พิธียังดำเนินต่อไปอีกพักหนึ่งหลังลั่วจวินถอนมือออกจากแท่นหิน
เสียงประกาศระดับดังซ้ำอยู่กลางลาน สลับกับเสียงโห่ร้องของผู้ใหญ่บางบ้านและเสียงถอนหายใจของอีกหลายบ้าน ผู้เข้าพิธีบางคนเดินกลับมาโดยพยายามฝืนสีหน้าให้นิ่ง ทั้งที่ขอบตายังแดงอยู่ บางคนยิ้มกว้างจนเก็บไม่อยู่
สำหรับคนในหุบเขาเว่ยกู่ มันอาจเป็เช่นนั้นจริง
โลกของผู้ฝึกไม่ได้อยู่ไกลเพราะตั้งอยู่หลังประตูสำนัก หากอยู่ไกลเพราะคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเกิดมา ทำไร่ ตัดฟืน ล่าสัตว์ แก่เฒ่า แล้วตายไปโดยไม่เคยทำให้แท่นหินตอบสนองได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ดังนั้น แม้ััขั้นต้นจะต่ำในสายตาสำนักใหญ่ แต่ในเว่ยกู่ มันยังมากพอจะทำให้คนผู้หนึ่งถูกมองต่างจากเมื่อวาน
เฉินฝูถูกเรียกขึ้นไปหลังจากลั่วจวินไม่นาน
ตอนเดินผ่าน เขาเหลือบมองลั่วจวินแวบหนึ่ง เหมือนอยากให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเห็นตนขึ้นลานจริง
เฉินฝูยืดหลังแล้ววางฝ่ามือลงบนแท่นหิน
แสงสีขาวอ่อนซึมขึ้นจากใต้ผิวหินในเวลาไม่นาน
มันไม่ได้สว่างจนคนจากสำนักใหญ่ต้องหันมองซ้ำ แต่ก็ชัดพอให้บิดาของเฉินฝูซึ่งยืนอยู่ท้ายแถวคนดูถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มือใหญ่ของช่างไม้ผู้นั้นกำสายรัดเอวแน่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนค่อย ๆ คลายลงอย่างเชื่องช้า
“ััขั้นต้น”
ผู้าุโประกาศ
เฉินฝูถอนมือกลับ สีหน้าพยายามกดไว้ไม่ให้ยิ้มออกมาชัดเกินไป แต่ปลายคางกลับยกสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยอยู่ดี
ในสายตาชาวบ้าน ผลของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าลั่วจวินเลย
และเพียงเท่านี้ ก็พอให้บางคนมีเหตุผลจะพูดเสียงดังขึ้นอีกนิด
เพียงแต่สำหรับลั่วจวิน เขาไม่แน่ใจนักว่าตนเองกำลังรู้สึกอะไรกับสิ่งนั้น
ภูมิใจหรือไม่ ก็ไม่
ผิดหวังหรือไม่ ก็ไม่เชิง
สิ่งที่ค้างอยู่ในอกหนักและคลุมเครือกว่า คล้ายตะกอนบางอย่างเพิ่งถูกกวนขึ้นจากก้นภาชนะ แม้ภายนอกจะเงียบลงแล้ว แต่ภายในยังไม่ยอมสงบง่าย ๆ
หากเมื่อครู่เขาไม่กดเสวียนเอาไว้
หากปล่อยส่วนลึกที่เย็นและหนักกว่านั้นออกมาพร้อมเหยียน
แท่นหินจะตอบสนองถึงระดับใดกันแน่
ััขั้นปลายหรือ
เข้าถึงขั้นต้นแล้วหรือยัง
หรืออาจไกลกว่านั้น
ลั่วจวินไม่รู้
แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยเห็นขีดจำกัดจริงของภาชนะตนชัด ๆ สักครั้ง เพราะั้แ่จำความได้ หยวนชิงก็สอนให้กดมันไว้ คุมมันไว้ และซ่อนมันไว้ จนความเคยชินนั้นแทบกลายเป็สัญชาตญาณไปแล้ว
