๓
จางเสวี่ยเหมย
เรือนจื่อเหยา...จีเก้อซูนอนแผ่หลามองพื้นเพดานกว้างอย่างใช้ความคิด
การจ้างใครสักคนกฎหมายของลัทธิถือเป็สิ่งสำคัญ ว่าด้วยเื่การเขียนสัญญา
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดผู้จ้างวานคนของลัทธิต้องเขียนสัญญาการว่าจ้างเป็ลายลักษณ์อักษร ส่วนเื่ของฝานลู่เฟิงนั้นเป็ไปได้ด้วยดีแล้ว
แต่ว่าตนจะจ้างงานใครสักคน ตัวเลือกย่อมมีหลากหลายแล้วยิ่งไปกว่านั้นลัทธิซีเฟิ่ง่นี้วุ่นวายขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
“ว่านชิงเ้ามีข้อมูลของใครสักคนที่พอจะรับบทเป็ผู้เสียหายได้หรือไม่? ”
“คุณหนูซ่งเจาผู้นี้ไม่เลวนะเ้าคะ”
“ไม่คนผู้นี้เป็ชายแต่งหญิงที่ข้า้าคือหญิงสาวในหอนางโลมที่สามารถมัดใจใครได้หลายคนแล้วนางต้องชื่นชอบองค์รัชทายาทอย่างมากด้วย”
นางหามาได้หนึ่งก้านธูปแล้วยังหาได้มีผู้ที่เหมาะสม
ความจำเป็ของการหาหลักฐานต่อการกระทำอันชั่วร้ายของนาง คือเพื่อได้รับความเกลียดชังเพิ่มขึ้นจนลุไปถึงการถูกถอนหมั้น
คนภายใต้สังกัดในลัทธิยั้วเยี้ยเต็มไปหมดจนเลือกไม่ถูก แล้วทีนี้จะหาเจอได้ไหมเนี่ยคนที่คู่ควรจะแสดงเป็นางโลมผู้ถูกคุณหนูเล็กกระทำ
“คุณหนูพักก่อนดีไหมเ้าคะ” เห็นคุณหนูคิดหนักพลอยให้สาวใช้ตัวน้อยเป็ห่วง
เอาเถิดค่อยไว้หาคราวหลังแล้วกันวันงานยังไม่เริ่มเร็วๆ นี้หรอก
“งั้นเ้าไปชงชาให้ข้าทีนะชิงชิง”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ว่านชิงเป็สาวใช้ที่อยู่กับนางมาั้แ่เยาว์วัย จวนถึงคราวปักปิ่นของนางมานานแล้ว หากยังอุดอู้กับตนแล้วหากนางพึงใจใครตัวนางเองจะไม่ลำบากใช่หรือไม่
กรณีที่ดีย่อมจบลงด้วยการจากลาทั้งน้ำตา แต่ในกรณีที่เลวร้ายก็...สามีของว่านชิงหึงหวงจนนำไปสู่เหตุฆาตกรรมหมกศพคุณหนูเล็กกลายเป็งานศพขายหัวเราะของคนทั่วทั้งอาณาจักร
นี่มันช่างเลวร้ายยิ่งนัก
“ชิงชิงเ้าเคยคิดอยากจะออกเรือนหรือไม่? ”
สาวใช้ตัวน้อยครุ่นคิดพลางเอ่ย “แม้ข้าจะอายุสิบเจ็ดแล้ว แต่ชีวิตนี้ข้าคงไม่ออกเรือนหรอกเ้าค่ะ”
“ทำไมเล่า” หรือว่าจะเป็เพราะยังไม่มีคนที่แอบชอบ
“เพราะข้าอยากอยู่กับคุณหนูเ้าค่ะ”
คำตอบช่างน่าซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอเบ้านัก แต่ความสุขของว่านชิงก็เป็ความสุขของนางด้วย
“งั้นถ้าหากว่าเ้ามีคนรักไม่ต้องห่วงว่าข้าจะรั้งเ้าเอาไว้นะ ข้าจะอนุญาตให้เ้าไปตามสบายเลย”
“คุณหนูวันนี้ท่านเป็อันใดกันดูท่านแปลกๆ ไปนะเ้าคะ”
ข้าแปลกเหรอ แปลกตรงไหนกัน!?
