หมู่เมฆได้รวมตัวกันทั่วบริเวณเนื่องจากผลของเวทมนตร์ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มในระหว่างที่แคเทอรีนทำการร่ายเวทย์ เสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้นมาเป็สัญญาณของการโจมตีที่รุนแรง
“เวทย์สายฟ้า อัสนีลงทัณฑ์”
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีทองผ่าลงมาใส่ร่างของดอนที่กำลังพุ่งตรงมาผาพวกเขาจนร่างนั้นร่วงลงไปกองอยู่กับเพื่อน ความรุนแรงของมันสามารถทำลายล้างกองทัพที่ไร้เครื่องรางป้องกันเวทมนตร์ได้อย่างง่ายด้วย แต่นั่นมันสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่กับเผ่าพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อเวทมนตร์
“เล่นซะหน้ามืดเลยนะไอ้มนุษย์”
[อัตราซิงโครไนซ์ 39%]
ดอนลุกเข้ายืนโดยใช้ด้ามหอกเป็ตัวช่วยแล้วสลัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความมึนเมาที่เกิดจากการกระแทกอย่างแรง
“บะ บ้าน่า นั้นเวทย์ระดับ4เลยนะ”
แคเทอรีนอุทานออกมาด้วยความใ เดิมทีแล้วเวทย์อัสนีลงทัณฑ์นั้นเป็เวทย์โจมตีวงกว้างที่ใช้ทำลายรูปแบบการรบในา ยิ่งมันถูกบีบพื้นที่ให้เหลือน้อยเท่าไหร่ พลังความรุนแรงก็จะยิ่งมากขึ้นมาเท่านั้น ทำให้ภาพของดอนที่ลุกขึ้นแล้วมีเพียงแค่อาการหน้ามืด มันจึงเป็เื่ช็อคโลกอีกเื่หนึ่ง
ฮ่า~ เปรี๊ยะๆ! เปรี๊ยะๆ!
[อัตราซิงโครไนซ์ 48%]
[อัตราซิงโครไนซ์ 62%]
[อัตราซิงโครไนซ์ 75%]
ดอนถอนหายใจลากยาวออกมาพร้อมกับรวบรวมรูปแบบพลังเวทย์ที่โดนเข้าไปเมื่อครู่ให้รวมตัวกันอยู่ที่ปลายหอกทั้งสองข้าง ทำให้เกิดประกายสายฟ้าช็อตกันอยู่ในบริเวณปลายหอก
ทางทาเคดะที่เห็นดังนั้นเขาจึงวางโล่ในมือลงและใช้มือทั้งสองข้างจับด้ามดาบให้มั่นแล้วหลับตาลง สายลมจากทั่วสารทิศค่อยๆพัดเข้ามารวมตัวกันในบริเวณใบดาบของทาเคดะ จากสายลมอ่อนๆเริ่มก่อตัวเป็สายสมกระโชกที่สุดแรงพัดหมุนวนอยู่รอบใบดาบดุจวายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ
ฮึบ!
“คมดาบวายุ!”
ดอนสูดหายใจเข้าแล้วเหนี่ยวสายฟ้าที่อยู่ปลายหอกฟาดออกไปข้างหน้าเกิดเป็คลื่นสายฟ้าของอันวิ่งขนานกันเข้าหากลุ่มผู้กล้า เช่นเดียวกันกับดอน ทาเคดะที่ชาร์จพลังมามากพอแล้วก็ปลดปล่อยพายุออกไปปะทะกับคลื่นสายฟ้าจนเกิดเสียงดังสนั่นและต้นไม้หักโค่นจากแรงะเิ
ทั้งคู่ไม่รอให้แรงจากการะเิสงบลง พวกเขาเข้าปะทะกันในทันที ด้วยความอ่อนล้าหลังจากใช้ท่าใหญ่ไป ทาเคดะจึงเริ่มเป็ผ่านที่เสียเปรียบหลังจากที่ก่อนหน้านี้ยังสามารถรับมือได่อย่างสูสี แต่ยังดีที่อักษะรูนรูปแบบสนับสนุนของลู่เซียว ทำให้เขายังเหลือลงมาก็พอสำหรับการตาอสู้ครั้งนี้
“ล้มยากล้มเย็น เป็แมลงสาบรึไง”
ดอนถึงกลับบ่นออกมาเมื่อเห็นทาเคดะที่กำลังจะหมดแรงในระหว่างการต้านคมหอกของเชาเอาไว้แล้วฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง ดอนจึงง้างหอกข้างซ้ายออกแล้วฟาดเข้าใส่ร่างของทาเคดะอย่างเต็มแรง
อัก!
