เมื่อจดจำรูปสลักบนป้ายหยกนั้นได้ เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าเขาคือ ‘องค์ชายรอง’ ผู้นั้นนั่นเอง เพราะในฝันครั้งนี้ เธอได้เห็นเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ั้แ่ต้นจนจบ เธอจึงได้รู้ว่าเป็การป้ายสีให้กับองค์ชายพระองค์นั้น
“ว่าอย่างไร แม่นาง” เสียงทรงอำนาจ เรียกเธอให้กลับสู่ปัจจุบัน
“เอ่อ...” ทำไงดี พูดกับองค์ชายนี่ต้องใช้คำพูดยังไงกันนะ ถามไปตรงๆ เลยก็แล้วกัน... “ท่านคือองค์ชายรอง...ใช่ไหมคะ”
“ใช่ ข้าคือองค์ชายรอง ไป๋หลงหลาน เ้าเข้ามาในจวนของข้าด้วยเหตุอันใด แม่นาง เ้าต้องเป็ยอดฝีมือคนหนึ่งทีเดียว ที่สามารถเล็ดรอดผ่านทหารเวรยามเข้าจวนข้ามาได้ แต่ทำไมถึงมาหมดสติได้ล่ะ หรือหนีผู้ใดมา”
เอาล่ะสิ ซีซีเอ๋ย จะอธิบายยังไงดีล่ะเนี่ย... เธอมองไปรอบๆ ก่อนจะนึกคำพูดที่เหมาะสม แล้วเอ่ยไปแบบกล้าๆ กลัวๆ
“ขอเล่า...เอ่อ...กราบทูลเป็การส่วนตัว เอ้ย...ส่วนพระองค์ได้ไหม...เพคะ”
ไป๋หลงหลาน ขมวดคิ้ว จ้องดวงตากลมโตที่มองเงยขึ้นมาแบบกล้าๆ กลัวๆ อยู่เพียงครู่ จึงเบือนหน้าไปพยักหน้าให้กับชายหนุ่มข้างๆ อีกคนที่มีทีท่าองอาจเช่นกันหากไม่ได้ใส่เครื่องแบบทหาร แล้วชายผู้นั้นก็โบกมือให้เหล่าพวกทหารด้านหลังให้ออกไปจากห้องขังนั้นให้หมด
“เล่ามา”
จ้าวรั่วซีเหลือบตามองไปที่ชายหนุ่มอีกคน
“นี่ลู่เจ๋อ องครักษ์ของข้า เขาต้องอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลา เล่ามาได้แล้วแม่นาง ถึงเ้าจะเป็หญิง ก็ใช่ว่าข้าจะไม่กล้าลงโทษเ้านะ เพราะฉะนั้น อย่าท้าทายความอดทนของข้า”
“ค่ะ...เอ่อ...คือ...” หญิงสาวไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ... ถ้าไม่โดนหาว่าเป็บ้า ก็คงโดนทำโทษ... แต่ไม่เล่าจะยิ่งโดนหนักแน่ๆ
“ฉัน...เอ้ย...หม่อมฉัน ชื่อว่า ‘จ้าวรั่วซี’ มาจากที่…ที่ไกลมาก หม่อมฉันก็ไม่ทราบว่าเอาตัวเองเข้ามาในจวนของท่าน...เอ้อ.. ของฝ่าาได้อย่างไร ฟ้าคงส่งหม่อมฉันมาให้มาเตือนองค์ชายว่าท่านกำลังจะมีภัยกระมังเพคะ” เธอคิดในใจว่ายิ่งพูดยิ่งเหมือนคนเสียสติ หญิงสาวถอนหายใจแล้วเลยเงยหน้ามองหน้าองค์ชายอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าตามความจริงว่าเธอฝันและเสมือนได้เข้าไปอยู่เหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้น และเตือนชายหนุ่มว่าเขากำลังจะถูก ใส่ร้ายให้เป็แพะรับบาปจากคดีฆาตกรรมนั้น
“...แล้วหม่อมฉันมารู้ตัวอีกครั้ง ก็ตื่นขึ้นมาในคุกนี้ นี่แหละเพคะ”
“เหลวไหล!” คราวนี้เป็ไป๋หลงหลานเอง ที่ตวาดด้วยเสียงดังทรงอำนาจ มีพลังจนเธอใกลัว ก้มหน้างุด น้ำตาพลันไหลอาบแก้มนวลทันที
“เ้าเห็นข้าเป็เด็กอมมือหรืออย่างไร จึงมาแต่งนิทานให้ฟัง...ข้าต้องขอบคุณเ้าด้วยไหมที่อุตส่าห์เสี่ยงตายลอบเข้ามาเพื่อเล่านิทานบ้าบอนี่ให้ข้าฟัง”
เพียงครู่เดียวที่จ้าวรั่วซีใกลัวกับเสียงแสดงความพิโรธนั้น หากนี่เป็โอกาสที่เธออาจจะมีโอกาสได้รู้ความนัยของเื่ราวที่เธอต้องพาตนเองมาเกี่ยวข้อง กับข้อมูลปริศนาของพ่อที่ทิ้งเอาไว้ก่อนตาย แล้วเธอก็อยากช่วยองค์ชายจอมดุคนนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ?
หญิงสาวเลยรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เงยหน้าสบตาเขาอีกครั้ง หากครั้งนี้ แม้ยังเหลือคราบน้ำตาแห่งความตระหนกเมื่อครู่ แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“หม่อมฉันขอสาบานเพคะ ว่าทุกคำที่หม่อมฉันบอก...เอ้ย...กราบทูลพระองค์ เป็ความจริงทุกคำ หม่อมฉันทราบดีว่ามันเป็เื่เหลือเชื่อมากๆ แต่มันก็คือความจริง หม่อมฉันอยากช่วยพระองค์จริงๆ นะเพคะ”
“เ้าจะบอกว่า เ้ามาจาก...ภพอื่น...เพื่อช่วยข้าให้พ้นผิดจากการถูกป้ายสีคดีฆาตกรรมขุนนางท่านหนึ่งอย่างนั้นหรือ...เ้าเอาสิ่งใดคิดว่าจะมีคนเชื่อวาจาเช่นนี้ของเ้า คิดว่าข้าไม่กล้า ‘ฆ่า’ เ้าหรืออย่างไร” ประโยคสุดท้ายเขาตั้งใจเน้นคำว่า ‘ฆ่า’ เพื่อสร้างความกดดันให้กับหญิงสาว
“ถ้าฉัน...เอ้ย...หม่อมฉันหวังร้ายกับฝ่าาจริงๆ ทำไมหม่อมฉันต้องลำบากลำบนมาบอกพระองค์ด้วยล่ะเพคะ” สาวยุคสองศูนย์สองห้าอย่างเธอก็เริ่มหงุดหงิดแล้วเหมือนกันนะ แผลที่หัวเข่าก็เจ็บมาก น้ำเสียงที่ตอบไปจึงมีหางเสียงกระแทกเล็กน้อย... นี่ฉันหวังดีนะยะพ่อคุณ!
ไป๋หลงหลานชะงักไปชั่วครู่กับหางเสียงตวัดกระแทกแบบมีแง่งอน ... นี่นางไม่กลัวตายเลยหรืออย่างไร เกิดมาเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่กล้าสบตากับเขาแล้วยังขึ้นเสียง แถมแววตาฉายแววหงุดหงิดใส่ ‘เขา’ อีกด้วย! ...น่าสนใจ...
แม้ไป๋หลงหลานยังไม่เชื่อในสิ่งที่หญิงสาวบอกเล่า แต่อะไรบางอย่างทำให้เขาลังเล อาจเพราะด้วยวิธีการพูดและคำศัพท์ที่ใช้บางคำแตกต่างกันด้วยยุคสมัย ท่าทางที่ดูจะแปลกตา เหมือนผิดที่ผิดทาง เมื่อพิศดูใบหน้าก็จัดว่าเป็คนสวยทีเดียว ดูมีสง่าราศี ไม่ใช่สาวชาวบ้านทั่วไป รูปหน้างดงามได้สัดส่วน ใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวพรรณขาวเนียนเปล่งประกาย ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน คิ้วเรียวได้รูปทำให้ใบหน้าดูอ่อนหวาน จมูกเล็กเรียวตรง รับกับริมฝีปากอิ่ม เส้นผมยาวตรงไม่ดำสนิทหากดูคล้ายสีน้ำตาลเข้ม ทั้งหมดนี้ทำให้นางดูเป็หญิงสาวที่สะอาดตา เรียบง่าย แต่โดดเด่นในความงามอย่างเป็ธรรมชาติ...โดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น...