“ข้าแปลกยังไงเ้าคงคิดมากไปแล้วกระมัง”
ว่านชิงกะพริบตาปริบๆ คุณหนูของนางวันนี้ชอบถามอะไรแตกต่างจากเดิม
“แล้วไหนเล่าชาของข้า”
“โอ๊ะ! อยู่นี่เ้าค่ะ” สาวใช้ตัวน้อยรินน้ำชาแล้วยื่นจอกให้คุณหนูเล็ก
กลิ่นหอมอุ่นไอกระจายจรไปทั่วห้อง ฝีมือการชงชาของชิงชิงไม่เลวเลย ความหอมอยู่ในระดับพอดี รสัันุ่มนวลให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนเนินหญ้าเขียวขจี ขับอากาศน่าสูดดมจนพระพายแผ่พราวระลอกกระทบต้นไม้ใบหญ้าให้ไหวเอียงไปอย่างแ่เบา
“ดีมากฝีมือของเ้าไม่เลวเลย”
ว่านชิงเกาแก้มป่องด้วยอาการขัดเขินคล้ายจีเก้อซูยามถูกมารดาแซว
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปช่วยงานพี่มู่ก่อนนะเ้าคะ”
“ได้สิ”
จีเก้อซูกำลังวางมือแล้วหยิบพู่กันจากลิ้นชัก ทว่าลมกลับพัดเอากระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งสภาพยังใหม่เอี่ยมยังได้กลิ่นอายหมึกคมปลาบเด่นชัด
นางหยิบมันขึ้นมาก็สบกับภาพวาดใบหน้าหญิงสาวเรือนผมยาวสลวย ความงามถือว่าใช้ได้เพียงพอจะมัดใจชายมากมายให้ติดกับ
ถูกฝึกฝนมาอย่างดี...หากได้จ้างวานนาง งานย่อมสามารถสำเร็จไปได้ด้วยดีแน่ เกียรติประวัติไม่มีปัญหาใดนอกจากมีโรคกลัวความสูง
“อืมคงไม่มีปัญหาใดหากใช้นาง...เอาเป็ว่าข้าอนุมัติ”
ลงนาม จีเก้อซู ผู้ว่าจ้าง
ส่วนผู้ถูกจ้างคือ ‘จางเสวี่ยเหมย’ หรือต่อไปนี้ต้องเรียกขานนางว่านางโลมแห่งหอโคมเขียวแล้ว
เท่านี้ก็เรียบร้อย
“หยวนหานจื่อข้าขอฝากเ้าด้วย” หญิงสาวร้องะโเรียกขานผู้ส่งสาร์นหนึ่งเดียว
ชายสวมเสื้อสีน้ำเงินครามถอนหายใจ ไม่นึกว่าคุณหนูจะรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้
“ข้ารู้ว่าเ้าอยู่ตรงนั้นมานานแล้วอย่าดูถูกวรยุทธของข้าเชียวล่ะ” ได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ เขาพลันเกิดความชื่นชมในตัวจีเก้อซูยิ่ง
“งั้นข้าน้อยน้อมรับ” หยวนหานจื่อน้อมรับคำสั่ง รีบทำการส่งข่าวไปให้สำนักเทียนเฟิงในทันใด
หลังจากผ่านไปสามวันม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งเชื้อเชิญหญิงสาวมายังหอนางโลม
“ข้าใคร่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการว่าจ้างว่าจะเป็อย่างไหน” สาวงามเกาะอกสีแดงมีไฝใต้ตามีเสน่ห์เอ่ยเสียงแหบยั่วยวน
ขอยอมรับเลยว่านางดูดีกว่าในภาพวาดซะอีก
“เ้าก็คือจางเสวี่ยเหมย? ”
“ถูกต้องเป็ข้าเอง ท่านเซียนหญิง” เ้าของเสียงยั่วยวนรับรู้ว่าคนตรงหน้านั้นเป็ใครจึงอดไม่ไหวเรียกขานว่า ‘เซียน’
จีเก้อซูชะงักค้างกับคำเรียกของนาง แทนว่าเซียนออกจะมากเกินไปหน่อย แต่บางทีอาจเพราะรู้ว่าตนเป็ใครแต่แรกแล้ว?