ลู่เซียวใช้เวทย์เสริมความเร็วพุ่งเข้ามารับการโจมตีนั้นด้วยบาเรียที่สร้างจากอักษรรูน ถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงกว่าครั้งก่อนก็จริง แต่มันก็ไม่มากพอจะหยุดแรงนั่นเอาไว้ได้ ร่างของลูเซียวที่พุ่งเข้ามาก็ถูกซัดเข้าใส่ทาเคดะด้วยแรงปะทะจนทั้งคู่กระเด็นออกไปด้วยกัน แคเทอรีนที่เป็ห่วงทั้งคู่จึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของพวกเขา
[อัตราซิงโครไนซ์ 100%]
เมื่อการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้กับอาร์ติแฟกต์เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ออร่าสีขาวเริ่มแผ่ขนาดออกมาจากหอกทั้งสามเล่มในเวลาเดียวกัน ก่อนมันจะกลายเป็ลำแสงสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากหอกทั้งสองข้าง
ดอนจึงยกมันขึ้นเหนือหัวตามสัญชาตญาณ การะเิของกลุ่มพลังภายในอาร์ติแฟกต์ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้ลำแสงทั้งสองนั้นขนาดออกและก่อตัวเป็รูปร่างของคมหอกขนาดใหญ่
“รับไปซะไอ้พวกมนุษย์”
ลำแสงแห่งการทำลายล้างได้เคลื่อนตัวลงมาทางกลุ่มผู้กล้าที่ตอนนี้ไม่สามารถหลบหนีได้แล้ว พวกเขาทำได้แค่เพียงหลับตาลงแล้วรับชะตากรรมของพวกเขาที่ค่อยกำลังจะมาถึง
ตู้ม!
เสียงะเิดังขึ้นทันทีที่ลำเสียงนั้นได้ััลงบนพื้นดิน ส่วนของผืนป่าที่ถูกลำแสงนั้นเข้าไป ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกแผดเผาจนไม่เหลือแม้กระทั่งเถ้าถ่าน สัตว์ป่าและแหล่งน้ำเหือดแห้งเหลือเพียงแค่อากาศ
“พวกแกนี่มันแมลงสาบชัดๆ”
เมื่อแสงสีขาวที่ปกคลุมทั่วบริเวณหายไปจนหมด ปรากฏร่างของหญิงสาวเผ่าเอลฟ์ยื่นมือออกมือขวาที่มีแหวนสวมไว้อยู่ด้านหน้าพวกผู้กล้าพร้อมกับบาเรียสีทองที่เปิดรอยร้าวขนาดเล็กทั่วทั้งอัน เธอมีเรือนผมสีทองอล่ามและใบหน้าที่งดงามหาสิ่งใดเปรียบได้อยาก แต่ก็มีให้เปรียบอยู่สองที่อยู่ด้านหลังนู้น ส่วนเรือนร่างนั้นไม่ทราบเพราะมีผ้าคลุมปกปิดไว้อยู่
“พอเท่านี้เถอะค่ะท่านผู้เป็ที่รักของผืนป่า”
เอลฟ์สาวขอให้ดอนหยุดการต่อสู้ในครั้งนี้ลง เขาคือตัวหายนะแห่งการทำลายล้างจากทำนาย ในแวบแรกเธอก็ใเมื่อได้เห็นเขามีชีวิตอยู่ แต่เธอก็พูดออกมาได้อย่างไม่เต็มปากเพราะสภาพฝืนป่าบางส่วนมันกลายเป็เหมือนแดนรกร้างด้วยฝีมือของเขา
“แมลงสาบพูดได้? ว่าแต่ทำไมฉันต้องหยุด”
แม้ว่าจะเก็บอาวุธไปแล้ว แต่ออร่าที่น่าหวาดผวากลับถูกปล่อยออกมาแทนที ทำให้แคเทอรีนนั่งตัวสั่นเนื่องจากความหวาดกลัว พวกอิศวินเองรีบทิ้งการต่อสู้กับพวกทาลากันคัชแล้วกลับไปดูอาการของพวกผู้กล้า พวกเดเวนที่กำลังจะตามไปสู้ต่อก็ถูกแซนนี่หยุดเอาไว้
“ไว้โอกาสหน้านะคะ เมื่อถึงตอนนั้นท่านจะสนุกกว่าครั้งนี้แน่นอน”
เอลฟ์สาวกล่าวขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามและเห็นออร่าที่น่าขยะแขยงของดอน ทำให้ออร่านั้นเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของดอน
“เออ ไว้จะรอให้ถึงตอนนั้นแล้วกัน”
เสียงทุ่มต่ำได้ตอบกลับหญิงสาวด้วยความกดดัน ทำให้พวกอัศวันต้องรีบแบกผู้กล้าทั้งสองที่หมดสติออกไปจากสถานะนี้ให้เร็วที่สุด เหลือไว้เพียงเอลฟ์สาวที่ยังคงจับจ้องร่างของดอนเพื่อเฝ้าระวังเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีก
“ไปได้แล้วไป๊ยัยแมลงสาบ ฉันเป็พวกรักษาคำพูดนะ”
ดอนโบกมือไล่เอลฟ์สาวไปให้พ้นๆสายตา เมื่อเห็นว่าเอลฟ์สาวออกไปพ้นสายตาแล้ว เขาจึงกลับไปหากลุ่มเดเวนที่กำลังทำแผลอยู่
“เห้ยพวกแก ช่วยหาหอกหน่อยดิ มันปลิวไปอันนึง”
“หา!”×7
“ช่วยปะป๊า!”
แม้ว่าพื้นที่ที่ถูกลำแสงนาบเข้าไปจะกลายเป็พื้นที่โล้งเตียน แต่หอกที่ถูกปาออกไปตอนแรกมันก็ปลิวหายเข้าไปในป่า จะหาคนเดียวมันก็เสียเวลา เขาจึงใช้แรงงานไอ้สมองกล้ามพวกนี้แหละให้ช่วยหา และยังมีโซเฟียที่ช่วยด้วยการวิ่งเล่นไปทั่วโด
ยมีแซนนี่กับดอนน่าคอยดูอยู่ไม่ห่าง กว่าจะหาเจอมันก็ถึง่เย็นแล้ว สุดท้ายก็เสียเวลาอยู่ดี