เขาคำราม แล้วหอกทั้งหมดพุ่งลงมาราวสายฝนแห่งความตาย หลิงเฟิงรู้ทันทีว่าตั้งรับไม่ไหว หลบก็ไม่พ้น ในห้วงเสี้ยววินาทีนั้น เขารู้สึกถึงสองสายธารในกาย—ชี่สีทองกับมานาสีคราม—ดิ้นรนอยากพุ่งออกมาเต็มกำลัง อยากหลอมรวมเป็หนึ่งเพื่อสร้างพลังที่มากพอจะปัดป้องทุกสิ่ง คำสั่งห้ามของป๋ายเหอดังก้องในหัว แต่ความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้าดังกว่า มือเขาเกือบจะปลดปล่อยเขื่อนกั้นนั้นออก
“อย่า!” เสียงอาเดรียลดังขึ้นจากด้านหลัง เ้าชายเวทคลานขึ้นมายืนเคียงเขาทั้งที่ขาแทบทรุด มือหนึ่งกุมซี่โครงที่หัก “อย่าให้มันเห็นแสงดาว ข้าบอกเ้าแล้ว” เขาหอบ “ถ้ามันเห็น มันจะไม่ฆ่าเ้า แต่มันจะลากเ้าไปหาท่านผู้นั้น แล้วเ้าจะไม่มีวันได้กลับ...ไม่ได้กลับไปหาคนที่เ้ารัก” คำสุดท้ายนั้นเสียบเข้ากลางใจหลิงเฟิง—ป้าซู เสี่ยวถาว แผงก๋วยเตี๋ยวที่กลิ่นอบอวล โลกทั้งใบที่เขาจากมาเพื่อปกป้อง เขากัดฟันจนเืซึม ดึงสองสายธารที่กำลังจะหลุดมือนั้นกลับเข้าเขื่อน “งั้นเราก็จะรอดด้วยกัน” เขากระซิบ “จังหวะเดียว อาเดรียล เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ทุ่มทั้งหมด”
อาเดรียลเหลือบมองหอกครามั์ที่กำลังพุ่งลงมา แล้วมองมือของหลิงเฟิงที่ยื่นมา เขาไม่ลังเลอีกต่อไป เ้าชายผู้ไม่เคยไว้ใจสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คว้ามือเด็กตราเทานั้นไว้แน่น มานาครามที่เหลืออยู่ทุกหยดไหลรวมสู่ฝ่ามือที่ประสานกัน หลิงเฟิงปล่อยชี่สีทองไหลตามเส้นแขนของตนไป ไม่ใช่หลอมรวม—แต่เคียงข้าง สองสีพันเกลียวกันราวเส้นด้ายคู่ ทองกับคราม ชี่กับมานา วิ่งวนรอบกันโดยไม่กลืนกิน เกิดเป็ลำแสงเกลียวคู่พุ่งขึ้นปะทะหมู่หอกครามกลางอากาศ เสียงะเิะเืทั้งป่าหิน คลื่นพลังซัดฝุ่นเทากระจายเป็วงกว้าง
เมื่อฝุ่นจางลง หอกครามทั้งสิบเล่มสลายไปสิ้น เหลือเพียงหลิงเฟิงกับอาเดรียลที่ยังยืนอยู่ มือยังประสานกัน หายใจหอบพร้อมกันเป็จังหวะเดียว คาลวินถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกตะลึง “เป็ไปไม่ได้...เด็กตราเทากับเ้าชายที่มานาเกือบหมด ต้านพลังของข้าได้อย่างไร” เขาจ้องมือที่ประสานกันของทั้งคู่ แล้วบางสิ่งในดวงตาขุ่นนั้นก็เปลี่ยนไป จากความฉงนเป็ความหิวกระหาย “อ๋อ...ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ใช่พลังของเ้าคนเดียว แต่เป็สองสายที่เต้นรำเคียงกัน นี่แหละ...นี่แหละสิ่งที่ท่านผู้นั้นตามหามาตลอดร้อยปี”