“งะ งั้นเหรอ” สมแล้วกับที่เป็สมาชิกลัทธิซีเฟิ่ง คราแรกก็รู้เลยสินะว่าข้าคือว่าที่ประมุขคนใหม่ (คิดเองเออเอง)
จางเสวี่ยเหมยตะลึงต่อความงามของคุณหนูเล็กตระกูลจี นับว่าข่าวลือเื่ความงามของนางคือของจริงหาใช่การปรุงแต่ง โฉมสะคราญร่างอรชรเช่นจีเก้อซูสมควรถูกเรียกขานว่าเทพเซียนแล้ว
“ยินดีที่ได้รู้จักหวังว่าพวกเราจะเป็เพื่อนร่วมงานที่ดี”
“เช่นกันคุณหนู”
การวางตัวของสมาชิกลัทธิแตกต่างจากคนทั่วไปจนจับสังเกตได้ง่าย พวกนางจึงพากันมาพูดคุยกันร้านใกล้หอโคมเขียวที่บางตาไร้ผู้คนสัญจร สัญญาการว่าจ้างจะถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดมิให้รั่วไหลถึงขั้นความลับแตก
ลัทธิให้ความสำคัญต่อผู้ใช้บริการ หากผู้ใดทำความลับรั่วไหล คงไร้อนาคตอันสว่างไสวในลัทธิ
โดยไม่รู้ตัวถึง่ยามอู่ (11:00-12:59) ด้วยความที่ไม่เคยออกไปไหนมากนัก ตนจึงอยากออกเดินตลาดซึ่งเป็สถานที่ผู้คนพลุกพล่าน
“ผักไหมจ๊ะ ผักของข้าสดใหม่รับแสงแดดยิ่งกัดเข้าไปลิ้มชิมรสชาติหวาน อู๊ย~ อร่อยเหาะราวกับขึ้น์”
“แม่นางซื้อผ้าแพรของข้า ผ้าแพรนี้ทำมาจากไหมชั้นดีจากปรมาจารย์งานช่างของอาณาจักรหนิงเชียวนะ เนื้อผ้านี่นะก็นุ่มลื่นดุจสายน้ำจากแม่น้ำของอาณาจักรหนานจง”
“กำไลข้อมือถูกๆ ซื้อหนึ่งแถมให้ทั้งแผงลดแรงกระแทกกระบาลไทเฮา”
“ลดแลกแจกแถมฟรีโอสถ์ของหมอประหลาดจากขุนเขา”
จีเก้อซูผ่านเสียงโหวกเหวกเรียกร้องความสนใจจากเหล่าลูกค้า ด้วยท่าทางปวดเศียรเวียนเกล้า คนพวกนี้ไม่กลัวโดนลงอาญาโทษฐานต้มตุ๋นกับิ่เบื้องสูงกันหรือไง!