แต่ยิ่งไม่รู้ คำถามนั้นก็ยิ่งค้างอยู่ในใจ
“ได้แค่ััขั้นต้นจริง ๆ ด้วย”
เสียงนั้นดังมาจากด้านหลังค่อนไปทางซ้าย
ไม่ดังมาก
แต่ดังพอให้คนที่ถูกพูดถึงได้ยินชัด
ลั่วจวินไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเป็เฉินฝูกับคนอีกสองคนจากทางแยกหน้าบ้าน เสียงเมื่อครู่ไม่ได้มาจากเฉินฝู หากมาจากคนที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังเขา
“ข้านึกว่าจะมีอะไรดีกว่านี้” คนข้างกายเฉินฝูกล่าว “อยู่กับตาเฒ่าหยวนมาตั้งหลายปี”
“จะให้ดีได้อย่างไร” อีกคนหัวเราะเบา ๆ “นอกจากตัดฟืนกับแบกน้ำ เขาสอนอะไรได้บ้าง”
เฉินฝูขยับศอกกระแทกคนพูดเบา ๆ ครั้งหนึ่ง เหมือนบอกให้พอ แต่ตนเองก็ยังยกคางขึ้นเช่นเดิม
“อย่างน้อยวันนี้ก็รู้แล้วอย่างหนึ่ง”
“เ้ารู้อะไร”
เฉินฝูมองลั่วจวินครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำลงอีกนิด ทว่าแต่ละคำยังตั้งใจให้ไปถึงหูคนฟัง
“ข้าก็ไม่ต่ำกว่าเขา”
คนข้างกายเขาหัวเราะ แล้วเสริมขึ้นทันที
“ของที่ตาเฒ่าหยวนบังคับให้ฝึกทุกวัน ก็คงใช้ไม่ได้จริง”
เฉินฝูหันขวับไปมองคนพูด แววตาเหมือนจะห้ามอีกครั้ง
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
ไม่มากพอให้ผู้ใหญ่หันมาเอ็ด แต่พอจะไหลมาถึงหูคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ลั่วจวินนิ่งอยู่ชั่วครู่
คำเยาะเย้ยพวกนี้ เขาเคยได้ยินมานานจนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยมองหยวนชิงเช่นนั้นจริง ชายชราที่พูดน้อย หน้าเคร่ง ไม่สุงสิงกับใคร ชอบพูดเื่ที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ และพาคนผู้หนึ่งไปฝึกแต่ของพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน่าขัน
ในสายตาคนพวกนั้น หยวนเหลาโถวเป็เพียงคนแก่แปลกแยกที่ยึดติดกับของล้าหลังเกินไป
ลั่วจวินไม่เคยเถียงแทน
แต่ไม่ได้แปลว่าเขาชอบฟัง
“พอแล้ว”
เสียงผู้าุโหมู่บ้านดังขึ้นครั้งหนึ่งโดยไม่ได้หันมาทางนี้ตรง ๆ เพียงเท่านั้นก็พอให้ลูกสมุนทั้งสองคนหุบปากลงชั่วคราว
พิธีสิ้นสุดลงหลังจากนั้นไม่นาน
ผู้เข้าพิธีคนสุดท้ายเดินลงจากแท่นหินท่ามกลางความเงียบที่บอกได้ยากว่าเป็ความโล่งใจหรือความอึดอัด คนในบ้านทยอยเดินเข้าไปหาลูกหลานของตน บ้างตบบ่า บ้างปลอบ บ้างยิ้มจนมุมตาย่น บ้างเพียงพยักหน้าช้า ๆ เหมือนคำพูดใดก็ไม่จำเป็
ลานที่เมื่อครู่ยังตึงแน่นเริ่มคลายตัวลงเล็กน้อย
แต่เพียงบนผิวหน้าเท่านั้น