หลิงเฟิงรู้ว่าโอกาสนี้จะไม่มีอีก เขากระซิบกับอาเดรียลแ่เบา “อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เล็งไปที่หัวใจมัน หมอกของมันมาจากตรงนั้น” อาเดรียลพยักหน้า ทั้งคู่สูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่เหลือ คาลวินเห็นท่าทีนั้นจึงรีบควบหมอกขึ้นมาเป็เกราะอีกชั้น แต่ช้าไป—หลิงเฟิงพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เกินกว่าเด็กตราเทาควรจะมี กระบี่ไม้ไร้คมห่อชี่ทองเสียบทะลุเกราะหมอกตรงอกของคาลวิน เปิดรอยแยกที่หมอกพยายามสมานปิดทันที “เดี๋ยวนี้!” เขาะโ และจากด้านหลัง ลำแสงมานาครามดวงสุดท้ายของอาเดรียลก็พุ่งตามเงากระบี่เข้าไปถล่มซ้ำในรอยแผลเดียวกัน เจาะทะลุเข้าสู่ใจกลางที่เป็บ่อเกิดของพลังปนเปื้อนทั้งหมด
คาลวินกรีดร้อง เสียงนั้นบิดเบี้ยวระหว่างความเ็ปของมนุษย์กับเสียงคำรามของบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป หมอกเทาทั้งเขตที่เคยเชื่อฟังเขาพลันปั่นป่วน ไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างที่กำลังแตกสลายของเขา เส้นเืครามทั่วกายเรืองแสงวาบสุดท้ายก่อนดับลง ร่างของอดีตจอมเวทขั้นเจ็ดแห่งแวร์นาธทรุดลงคุกเข่า ดวงตาขุ่นค่อยๆ ใสขึ้นชั่วขณะ ราวกับสติของมนุษย์คนเดิมหวนคืนมาในวินาทีสุดท้าย เขาเงยหน้ามองหลิงเฟิงด้วยสายตาที่กลับมาเป็มนุษย์อีกครั้ง “ขอบใจ...” เขากระซิบแ่ “สามปี...ในหมอกนั่น...ข้าอยากตายมานานแล้ว”
แต่ก่อนที่หลิงเฟิงจะเอ่ยอะไรได้ ดวงตาของคาลวินก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง—ในจังหวะที่หลิงเฟิงทุ่มกำลังครั้งสุดท้าย สองสายธารในกายเขาสั่นไหวเกินควบคุม และที่กลางอกเสื้อของเด็กหนุ่ม แสงสีที่สามได้เล็ดลอดออกมาเพียงเสี้ยว—ไม่ใช่ทอง ไม่ใช่คราม แต่เป็ประกายระยิบราวแสงดาวยามดึก คาลวินเบิกตากว้าง ใบหน้าที่ใกล้ดับของเขาฉายแววที่ไม่ใช่ความหิวกระหายอีกต่อไป—แต่เป็ความหวาดหวั่นปนเคารพยำเกรงอย่างสุดขั้ว ราวเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลก ริมฝีปากเขาขยับ เปล่งคำเพียงคำเดียวออกมาแ่เบาแต่ชัดเจน “เซวียนหลิง...”
หลิงเฟิงแข็งทื่อ คำนั้น—ชื่อนั้น เขาเคยได้ยินมาก่อน ไม่ใช่จากผู้ใด แต่จากในความฝันที่หวนมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าั้แ่เด็ก ความฝันถึงท้องฟ้าที่แตกร้าว ถึงเสียงเรียกขานชื่อหนึ่งที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วลืมเสมอ บัดนี้มันถูกเอ่ยออกมาจากปากของชายที่กำลังจะตาย และมันะเืถึงก้นบึ้งของิญญาเขาราวกุญแจที่ไขเข้ากับกลอนประตูที่เขาไม่รู้ว่ามีอยู่ “เ้า...เรียกข้าว่าอะไรนะ” เขาถามเสียงสั่น ก้าวเข้าไปหา แต่คาลวินเพียงยิ้มอ่อนๆ ดวงตาเริ่มพร่ามัว “เ้าไม่รู้...เ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็อะไร...น่าสงสาร...วิ่งหนีให้ไกล เด็กน้อย ไกลจากท่านผู้นั้น...และไกลจากตัวเ้าเองด้วย”