นางเดินตลาดเพลินๆ ชมการเรียกลูกค้าอันหลากหลาย แปลกใหม่สมกับเป็เมืองหลวงจนสะดุดตาเข้ากับแผงลอย มีปิ่นปักผมงดงามแลดูประณีตบรรจงจัดเรียงละลานตา
ครั้นจะเดินชมดูร่างของจีเก้อซูก็ชนเข้ากับแม่นางผู้หนึ่ง “โอ๊ย” คนที่สมควรล้มลงไปกองอยู่บนพื้นควรจะเป็นางแต่…
แม่นางคนนี้กลับเป็ฝ่ายกองลงพื้นปูนแทน จีเก้อซูพยายามยื่นมือเข้าช่วยแต่ถูกฝ่ามือหนาของบุรุษปัดออก
เขาจะเป็ใครได้นอกจากมู่หรงจิ่นเหยียน พระคู่หมั้นของจีเก้อซู องค์รัชทายาทผู้สูงส่งหล่อเหลาสมบูรณ์แบบ แต่สำหรับนางเขาก็แค่คนโง่งมคนหนึ่ง
“จีเก้อซู!!” เสียงทุ้มต่ำเรียกนางด้วยอารมณ์คุกรุ่น สายตาอำมหิตตระหวัดจ้องั์ตานิลแสนเย้ายวนที่ฉายชัดว่าตนไม่รู้เื่อย่างอาฆาต
อะไรกันจู่ๆ ก็มาชนแล้วอีตาองค์รัชทายาทนี่เมนส์มารึยังไง? โทษทีข้าไม่ได้พกผ้าอนามัยติดตัวมา เอ๋? หรือว่าจริงแล้วพวกเขาคือคู่พระ-นางตัวจริง อ้าวแล้วบทตู้มี่เจียวที่นางอุตส่าห์ทุ่มเทมานานจนเสียงบไปหลายตำลึงคือ…เพื่อ!?
ถ้ามีั้แ่แรกทำไมถึงไม่บอกไม่กล่าวกันเลยล่ะ ให้ตายสิรู้งี้ไม่น่าวางแผนให้ตั้งค่ายกลเลย ถึงนางจะมีแผนสำรองมากมายก็เถอะนะ
“มันจะมากไปแล้วนะ เ้าผลักไป๋เหลียนเพียงเพราะเห็นข้ากับนางอยู่ด้วยกันเ้ามันน่ารังเกียจ!!”
หา!? เห็นอยู่ด้วยกันนั่นหมายความว่ายังไง นางมีสองหัวสามตางั้นสิ จีเก้อซูแทบกลอกตามองบน นี่คุณท่านเพิ่งเห็นข้ามิใช่หรือ แล้วคนอย่างนางจะผลักคนอื่นได้ยังไงย๊ะ! อีกอย่างหนึ่งองค์รัชทายาทก็เพิ่งเห็น จะมีอคติก็ให้มันน้อยๆ หน่อย
“พระองค์ลืมไปแล้วหรือว่าท่านและข้ามีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน!!”
บางทีอีตาองค์รัชทายาทและแม่นางชุดขาวท่านนี้คงศึกษาดูใจกันมานานแล้ว ไม่น่าเลยบางทีควรบอกกันบ้างสิ ไม่!...แท้จริงแล้วท่านเทพที่พาข้ามา ส่งไป๋เหลียนเพื่อส่งเสริมบทนางร้ายให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นมากกว่า
สีหน้าของจีเก้อซูปรายตามองไป๋เหลียนคาดโทษ “หรือเป็เพราะเ้ายั่วยวนองค์รัชทายาท”
แม่นางชุดขาวก้มหน้างุดขอบตาสั่นระริกคล้ายหวาดกลัว ลักษณะของนางมันคล้ายคลึงกับตู้มี่เจียวหรือข้าคิดไปเอง? องค์รัชทายาทมู่หรงจิ่นเหยียนรสนิยมของท่านข้ายอมรับว่ามันล้าหลังมาก
แต่นิยายจีนมักบรรยายให้สตรีชุดขาวสูงส่ง งดงามดั่งดอกบัว มั่นใจว่านี่ต้องเป็แม่นางเอกที่ตนเฝ้าฝันทุกคืนวันแน่ ดีเื่นี้จะได้มีรสชาติอรรถรสเพิ่มขึ้น
มู่หรงจิ่นเหยียนเอ่ยเสียงเรียบแววตาประกายเ็า “คนเช่นเ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยกับนางเช่นนี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็เห็นพ้องกันว่าเ้ามีสันดานเช่นใด เ้ามันหาใช่มนุษย์เจตนาผลักไป๋เหลียนเพื่อให้หัวฟาดพื้น แม้นางตายข้าขอบอกว่าคนอย่างเ้าข้าไม่มีวันเหลือบแล!!”