คนจากภายนอกยังไม่กลับ
พวกเขายืนหรือนั่งอยู่ด้านข้างลานในท่าทีเรียบเฉยเหมือนเดิม ราวกับกำลังรอสิ่งสำคัญกว่าผลวัดระดับในเช้าวันนี้
ผู้คนจากสี่สำนักใหญ่อยู่กันครบ
อาภรณ์ขาวแขนแคบของสำนักกระบี่พิสุทธิ์เรียงเป็แนวสงบอยู่ฝั่งหนึ่ง สำนักเหล็กผาในชุดหนังดำขอบแดงยืนหนักแน่นไม่ต่างจากเงาผา สำนักจันทราหมอกแทรกตัวอยู่ใกล้ม่านหมอกจาง ๆ ข้างลาน ส่วนสำนักเมฆหยกในชุดเขียวอ่อนลายเมฆยังคงดูห่างจากฝุ่นดินของหมู่บ้านแห่งนี้ไปคนละชั้น
สำหรับพวกเขา ผลวัดระดับของลั่วจวินไม่มีสิ่งใดสะดุดตา
ััขั้นต้น
ผลเช่นนี้มีให้เห็นแทบทุกปี
หลิ่วชางชวนจากสำนักกระบี่พิสุทธิ์เพียงเลื่อนสายตาผ่านไปเหมือนอ่านชื่อบนแผ่นรายงาน
เหยียนเถี่ยซานแห่งสำนักเหล็กผายกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำโดยไม่แสดงความเห็น
มู่ชิงหลานจากสำนักเมฆหยกยังคงนั่งสงบ สีหน้าไม่เผยว่าพอใจหรือผิดหวัง
ส่วนเซวียหานเยวี่ยแห่งสำนักจันทราหมอกมองลั่วจวินค้างอยู่นานกว่าผู้อื่นเพียงชั่วลมหายใจเดียว ก่อนจะลดสายตาลงเช่นกัน
ในสายตาสำนักใหญ่ คนระดับััขั้นต้นจากหมู่บ้านเล็ก ๆ คนหนึ่ง ยังไม่ใช่เื่ที่ควรเสียเวลามากนัก
ทว่านอกเหนือจากคนเ่าั้แล้ว ในเงาของกลุ่มผู้ติดตามยังมีชายชุดเทาเข้มผู้หนึ่งยืนกลืนอยู่กับคนทั้งลานราวไร้ตัวตน
คนผู้นั้นเองที่เก็บผนึกเทียบสารกลับเข้าแขนเสื้อไปแล้ว
สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยิ่งนิ่งเช่นนั้น ยิ่งน่าระวัง
ลั่วจวินเหลือบตาไปทางด้านหลังกลุ่มคนดู
หยวนชิงไม่ได้ยืนอยู่ตรงเดิมแล้ว
ชายชราเดินอ้อมออกจากเงาคนหมู่หนึ่งอย่างเงียบเชียบ มาหยุดอยู่ใกล้ขอบหินฝั่งลานประลองด้านที่ผู้ผ่านพิธีกำลังถูกรวมตัว ราวกับเพียงขยับมาเลือกมุมยืนใหม่เท่านั้น
ไม่มีใครสนใจนัก
แต่ระยะนั้นใกล้พอให้พูดกันได้โดยไม่สะดุดตา
ผ่านไปไม่นาน ผู้าุโประจำหมู่บ้านก็ก้าวออกมากลางลานอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มสงบลงแล้ว เขาจึงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
“ตามธรรมเนียมของหุบเขาเว่ยกู่ หลังพิธีวัดระดับ ผู้ที่แตะขั้นได้จะต้องเข้ารับการประลองพื้นฐานต่อหน้าแขกผู้มาเยือน”
ลานประลองที่ตั้งอยู่กลางลานพิธีมิใช่เพียงพื้นดินที่ถูกขีดเส้นไว้ หากเป็แท่นดินอัดทรงสี่เหลี่ยม ยกสูงจากพื้นราวครึ่งศอก ขอบทั้งสี่ด้านก่อด้วยหินเทาเตี้ย ๆ เรียงแน่นเป็สันชัดเจน รอยรองเท้าเก่ากับฝุ่นละเอียดบนพื้นแท่นบอกว่าที่นี่ใช้รับการประลองเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว
เมื่อยืนอยู่บนแท่นนั้น ผู้ใดถอยจนส้นเท้าแตะขอบหิน ย่อมถูกคนทั้งลานมองเห็นในทันที แม้ยังไม่ถือว่าแพ้ก็ตาม
เสียงคุยรอบลานเบาลงทันที
ผู้ใหญ่หลายบ้านมองหน้ากัน คนรุ่นเยาว์บางคนเม้มปากแน่น บางคนกลับยืดหลังตรงขึ้นอย่างคาดหวัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าการมีแขกจากสำนักและตระกูลภายนอกมานั่งดูเช่นนี้ หมายความว่าโอกาสจะถูกชี้ตัวให้ก้าวออกไปจากหุบเขามีจริง
แม้โอกาสนั้นจะเล็กมากก็ตาม
ผู้าุโกล่าวต่อ
“กติกาง่าย ๆ หากผู้ใดหลุดออกจากแท่นประลอง หรือตกลงไปนอกขอบหิน ถือว่าแพ้ หากอีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้ หรือถูกกดจนไม่อาจสู้ต่อ ก็ถือว่าแพ้เช่นกัน”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองทุกคน
“ห้ามลงมือเกินเหตุ ห้ามเจตนาทำให้คู่ต่อสู้าเ็หนัก นี่เป็การประลอง ไม่ใช่การเอาชีวิต”
สำหรับคนจากสำนักใหญ่ การแตะระดับััขั้นต้นอาจหมายถึงประตูบานแรกของวิชาที่สูงขึ้นเปิดออกแล้ว
แต่สำหรับคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เื่ไม่ได้ง่ายเช่นนั้น
หลายคนเพิ่งรู้วันนี้เองว่าตนแตะระดับััขั้นต้นได้ ก่อนแท่นหินตอบสนอง ไม่มีผู้ใดกล้าแน่ใจว่าภาชนะของตนเปิดพอจะรับวิชาขั้นสี่หรือไม่ ต่อให้ร่างกายพร้อม ก็มิได้แปลว่าตำราหรือผู้ชี้ทางจะพร้อมตามไปด้วย
ดังนั้น ผู้ที่เพิ่งได้ยินผลวันนี้ส่วนใหญ่ยังยืนอยู่บนรากของวิชาพื้นฐานขั้นหนึ่ง ขั้นสอง และขั้นสามเท่านั้น หมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างเว่ยกู่ มีเพียงบางคนที่รู้ตัวมาก่อน หรือตระกูลที่พอมีฐานะอยู่บ้าง จึงพอเริ่มแตะวิชาขั้นสี่ชั้นดินได้บ้าง
การประลองคู่แรกเริ่มขึ้นไม่นานหลังจากนั้น
ชื่อของเฉินฝูถูกเรียกก่อนคนอื่น
คนวัยเดียวกันผู้นั้นชะงักไปเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนรีบยืดหลังขึ้นเหมือนไม่อยากให้ผู้ใดเห็นว่าตนตื่นเต้น มือขวากำกระบองไม้สั้นที่เตรียมไว้แน่นขึ้น ขณะก้าวเข้าไปในลานประลอง
คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ในระดับััขั้นต้นเช่นเดียวกัน เป็คนรูปร่างผอมกว่า ทว่าฝีเท้าไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด กระบี่ไม้ในมือขยับเบาและเร็ว พอเริ่มประลองก็ไม่เข้าปะทะตรง หากวนกดเฉินฝูจากด้านข้างทีละจังหวะ
เฉินฝูใช้กระบองหนักกว่า
เขายังไม่มีวิชาขั้นสี่อยู่ในมือ สิ่งที่มีคือแรงแขน ฐานเท้าแบบคนช่วยงานโรงไม้มาั้แ่เล็ก และพื้นฐานที่ฝึกตามผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเท่าที่ฝึกได้