แล้วบางสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เหรียญทองแดงลายม่านคลื่นในย่ามของหลิงเฟิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แผ่ลมหายใจเย็นเยียบออกมาเป็วงกว้าง ไอเย็นนั้นพวยพุ่งห่อหุ้มร่างหลิงเฟิงราวม่านบางๆ และในพริบตา แสงสีที่สามที่กำลังเล็ดลอดออกจากอกเขาก็ถูกกลบดับมิดชิด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นยื่นออกมาจากโลหะเก่าแก่นั้นแล้วปิดบังประกายดาราไว้เสียสนิท หลิงเฟิงตะลึง—เขามิได้บีบเหรียญตามที่ป๋ายเหอสั่ง มันทำงานของมันเอง ราวกับรู้ว่าเมื่อใดที่แสงต้องห้ามนี้จะปรากฏ และมีหน้าที่เดียวคือซ่อนมันให้พ้นสายตาโลก คำถามใหม่ผุดขึ้นเย็นะเืในใจเขา—ป๋ายเหอรู้มาตลอดหรือ ว่าข้าจะเปล่งแสงนี้ออกมา และเหรียญนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดข้าโดยเฉพาะ
คาลวินไม่ทันเห็นแสงดาวอีกครั้ง ความหวาดหวั่นในดวงตาเขาเลือนหายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย ร่างของเขาสลายเป็เถ้าธุลีสีเทา ฟุ้งกระจายปะปนกับหมอกปนเปื้อนที่กำลังจางลงทั่วทั้งเขต เหลือไว้เพียงเสื้อคลุมตราหอเวทหลวงแวร์นาธที่ขาดวิ่น ตกอยู่บนพื้นหินอย่างเดียวดาย อาเดรียลเดินโซเซเข้ามาเก็บมันขึ้น นิ้วลูบไล้ตราสัญลักษณ์ของบ้านเกิดตนด้วยสีหน้าที่อ่านยาก “เขาเคยเป็จอมเวทที่ข้าเคยได้ยินชื่อ” เ้าชายเวทเอ่ยต่ำๆ “ตอนเด็ก ข้าเคยอยากเก่งเหมือนเขา และพวกเขาบอกว่าเขาตายในหน้าที่อย่างมีเกียรติ...ไม่มีใครบอกข้าว่าความจริงคือถูกส่งมาตายในหมอกนี้ แล้วถูกลืม”
หลิงเฟิงไม่รู้จะปลอบอย่างไร เขาเพียงทรุดนั่งลงข้างอาเดรียลด้วยความอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้ ทั้งสองนั่งเงียบกันครู่หนึ่งท่ามกลางซากปรักของยุทธภูมิ หมอกเทาจางหายไปจนเริ่มเห็นแสงสองสีของม่าน์เบื้องบนอีกครั้ง—ทองและคราม ส่องลงมาบนร่างที่บอบช้ำของทั้งคู่ “เ้าเรียกชื่อข้า” อาเดรียลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ตอนข้าโดนซัดไป เ้าะโเรียกชื่อข้า” หลิงเฟิงรู้สึกใบหน้าร้อนวูบ “ก็...เ้าเกือบตายนี่” อาเดรียลหันมามองเขา ดวงตาครามที่เคยเ็าบัดนี้อ่อนลงอย่างที่หลิงเฟิงไม่เคยเห็น “ไม่มีใครเรียกชื่อข้าแบบนั้นมานานแล้ว” เขากระซิบ “ราวกับข้าเป็คน ไม่ใช่รัชทายาทลำดับสาม ไม่ใช่เครื่องมือของบัลลังก์...แค่อาเดรียล”