นิสัยของชายหนุ่มเ็าไร้หัวใจเป็ทุนเดิม แต่เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับคนที่เขาพึงใจมีหรือจะทนให้ถูกรังแก
มู่หรงจิ่นเหยียนเขาดึงมือของไป๋เหลียนพลางโอบเอวบาง ดวงตาของจีเก้อซูเบิกกว้างไม่พอใจกับการกระทำของคู่หมั้น “นี่ท่าน!? ”
“อย่าเข้ามา!!”
“ได้! ท่านเลือกแล้วนะระหว่างคู่หมั้นกับคนนอกท่านให้ความสำคัญกับนังแพศยาชุดขาว ไทเฮาจะยอมรับดอกบัวไร้เดียงสาเช่นนางเชี-”
เพี๊ยะ!! ฝ่ามือหนาตบหน้างามเสียงสะท้อนทั่วถนนคนเดิน จีเก้อซูจับแก้มแดงระบม เจ็บนี้ััได้ถึงรสอารมณ์ของมู่หรงจิ่นเหยียนยามโกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุด!
“ท่าน!” น้ำตาคล้ายจะไหลเพราะความเจ็บ แล้วนิ่วคิ้วขมวดจดจ้องไปที่ไป๋เหลียนราวชิงชังอย่างแรงกล้า
มู่หรงจิ่นเหยียนสิ้นสนใจต่อหญิงสาวคู่หมั้น คว้าดึงมือขาวกระจ่างของไป๋เหลียนจากไปต่อหน้าต่อตา แววตาของจีเก้อซูแข็งกร้าวคล้ายเคืองแค้นคนทั้งคู่ที่ทรยศหักหลังหาญหัวใจจนแทบแหลกเป็เสี่ยงๆ (เกินไปแล้วมั้ง)
กลับกันกับใจรู้สึกยินดีประหนึ่งถูกปลดปล่อยสู่อิสรภาพ ตนคงไม่จำเป็ต้องแสดงสลับบทบาทระหว่างจีเก้อซูหรือตู้มี่เจียวอีกต่อไป
ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบต่อเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ พวกเขาล้วนรู้ดีว่าบุคคลทั้งสามเป็ใคร เสียงกระทบสู่โสตประสาทของจีเก้อซูเท่าที่นางจับใจความได้ก็ทราบว่า…
โฉวไป๋เหลียนเป็บุตรสาวเศรษฐีโฉวสิงที่เคยมอบผ้าแพรชั้นดีให้แก่ฮองเฮา และนางยังนับถือเทพธิดาจำแลง
มิน่าเล่าทั้งลักษณะท่าทางลม้ายตู้มี่เจียวนัก หากไร้ซึ่งอคติคงต้องยอมรับการแสดงออกของไป๋เหลียน ว่านางนั้นช่างเคารพรักนับถือตู้มี่เจียวอย่างเปี่ยมล้น
แปลกดีหาได้มีผู้ใดสนใจว่านางเหมือนจนกระทั่งแทบจะเป็คนเดียวกับตู้มี่เจียวอยู่แล้ว นางเอกมาก๊อปงานคนอื่นกันแบบนี้มันไม่อินเลยแฮะ
ช่างเถอะเพราะถึงอย่างไรไป๋เหลียนก็คือคนที่ท่านเทพ (ในมโน) ส่งลงมาเพื่อช่วยเหลือนาง พระเอกก็รังเกียจเดียดฉันท์นางร้ายตามแบบแผนแล้ว
ซึ่งธรรมชาติของนิยายแนวเกิดใหม่ก็คงจะประมาณนี้แหละ แต่ที่ทนไม่ได้เกรงว่าจะเป็การเปลืองตัวถูกตบฉาดใหญ่ต่อหน้าชาวบ้านชาวช่องโดยปราศจากค่าตอบแทน ถ้าหากมีเหรียญเงินตกลงมาจากฟ้าเป็รางวัลน่าจะดีกว่านี้นะ