แต่เมื่อถูกอีกฝ่ายบังคับให้หมุนตามหลายครั้ง ความหนักแน่นที่ควรเป็ข้อดีจึงค่อย ๆ กลายเป็ภาระบนไหล่
การประลองเริ่มไปเพียงไม่กี่กระบวน เฉินฝูก็ถูกไล่จนถอยเข้าใกล้ขอบหิน
เสียงหัวเราะเบา ๆ จากคนรอบลานเริ่มดังขึ้น
ลั่วจวินมองอยู่เงียบ ๆ
คนที่กดเฉินฝูอยู่ไปทางว่องไว
เฉินฝูไปทางหนักแน่น
หยวนชิงเคยบอกเขาไว้นานแล้วว่า ทางของวิชาไม่ใช่ชื่อไว้เรียกให้ดูดี หากคือวิธีที่คนผู้หนึ่งใช้เท้า ใช้แรง ใช้จังหวะ และบังคับพื้นที่ต่อหน้า
ว่องไวกินจังหวะ
แปรผันกินมุม
หนักแน่นกินแรง
หากดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายอยู่ทางใด ก็เท่ากับแพ้ไปครึ่งก้าวั้แ่ยังไม่ลงมือ
เฉินฝูไม่ได้ดูไม่ออกทั้งหมด
แต่เขารีบร้อนเกินไป
กระบองไม้ของเขาฟาดออกกว้างขึ้นทุกครั้งที่ถอย เสียงลมหอบผ่านปลายกระบองฟังดูหนักก็จริง ทว่ากลับยิ่งเปิดช่องว่างตรงชายโครงและหัวไหล่มากขึ้นทุกที
“แพ้แล้ว”
ลั่วจวินเอ่ยขึ้นเบา ๆ คล้ายพูดกับตัวเองเสียมากกว่า
เฉินฝูในลานคงไม่ได้ยิน
แต่หยวนชิงได้ยิน
ชายชราที่อยู่ข้างขอบลานไม่ได้หันมามองลั่วจวิน เขาเพียงทอดสายตาไปยังเฉินฝูซึ่งกำลังถูกบีบจนเหลือพื้นที่ถอยอีกไม่มาก
คนอื่นในหมู่บ้านอาจจำเฉินฝูได้แต่ปากที่ชอบยกสูงกว่าหน้าตนเองเล็กน้อย
แต่หยวนชิงเคยเห็นอีกหลายอย่าง
หลายครั้งในวันที่ลั่วจวินไม่อยู่ เฉินฝูเคยลากฟืนกองเล็กมาวางไว้ข้างรั้วแล้วรีบเดินหนีเหมือนไม่ใช่เื่ของตน เคยรับห่อยาจากบ้านหมอมาส่งให้โดยอ้างว่าเพียงผ่านทางมา และเคยช่วยยกถังน้ำหนักอึ้งไปไว้หลังบ้าน ก่อนทำหน้าเหมือนไม่รู้ไม่เห็นเมื่อหยวนชิงเปิดประตูออกมา
ปากของเขาไม่ดีนัก
แต่ใจยังไม่เสีย
และโอกาสเช่นนี้ สำหรับคนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ อาจมีเพียงครั้งเดียว
เฉินฝูถูกกระบี่ไม้ฟาดเข้าที่หัวไหล่จนเซไปอีกก้าว
ขอบหินอยู่หลังส้นเท้าเขาไม่ถึงครึ่ง่แขน
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแหบต่ำสายหนึ่งพลันลอดเข้าหูเขา
เบามาก
เบาจนเหมือนไม่ได้ดังมาจากที่ใดในลาน
“อย่าตามกระบี่ ดูเท้า”
เฉินฝูสะดุ้งน้อย ๆ
เขารู้ว่าเป็เสียงของใคร
กระบี่ไม้ของคู่ต่อสู้แทงเฉียงเข้ามาอีกครั้ง เฉินฝูเกือบยกกระบองรับตามสัญชาตญาณ แต่เสียงเดิมกลับดังขึ้นอีกประโยค
“เท้าซ้ายเขาลอย กดลง”
เฉินฝูกัดฟัน
คราวนี้เขาไม่ไล่ตามปลายกระบี่อีก แต่ถอยเพียงครึ่งก้าว ปล่อยให้คมไม้เฉียดผ่านชายเสื้อ แล้วกดปลายกระบองลงต่ำใส่ข้อเท้าซ้ายของอีกฝ่ายแทน