คำพูดนั้นแขวนค้างอยู่ในอากาศระหว่างทั้งสอง บางอย่างที่ไม่มีชื่อเรียกได้ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในห้วงเวลาสั้นๆ นั้น หลิงเฟิงอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ถ้อยคำไม่ยอมออกมา เขาจึงเพียงยื่นมือไปบีบไหล่อาเดรียลเบาๆ เป็การสื่อสารที่ไม่้าคำอธิบาย อาเดรียลไม่ปัดมือนั้นออก กลับนิ่งรับไว้ครู่หนึ่ง แล้วทั้งสองก็หันไปมองม่าน์สองสีเบื้องบนพร้อมกัน โดยไม่มีใครเอ่ยถึงสิ่งที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจ บางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วระหว่างเด็กกำพร้าเมืองชายม่านกับเ้าชายเวทแห่งประจิม และทั้งคู่ต่างรู้ดี แม้จะยังไม่มีใครกล้าเรียกมันด้วยชื่อ
“เื่แสงดาวเมื่อกี้” อาเดรียลเอ่ยขึ้นในที่สุด สีหน้ากลับมาจริงจัง “คาลวินเห็นมันก่อนตาย เขาเรียกเ้าด้วยชื่อบางอย่าง” หลิงเฟิงพยักหน้าช้าๆ มือกุมเหรียญทองแดงที่ยังเย็นเยียบในย่าม “เซวียนหลิง” เขาทวนเบาๆ “ข้าเคยได้ยินชื่อนี้ในฝัน อาเดรียล ในฝันที่ข้าฝันมาั้แ่จำความได้ ฟ้าที่แตกร้าว เสียงคนเรียกชื่อนี้ แล้วข้าก็ตื่น” เขาเงยหน้ามองเ้าชายเวท “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็ใคร ป๋ายเหอปิดบางอย่างไว้จากข้า เหรียญนี้ก็ด้วย มันซ่อนแสงดาวของข้าเองโดยที่ข้าไม่ได้สั่ง” อาเดรียลเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น “งั้นเราต้องหาคำตอบ และจนกว่าจะถึงวันนั้น ความลับนี้จะอยู่แค่ระหว่างเราสองคน ข้าจะไม่บอกใคร—แม้แต่อาณาจักรของข้าเอง”
หลิงเฟิงมองหน้าเ้าชายเวทอย่างประหลาดใจ คำสัญญานั้นมีน้ำหนักเกินกว่าที่คนแปลกหน้าจะให้แก่กัน อาเดรียลกำลังเลือกข้างเด็กตราเทาไร้สำนัก เหนือกว่าคำสั่งของบ้านเกิดและบัลลังก์ที่เขาควรภักดี “ทำไม” หลิงเฟิงถามเบาๆ “ทำไมเ้าถึงปกป้องข้า ทั้งที่เราควรเป็คู่แข่งกัน” อาเดรียลลุกขึ้นยืน ยื่นมือลงมาช่วยพยุงหลิงเฟิงขึ้น “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบตามตรง รอยยิ้มจางๆ แรกที่หลิงเฟิงได้เห็นปรากฏบนใบหน้าเ็านั้น “แต่ตอนที่เรารบเคียงกันเมื่อกี้ ข้ารู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ราวกับ...ราวกับข้าเคยทำสิ่งนี้มาก่อน เคียงข้างเ้านี่แหละ นานมาแล้ว นานเสียจนจำไม่ได้” หลิงเฟิงจับมือนั้นไว้แน่น หัวใจเต้นแรง เพราะเขารู้สึกแบบเดียวกันเป๊ะทุกประการ
ทั้งสองพยุงกันเดินออกจากเขตรอยแยกหมายเลขเก้าอย่างทุลักทุเล กระเป๋าผลึกปนเปื้อนที่เก็บมาได้ครบตามภารกิจห้อยอยู่ที่เอวของหลิงเฟิง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอยแยกบนฟ้าที่ค่อยๆ หรี่แสงลงหลังการตายของคาลวิน หลิงเฟิงสังเกตเห็นบางสิ่งที่ทำให้ขนลุก—รอยแยกนี้ถูกถ่างเปิดจากภายในจริงดังที่เขาสงสัย ขอบของมันเรียบเกินกว่าจะเกิดเองตามธรรมชาติ ราวมีใครใช้เครื่องมือบางอย่างกรีดเปิดม่าน์ตรงจุดนี้โดยเจตนา “มีคนจงใจเปิดมัน” เขาเอ่ยกับอาเดรียล “และจงใจส่งเรามาที่นี่” อาเดรียลพยักหน้าเคร่งขรึม “อาจารย์าุโที่ประกาศภารกิจ จับคู่เราแล้วส่งมารอยแยกที่หนักที่สุด ขณะคู่อื่นได้รอยแยกใกล้กำแพง เ้าคิดว่ามันบังเอิญหรือ”