และแล้วข่าวเด่นอันเลื่องลือประจำอาทิตย์นี้ก็ประโคมแพร่สะพัดทั่วเมืองหลวง หัวข้อข่าวต้องกล่าวถึงคุณหนูเล็ก เ้าของฉายากุหลาบเปื้อนโคลนตมอิจฉาริษยาคุณหนูเศรษฐีตระกูลโฉว นางเพียงแค่ออกมาเดินเล่นกับองค์รัชทายาทในฐานะสหาย
ด้วยความอารมณ์พลุ่งพล่านและคุกรุ่นเป็อันมาก จึงกระทำการผลักร่างของคุณหนูโฉวไป๋เหลียนไปกองลงกับพื้นจนเกิดแผลถลอก ทำให้องค์รัชทายาทต้องเป็ผู้รับผิดชอบไปส่งนางถึงจวน
หญิงวัยกลางคนรวมถึงชาวบ้านเอ่ยปากแว่วแซ่ดุเด็ดเผ็ดมัน ป้าเตียคือผู้มีส่วนร่วมคนหนึ่งในเหตุการณ์ แม้จะรับทราบข่าวสารไม่ทั้งหมด นางกวักมือเรียกให้คนมากมายมารวมตัวกัน
“ข้าเห็นกับตาคุณหนูเล็กจีเก้อซูผลักแม่นางไป๋เหลียนจริงๆ นางมีรูปโฉมงดงามมาก แต่ใจคอเหี้ยมโหดจิตใจอิจฉาริษยา”
“องค์รัชทายาทคงจะอับอายที่มีนางเป็คู่หมั้น”
“นางคือความอัปยศของอาณาจักรมู่หรง!!”
“สมกับฉายากุหลาบเปื้อนโคลนตม บางทีนางอาจมีเจตนาฆ่าคุณหนูไป๋เหลียนเลยก็ได้”
“หากเป็เช่นนั้นจริง นางก็ช่างเป็นางมารร้ายที่อำมหิต สมควรถูกขับไล่ออกจากตระกูลไม่สิ! ต้องออกจากราชอาณาจักรสถานเดียว!!”
“ตระกูลจีเป็เสนาบดีมีอำนาจบาตรใหญ่มานาน มีคุณหนูจิตใจต่ำตมเช่นนี้นับเป็ความอับอายแก่วงศ์ตระกูล”
“ข้าว่าอีกไม่นานหรอกกระมัง ได้ข่าวว่าความสัมพันธ์ของตระกูลจีเข้าขั้นติดลบขนาดมองหน้ากันไม่ติด”
ว่านชิงนางติดตามคุณหนูเล็กมาแต่ไหนแต่ไร เข้าใจว่าสิ่งที่จีเก้อซูทำเป็แค่การแสดง คุณหนูไม่เคยทำร้ายใครเลย มีคนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่เชื่อเื่พรรค์นี้
นางทำอันใดไม่ได้นอกจากฟังชาวบ้านจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน ว่านชิงออกจากเสียงรบกวนน่ารำคาญอย่างขุ่นเคือง
กลับมาโรงครัวสตรีรูปร่างอวบอิ่มยืนกอดอก หลุบตาลงต่ำราวกับครุ่นคิดบางอย่างเมื่อสงัดยินเสียงฝีเท้า
เห็นสาวใช้ตัวน้อยหอบแฮ่ก แฮ่กก้มเอามือชันเข่าอย่างเหนื่อยหอบมาแต่ไกล
สตรีร่างอวบอิ่มลืมตามาก็บ่นอุบว่า “เ้าไปนานมาก”
“ขออภัยพี่มู่พอดีข้าติดธุระนิดหน่อย”
“ธุระอันใดกัน? ” มู่ถิงไถ่ถามจนได้ความว่านางได้ยินชาวบ้านนินทาเื่คุณหนู
“นั่นก็สมควรแล้วนี่ คุณหนูเล็กเป็เช่นนั้นจริงๆ เ้าจะเป็เดือดเป็ร้อนอะไรกันนักหนา? ”
“ท่านพี่มู่ท่านไม่เข้าใจหรอก” ว่านชิงหลังทิ้งของที่มู่ถิงสั่งไว้พลันพาตัวออกไปเรือนจื่อเหยาที่จีเก้อซูอยู่
ครั้นสาวใช้ตัวน้อยปรากฏตัว จีเก้อซูที่นอนตะแคงพัดเอาลมเย็นอ่อนละมุนมาหาตนเองลืมตาข้างนึงร้องทักว่า “เป็อะไรไปงั้นเหรอชิงชิง”