เสียงไม้กระทบพื้นดังทึบ
คู่ต่อสู้เสียฐานทันที
เฉินฝูไม่ปล่อยจังหวะนั้นหลุด เขาหมุนกระบองกลับด้วยแรงทั้งตัว กระแทกเข้าที่กลางลำกระบี่ไม้จนอีกฝ่ายเปิดอก แล้วใช้ไหล่ดันต่ออีกครึ่งก้าว
ร่างของคู่ต่อสู้เสียหลัก ก้าวพ้นขอบหินลงจากแท่นประลองไป
ลานทั้งลานเงียบลงเสี้ยวหนึ่ง
ก่อนเสียงประกาศจะดังขึ้น
“เฉินฝูเป็ฝ่ายชนะ”
เฉินฝูยืนหอบอยู่กลางลาน สีหน้าทั้งตื่น ทั้งดีใจ และทั้งไม่อยากให้ใครจับได้ว่าตนเองดีใจเกินไป
เขาไม่ได้หันไปมองหยวนชิง
แต่ใบหูข้างหนึ่งแดงขึ้นอย่างปิดไม่อยู่
หยวนชิงเองก็ไม่ได้มองเขาอีก เพียงหลุบตาลงเหมือนเื่เมื่อครู่ไม่เกี่ยวกับตนแม้แต่น้อย
ลั่วจวินมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ เหมือนรู้ว่าหยวนชิงแอบช่วย
คราวนี้เขาไม่ได้กล่าวว่าแพ้แล้วหรือชนะแล้ว
เพียงแต่บางสิ่งที่เขาเคยมองเฉินฝูอย่างง่าย ๆ ดูเหมือนจะไม่ง่ายเท่าเดิมอีก
หลังจากนั้นจึงเป็คู่ประลองอีกหลายคู่
ผู้เข้าพิธีคนหนึ่งใช้กระบวนเคลื่อนไหวว่องไว ร่างทั้งร่างเหมือนไม่เคยหยุดนิ่งจริง แต่ยิ่งเร่งก็ยิ่งบาง ส่วนคู่ต่อสู้แม้ช้ากว่า กลับคุมฐานได้ดีกว่า พอรับอยู่สองครั้งก็เริ่มกดคืนได้
คนที่แพ้ไม่ได้แพ้เพราะพลังด้อยกว่า หากแพ้เพราะใช้ทางของตนไปปะทะกับสิ่งที่กดทางของตนอยู่ตรง ๆ
อีกคู่เป็ผู้เข้าพิธีหญิงที่เปลี่ยนมุมโจมตีเก่งกว่าเดิมมาก นางน่าจะรู้ตัวว่าตนแตะระดับััขั้นต้นมาก่อนวันนี้แล้ว จึงพอมีวิชาขั้นสี่ชั้นดินอยู่ในมือ กระบวนในมือนางพลิกมุมได้ดี หลอกจังหวะได้จริง แต่เพราะรากใต้กระบวนยังไม่แน่นพอ พอถูกบีบกลับครั้งเดียว รูปทั้งหมดก็เริ่มเสีย
ลั่วจวินขยับสายตาไปยังเท้าขวาของนางก่อนที่คู่ต่อสู้จะกดเข้ามา
เท้าข้างนั้นวางสูงไปครึ่งนิ้ว
พอกระบวนที่สามถูกบังคับให้เปลี่ยนมุม นางจึงไม่มีฐานพอจะรับแรงสวนจริง ๆ
ร่างของนางหมุนหลุดแนวเช่นเดียวกับที่ลั่วจวินคาดไว้
เฉินฝูซึ่งกลับมายืนข้างลานเห็นสายตานั้น
คราวนี้เขาไม่หัวเราะ
ลั่วจวินมองอยู่เงียบ ๆ
คนที่ขึ้นมาประลองวันนี้ส่วนใหญ่ยังใช้ได้เพียงรากของวิชาพื้นฐาน มีเพียงไม่กี่คนที่เริ่มแตะวิชาขั้นสี่ชั้นดินแล้ว
แต่ไม่ว่ามีวิชาขั้นสี่หรือไม่ สิ่งที่ลั่วจวินเห็นกลับเหมือนกันอยู่ข้อหนึ่ง
พื้นฐานขั้นหนึ่ง ขั้นสอง ขั้นสาม สำหรับคนส่วนใหญ่ มักถูกใช้เป็เพียงฐานรอง พอจับทางของตนได้ก็มักรีบมองหากระบวนที่สูงกว่า ไม่ค่อยมีใครยอมเสียเวลาไปขัดมันต่อจนลึก
เขากลับเดินสวนทางนั้นมาโดยตลอด
คู่ถัดไปยิ่งทำให้ความต่างนั้นชัดขึ้น