คำถามนั้นแขวนค้างอยู่อย่างหนักอึ้ง ในขณะที่ทั้งสองยังครุ่นคิด เสียงกระพือปีกแว่วมาจากเบื้องบน หลิงเฟิงเงยหน้าขึ้นทันควัน เห็นเงาดำของนกกาตัวหนึ่งบินตัดผ่านม่านสองสี ขนของมันมีสีเทาเถ้าผิดจากกาธรรมดา มันโผบินวนเหนือยุทธภูมิครู่หนึ่งราวกำลังสำรวจ ก่อนจะมุ่งหน้าข้ามม่านไปทางทิศที่ไม่มีสถาบันใดตั้งอยู่ หลิงเฟิงรู้สึกเย็นวาบ เขาเคยได้ยินเซินหรูเอ่ยถึงนกกาเถ้าที่ส่งสารข้ามม่าน และสัญชาตญาณบอกเขาว่ามันเพิ่งบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่—การตายของคาลวิน การผสานพลังของทั้งคู่ และบางที...อาจรวมถึงเสี้ยวแสงดาวที่เล็ดลอดออกมาก่อนเหรียญทองแดงจะกลบมันไว้ “เราต้องรีบกลับ” หลิงเฟิงเอ่ยเสียงเครียด “และต้องระวังทุกคนในสถาบัน แม้แต่อาจารย์”
ระหว่างทางกลับที่ยาวนานสามสิบลี้ ทั้งสองแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ความเงียบนั้นต่างจากความเงียบเ็าเมื่อขามา มันเป็ความเงียบของคนที่ผ่านความเป็ความตายมาด้วยกัน และไม่จำเป็ต้องเติมเต็มอากาศด้วยคำพูดอีกต่อไป เมื่อเงาสถาบันร่วมสองพิภพปรากฏขึ้นในระยะไกล อาเดรียลหยุดเดิน หันมามองหลิงเฟิง “ก่อนเข้าไป มีเื่ที่เ้าต้องรู้” เขาเอ่ย “รัชทายาทลำดับสามอย่างข้าถูกส่งมาสถาบันนี้พร้อมคำสั่งลับ ข้าไม่ได้มาเรียนเฉยๆ” หลิงเฟิงนิ่งฟัง หัวใจเต้นแรง “คำสั่งคือให้สังเกตการณ์และรายงานเื่ ‘ผู้ถือแก่นสองพิภพ’ หากพบ” อาเดรียลสบตาเขาตรงๆ “นั่นคือเ้า หลิงเฟิง และข้ากำลังเลือกที่จะไม่ทำตามคำสั่งนั้น ข้าอยากให้เ้ารู้ไว้ ก่อนที่เ้าจะตัดสินใจไว้ใจข้า”
หลิงเฟิงตะลึงกับความซื่อสัตย์นั้น เ้าชายเวทเปิดเผยไพ่ในมือทั้งหมดให้เขาเห็น ทั้งที่ไม่จำเป็ต้องทำ ทั้งที่การเงียบไว้จะปลอดภัยกว่าสำหรับตัวเขาเอง “แล้วทำไมเ้าถึงบอกข้า” หลิงเฟิงถาม อาเดรียลยิ้มบางๆ “เพราะข้าเบื่อที่จะเป็เครื่องมือของคนอื่น” เขาตอบ “ทั้งชีวิตข้าทำตามคำสั่ง เป็รัชทายาทที่ดี เป็อาวุธที่คม วันนี้เป็ครั้งแรกที่ข้าเลือกเอง และข้าเลือกที่จะยืนข้างคนที่เรียกชื่อข้าเหมือนข้าเป็คน” หลิงเฟิงรู้สึกบางสิ่งอุ่นวาบขึ้นในอก เขายื่นมือออกไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อพยุงในศึก แต่เพื่อสัญญา “งั้นเราก็เลือกด้วยกัน นับจากนี้ ไม่ว่าจะเจอกับอะไร” อาเดรียลจับมือนั้น “ด้วยกัน”