หากหญิงสาวก็ดูเสมือนไม่รู้ขนบธรรมเนียม กริยามารยาท การใช้ภาษา และการปฏิบัติตัวในสังคม โดยเฉพาะกับองค์ชายเชื้อพระวงศ์เช่นเขา แต่ก็ดูไม่ใช่ผู้ไร้การศึกษา ที่สำคัญ ขนาดเขาตวาดเสียงดัง นางยังกล้าเงยหน้ามาสบตา กล่าวคำโต้แย้งอย่าง...ไม่เกรงกลัวเขาสักนิด... แม้นางไม่มีหลักฐาน และไม่มีแม้แต่แรงจูงใจที่จะทำให้เชื่อว่า นางหวังดีมาบอกเื่นี้กับเขา แต่ก็เดาไม่ได้ว่านางทำไปเพราะอะไร และเพื่อสิ่งใด
“ข้าจะยอมเล่นสนุกกับเ้าสักหน่อยก็ได้ ไหนเ้าว่าเ้ารู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ลองอธิบายลักษณะผู้ตายที่เ้าเห็นมา”
“ได้ค่ะ...เอ่อ...เพคะ คุณลุงคนนั้น น่าจะอายุราวๆ เจ็ดสิบปีได้เพคะ รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าค่อนข้างกลม มีเคราน้อยๆ ที่ปลายคาง...” ระหว่างที่เล่า หญิงสาวทำไม้ทำมือประกอบ ท่าทางการเล่าดูกระตือรือร้น แล้วก็ดูจริงใจ “แต่เขาก็ยังดูแข็งแรง คล่องแคล่ว ตอนที่เพิ่งกลับถึงบ้าน เขาใส่ชุดเต็มยศมาก มีทั้งเสื้อด้านใน มีเสื้อคลุม อ้อ แล้วก็มีหมวกสีดำที่มีปีกกางออกด้านข้าง...”
“ที่เ้ากล่าวมา ก็เป็ชุดขุนนางที่พบได้ทั่วไปในราชสำนัก ไม่สามารถระบุตัวตนของใครได้ ชุดสีอะไร แล้วมีลวดลายอะไรหรือไม่” ทำไมต้องช่วยนางด้วยนะ เขานึกในใจ
“อืม...ชุดเขาสวยมาก ตัวชุดคลุมเป็สีม่วงเข้ม มีขลิบดิ้นทอง มีลายปักเป็รูปนกกระเรียนสีขาว และก้อนเมฆบนอก อ้อ! ที่ประตูใหญ่หน้าบ้าน มีต้นแมกโนเลีย...เอ่อ...ไป๋อวี้หลาน สองต้นใหญ่ทั้งซ้ายและขวาค่ะ...เอ้ย เพคะ”
องค์ชายหนุ่มหันสบตากับองครักษ์คู่ใจทันที ‘ลายปักนกกระเรียนสีขาวและก้อนเมฆ เป็ลายปักสำหรับขุนนางระดับเสนาบดีฝ่ายพลเรือนเท่านั้น และ ‘ไป๋อวี้หลานสองต้นใหญ่หน้าจวน’ จะเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากท่านเสนาบดีและราชครูหยวนเสี้ยว...อาจารย์ของพวกเขา!
“ทรงเชื่อเถิดเพคะ คนร้ายใช้มีดสั้นที่มีด้ามมีดเป็หยกสลักรูปเดียวกันป้ายหยกของพระองค์ แล้วดูเหมือนทุกคนก็จะจำได้ว่ามันคือสัญลักษณ์ประจำพระองค์ด้วยนะเพคะ” จ้าวรั่วซีพูดพลางชี้นิ้วไปที่ป้ายหยกที่ห้อยยาวบนอาภรณ์ของเขา
“แล้วเ้าไม่คิดว่าเป็ข้าเอง ที่ส่งคนไปฆ่าขุนนางผู้นั้นหรือ”
“ถ้าคุณ...เอ่อ...ท่าน...เอ้ย ฝ่าาทำจริงๆ จะตั้งใจทิ้งหลักฐานเอาไว้ทำไมเพคะ ที่หม่อมฉันเห็น คุณลุงท่านนั้นเสียชีวิตด้วยยาพิษแล้ว ก่อนที่คนร้ายจะใช้มีดแทงเขาอีกหลายแผล แล้วตั้งใจเอาไปวางทิ้งไว้ริมหน้าต่าง ให้ดูเหมือนรีบหนีแล้วทำตกไว้”
“มันก็อาจจะพลาดทำตกไว้จริงๆ ก็ได้”
“พลาดกะผีน่ะสิ” เธอกระแทกเสียงเบาๆ เพราะเริ่มหงุดหงิด แล้วก็เริ่มเจ็บหัวเข่ามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วย ถ้าไม่เชื่อก็เชิญเสด็จเข้าคุกไปให้เขาเชือดก็แล้วกัน...คนอุตส่าห์หวังดี!