ผู้เข้าพิธีคนหนึ่งถือกระบองไม้สั้น เขาเปิดด้วยกระบวนขั้นสี่ที่ดูสะดุดตากว่าคู่ก่อนมาก ปลายกระบองกดต่ำแล้วตวัดขึ้นเป็เส้นโค้ง ร่างทั้งร่างพุ่งตามแรงหมุนจนชายเสื้อสะบัดแรง ฝุ่นบนพื้นถูกตีกระจายเป็วง คนรอบลานถึงกับส่งเสียงฮือเบา ๆ
ดูจากภายนอก กระบวนนั้นงดงามกว่า เร็วกว่า และชวนให้จำได้มากกว่าพื้นฐานทุกอย่างที่ลั่วจวินฝึกอยู่หลายปี
แต่ลั่วจวินเห็นั้แ่กระบองหมุนได้ครึ่งรอบแรกว่าไหล่ของผู้ใช้สูงเกินไป
ฐานหลังลอย
แรงออกก่อนจังหวะเท้าจะลงเต็มพื้น
คู่ต่อสู้ที่ใจเย็นกว่าจึงไม่ได้รับตรง ๆ เพียงถอยครึ่งก้าวให้กระบองผ่านหน้า แล้วใช้ศอกแตะกลับไปที่่แขนด้านใน กระบองที่ดูรุนแรงเมื่อครู่พลันเสียแนว เ้าของร่างถลำออกนอกลานไปหนึ่งก้าวเต็ม
เสียงฮือกลายเป็ความเงียบสั้น ๆ
ลั่วจวินมองภาพนั้นแล้วเข้าใจชัดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
วิชาขั้นสูงกว่า หากวางอยู่บนฐานที่กลวง ก็ยังมีช่องให้คนอ่านออกได้อยู่ดี
ไม่ใช่เพียงเขาที่เห็นผล
หยวนชิงซึ่งยืนอยู่ข้างขอบลานเหลือบมองมาเพียงครั้งเดียว
ส่วนเฉินฝูกลับยืนเงียบอยู่นานกว่าเดิม
คนที่เขาเพิ่งหัวเราะเยาะเมื่อครู่ ไม่ได้เอ่ยคำมากนัก แต่กลับอ่านจังหวะได้ก่อนผู้ประลองในลานเสียอีก
หยวนชิงขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเพียงก้าวเดียว ราวกับแค่หันมามองลานจากอีกมุมหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำโดยไม่หันหน้า
“ถอนตัว”
ลั่วจวินชะงัก
“เพราะอะไร”
“แสงที่มากเกินไป มักสร้างเงาที่ยุ่งยาก”
ประโยคนั้นทำให้ลั่วจวินเงียบไปชั่วขณะ
หากเป็วันอื่น หากเป็เื่อื่น เขาอาจยอมแล้วจริง ๆ
แต่ความเงียบของเฉินฝูอยู่ได้ไม่นาน
คนข้างกายเขาสองคนก็พูดออกมาอย่างอดเสียไม่ได้
“ถอยก็ดี”
“อย่างน้อยจะได้ไม่ขึ้นไปขายหน้าต่อหน้าคนทั้งลาน”
“ตาเฒ่าหยวนก็คงรู้ตัว ว่าของที่สอนมันใช้สู้จริงไม่ได้”
เฉินฝูยืนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ไม่หัวเราะตามในทันที ปลายนิ้วที่กำกระบองยังแน่นอยู่
“พอแล้ว”
เขากล่าวต่ำ ๆ โดยไม่มองหน้าคนพูด
เขาเหลือบไปทางหยวนชิงเพียงแวบเดียว ก่อนรีบหลบสายตาเหมือนไม่เคยมอง
แต่สุดท้ายก็ยังยกคางกลับมาทางลั่วจวิน
“ถ้าเ้าฝึกมาจริง ก็ขึ้นไปให้เห็นสักครั้ง”
กรามของลั่วจวินขบแน่นขึ้นเงียบ ๆ
หยวนชิงเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวเสียงต่ำกว่าเดิม
“เื่ของตัวเ้า ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเ้า”