เมื่อทั้งสองก้าวผ่านประตูสถาบัน เซินหรูวิ่งเข้ามาหาทันที สีหน้าของศิษย์พี่ตราทองเต็มไปด้วยความกังวล “พวกเ้าหายไปนานเกินกำหนด ข้าเกือบจะออกตามแล้ว” เขากวาดสายตามองาแของทั้งคู่ แล้วหรี่ตาลง “รอยแยกหมายเลขเก้า...เ้ารู้ไหมว่าที่นั่นมีศิษย์รุ่นก่อนหายสาบสูญไปสองคนเมื่อปีกลาย ไม่มีใครควรถูกส่งไปที่นั่นในภารกิจแรก” หลิงเฟิงกับอาเดรียลสบตากัน คำพูดของเซินหรูยืนยันความสงสัยของพวกเขา เซินหรูก้มเสียงลงต่ำ “ใครเป็คนมอบหมายภารกิจให้พวกเ้า” “อาจารย์าุโเฟิ่งที่ดูแลการรับศิษย์ใหม่” หลิงเฟิงตอบ ใบหน้าของเซินหรูเคร่งขรึมขึ้นทันที เขามองซ้ายขวาก่อนกระซิบ “ตามข้ามา ที่ที่ไม่มีหูฝาผนัง มีบางอย่างเกี่ยวกับสถาบันนี้ที่พวกเ้าควรรู้ และมันเกี่ยวกับเหตุผลที่อาจารย์ของข้าส่งข้ามาที่นี่ั้แ่แรก”
คืนนั้น ในห้องเล็กลับตาคนหลังคลังวิชา เซินหรูจุดตะเกียงดวงเดียวแล้วเริ่มเล่า แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำสำคัญ หลิงเฟิงก็รู้สึกถึงบางสิ่งในย่าม—เหรียญทองแดงของป๋ายเหอ อุ่นขึ้นเป็ครั้งแรก ไม่ใช่เย็นอย่างที่ผ่านมา เป็ความอุ่นแ่เบาราวการเรียกหา หลิงเฟิงหยิบมันออกมา และในแสงตะเกียงสลัว ลายม่านคลื่นบนเหรียญก็เรืองแสงทองจางๆ ขึ้นเป็อักขระโบราณที่เขาอ่านไม่ออก—ยกเว้นคำเดียวที่กลางเหรียญ คำที่ทำให้หัวใจเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ เป็คำเดียวกับที่คาลวินเอ่ยก่อนตาย เป็ชื่อในฝันที่ตามหลอกหลอนเขามาทั้งชีวิต—เซวียนหลิง เซินหรูเห็นอักขระนั้นแล้วใบหน้าถอดสี “เหรียญนั้น...เ้าได้มันมาจากไหน” เขาถามเสียงสั่น “อักษรนี้...นี่คือตราของผู้พิทักษ์ม่านรุ่นก่อตั้ง และชื่อนี้...หลิงเฟิง ชื่อนี้คือชื่อของคนที่ตำนานบอกว่าเป็คนสร้างม่าน์ขึ้นมากับมือ เมื่อพันปีก่อน”
คำพูดนั้นทิ้งความเงียบหนักอึ้งลงในห้องเล็ก เปลวตะเกียงไหวระริก หลิงเฟิงจ้องเหรียญในมือที่เรืองแสงชื่อโบราณ ความจริงที่เขาวิ่งหนีมาตลอดเริ่มไล่ตามทันแล้ว—เขาไม่ใช่เพียงเด็กกำพร้าไร้ตระกูลใต้ม่านสองสี เขาคือบางสิ่งที่ผูกโยงกับรากเหง้าของม่าน์เอง กับชื่อที่ทั้งบอสประจำเล่มและจอมเวทเสื่อมต่างรู้จัก และในห้วงยามที่ปริศนาเริ่มคลี่คลายทีละน้อยนั้น คำถามที่น่าสะพรึงที่สุดก็ผุดขึ้นในใจเขา หากเซวียนหลิงคือผู้สร้างม่านเมื่อพันปีก่อน และเซวียนตู ‘ผู้ตัดม่าน’ คือบอสที่หมายฉีกม่านให้สิ้น เหตุใดชื่อทั้งสองจึงคล้ายกันนัก และเหตุใดป๋ายเหอ—ผู้พิทักษ์ม่านคนสุดท้าย—จึงเลือกชุบเลี้ยงเขาไว้ในเงามืด พร้อมเหรียญที่ออกแบบมาเพื่อปกปิดตัวตนของเขาโดยเฉพาะ พรุ่งนี้เขาจะต้องส่งข่าวถึงป๋ายเหอ และคราวนี้ เขาจะไม่ยอมรับคำตอบครึ่งๆ กลางๆ อีกต่อไป