“เ้าว่าอะไรนะ” เขาก้มลงมาพูดใกล้หญิงสาว ด้วยเสียงที่ฟังแล้วะเืถึงหัวใจ จนเธอสะดุ้งแต่เพียงชั่ววินาที ก็กลับมาตั้งสติแล้วเงยหน้าตอบเขาได้เหมือนเดิม แถมจงใจถอนหายใจให้ได้ยินชัดๆ อีกด้วย
“หม่อมฉัน หมายความว่าฆาตกรจงใจเอามีดไปวางไว้ แล้วเดินย้อนกลับมาถีบเก้าอี้ให้ล้ม เพื่อเรียกให้คนเข้ามาดู ก่อนที่จะปีนหน้าต่างหนีไปเพคะ มันไม่ได้พลาดทำหล่น มันจงใจเพคะ!” หางเสียงกระแทกน้อยๆ พอให้รู้สึกได้ว่าเธอก็เริ่มหงุดหงิดแล้วนะ
...เออ...นอกจากจะไม่กลัวแล้ว ยังกระแทกเสียงใส่อีกด้วย... ชายหนุ่มต้องแปลกใจอีกครั้ง
แต่ก่อนที่เขาจะซักไซ้หญิงสาวมากไปกว่านี้ ก็มีทหารยามวิ่งเข้ามาขัดจังหวะ
“กราบทูลองค์ชาย ฮ่องเต้มีรับสั่งมาให้พระองค์เข้าเฝ้าทันทีพระเ้าค่ะ”
เขาสบตากับลู่เจ๋อ แล้วออกคำสั่ง “ขังนางไว้ก่อน ไว้ค่อยกลับมาไต่สวนต่อ” ก่อนจะหันหลังกลับออกไป
“ระวังตัวนะเพคะ หลักฐานของพวกมันคือสัญลักษณ์รูปัพันกล้วยไม้ ท่าน...เอ้ย ฝ่าาต้องเตรียมคำตอบไว้นะเพคะ!” จ้าวรั่วซีะโตามหลังเขาไป ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าเพียงเล็กน้อย หันกลับมามองเธอในคุก เหมือนๆ จะเห็นแววตากังวลในดวงตาของนาง
เหอะ!...เดี๋ยวจะเชื่อในสิ่งที่ฉันเตือนเองนั่นแหละ หญิงสาวคิดในใจ ขณะที่มองตามชายหนุ่มพร้อมองครักษ์คนนั้นจนลับตาไป ... อืม หากจะช่วยเขาได้ ต้องให้เขาไว้ใจก่อน ถ้าช่วยเขาพิสูจน์คดีได้ บางทีเขาอาจจะช่วยตามหาหรือไขปริศนาที่พ่อทิ้งเอาไว้ก็ได้นะ ก็วิน-วิน นะองค์ชาย
เธอจึงร้องขอกระดาษกับพู่กันกับนายทหารยาม เพื่อที่จะพยายามไล่เรียงเื่ราว ตามลำดับที่เธอฝัน เพราะคุณลุงคนนั้นไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้ายที่ถูกฆาตกรรม เมื่อเขากลับมาสอบสวนเธออีกครั้ง เธอจะได้เล่าเื่ทั้งหมดได้อย่างมีลำดับ ถูกต้อง เพื่อให้เขา’ ต้องเชื่อ’ และให้เธอช่วยเขาพิสูจน์คดีของเขา เพราะถ้าเขาไม่เชื่อ...ตายศพไม่สวยแน่ ซีซีเอ๋ย...
--------
เอาใจช่วย คุณหมอซีซี ให้รอดด้วยนะคะ....
คอมเมนท์พูดคุยกัน เป็กำลังใจกันได้นะคร้า....นักอ่านที่รัก :-)