ลั่วจวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
“ข้าไม่ได้จะลงเพียงเพราะคำเย้ยหยัน”
“แล้วเพราะอะไร”
คำถามนั้นตรงเกินจนเขาเงียบไปชั่วขณะ
ลั่วจวินมองลานประลองที่กำลังดำเนินอยู่เบื้องหน้า มองผู้เข้าพิธีคนอื่นที่กำลังยืดแขนขาอย่างตื่นเต้น มองแขกจากภายนอกที่นั่งนิ่งราวกำลังชั่งคนทั้งลานอยู่ในใจ
สุดท้ายเขาจึงกล่าวสั้น ๆ
“ข้าอยากรู้ว่าของที่ท่านสอน ใช้ได้ถึงเพียงใด”
หยวนชิงไม่ตอบ
ลั่วจวินหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“และข้าไม่ชอบให้พวกเขาพูดถึงท่านเช่นนั้น”
ดวงตาน้ำตาลทองเข้มของหยวนชิงขยับมามองเขาเป็ครั้งแรกั้แ่พิธีจบ
ในสายตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยน แต่ก็ไม่มีความเ็า มีเพียงความเงียบลึกที่เหมือนมองทะลุเข้าไปถึงแกนความคิดของอีกฝ่าย
“คำพูดของคนพวกนั้น มีค่าถึงเพียงนั้นหรือ”
“ไม่มีค่า”
ลั่วจวินตอบ
“แต่ข้าไม่ชอบปล่อยให้มันดังอยู่เฉย ๆ”
หยวนชิงนิ่งอยู่อีกพักหนึ่ง
“เช่นนั้นก็ดี”
เขากล่าวในที่สุด
“ชนะด้วยสิ่งที่เ้าควรใช้”
ลั่วจวินรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงอะไร
เหยียนที่ถูกทำให้ดูธรรมดา
เสวียนที่ต้องกดไว้ให้ลึก
และพื้นฐานที่ถูกขัดเกลามาหลายปีจนฝังอยู่ในร่างกายลึกกว่าคำอธิบายใด
“ข้ารู้”
“จำไว้” หยวนชิงกล่าวต่อ “ถ้ารากของเ้าแน่นจริง มันต้องพาเ้าผ่านไปได้โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งที่ไม่ควรเปิด”
ลั่วจวินไม่ได้ตอบอีก
แต่ลมหายใจของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
จากที่เคยราบเรียบ กลายเป็นิ่งลึกขึ้น ราวกับอะไรบางอย่างตกตะกอนลงสู่ก้นภาชนะจนความขุ่นมัวหายไป เหลือเพียงแกนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำอะไร
แท่นประลองกลางลานไม่ได้สูงมาก เพียงครึ่งศอกเท่านั้น แต่เมื่อชื่อของลั่วจวินถูกเรียก ขอบหินทั้งสี่ด้านกลับเหมือนชัดขึ้นในสายตาทุกคน
สิ่งที่ทุกคนจะดูไม่ใช่ผิวแท่นหรือขอบลาน
แต่คือคนที่จะก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนนั้น
แล้วชื่อของลั่วจวินก็ดังขึ้นในที่สุด
ผู้าุโกวาดตามองแผ่นรายชื่อในมือ ก่อนประกาศเสียงดัง
“ลั่วจวิน ระดับััขั้นต้น”
ลานทั้งลานเงียบลงนิดหนึ่ง
ไม่มากพอให้คนทั่วไปสังเกต แต่พอให้คนที่ถูกมองรับรู้ได้
“พบกับ หานเฉิง ระดับััขั้นกลาง”
ระดับที่ห่างกันหนึ่ง่ บ่อยครั้งก็ตัดผลแพ้ชนะได้ั้แ่ยังไม่เริ่มประลอง
ทุกคนรู้เื่นี้ดี
เฉินฝูเองก็รู้
แต่คราวนี้ เขาไม่ได้หัวเราะออกมาในทันที