สาวใช้ตัวน้อยกลับมาพร้อมสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ว่านชิงหงุดหงิดั้แ่เื่ที่ชาวบ้านนินทาคุณหนูแล้ว ก้อนกลมสีขาวหิมะโผล่มาจากด้านหลังคุณหนูมันร้องเมี้ยว~ คล้ายอยากปลอบใจสาวใช้ตัวน้อย
มันคลอเคลียออดอ้อนสาวใช้ตัวน้อย ทำให้อารมณ์ว้าวุ่นผ่อนคลายลงบ้าง
“คุณหนู” ไม่ได้การหากเป็อยู่อย่างนี้ต่อไป…
“ว่าอย่างไร”
แต่เมื่อเห็นคุณหนูที่นางเคารพรักไม่ทุกข์ไม่ร้อนทำให้จิตใจเริ่มจะเย็นลง
“เอ่อ...เปล่าเ้าค่ะ”
จีเก้อซูเอียงคอพอรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น “เ้าทำสีหน้าราวกับโกรธใครมา ถ้าให้ข้าเดาเ้าคงจะไปได้ยินคนอื่นนินทาข้าอีกแล้วใช่ไหม”
ว่านชิงชะงักในใจชมว่าสมกับที่เป็คุณหนูของบ่าว “คุณหนูจะปล่อยคนพวกนั้นพูดถึงคุณหนูเสียๆ หายๆ แบบนี้จริงๆ หรือเ้าคะ”
มือเรียวหยิบขนมหวานเข้าปากชมรสชาติว่า “อร่อย”
“คุณหนูจะแสดงเป็คนร้ายกาจตลอดไปจริงๆ หรือเ้าคะ”
นางผ่อนลมหายใจพลางเอ่ย “ฟังนะข้าจะไม่มีวันเสียเวลาไปกับคำนินทาว่าร้าย มันไร้ค่าเกินกว่าที่คนอย่างข้าจะใส่ใจ เพราะเป้าหมายของข้ายิ่งใหญ่กว่าคนพวกนั้นหลายเท่านัก”
“ต่อให้คนทั้งแผ่นดินจะชิงชังในตัวตนปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เ้าคิดว่าข้าจะถือสางั้นเหรอ มันไม่มีเหตุผลที่ข้าจะตอบกลับกับอีแค่คำพูดลอยๆ นั่นด้วยการกระทำ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าไม่ได้ตั้งใจผลักแม่นางไป๋เหลียน ปล่อยวางเถิดหากเ้าไม่อยากทำให้ข้าหรือแม้แต่กระทั่งตัวเองเดือดร้อน”
คำพูดของคุณหนูก็มีเหตุผล
จีเก้อซูหลุบตาลงต่ำประโยคเมื่อตะกี้นี่พึ่งคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ บางทีหากเห็นตนทำดีท่านเทพอาจจะลดโทษที่นางเคยไปทำให้ท่านเทพไม่พอใจก็ได้ เพราะหลายวันต้องประสบพบเจอแต่โชคร้ายถูกแมลงกัดต่อยหลายรอบ หรือนี่อาจจะเป็เพราะเทพดลบันดาล
“พรุ่งนี้ข้ามีแผนจะไปจวนเ้ากรมการคลัง เ้าเองก็รีบเข้านอนพักผ่อนเยอะๆ เล่า” นางสังเกตใบหน้าซีดเซียวของสาวใช้ตัวน้อย คิดจะไล่ให้ไปพักผ่อนเสียแต่โดยดี
แต่ถึงกระนั้นสาวใช้คนสนิทยังจะอยากปรนนิบัติรับใช้จีเก้อซู “ข้ายังไหวเ้าค่-” สติว่านชิงดับวูบร่างกายฟุบลงไปกองกับพื้นกะทันหัน
“ชิงชิง!? ” นางอุทานจิตใจดำดิ่ง เมื่อพยุงร่างสาวใช้ขึ้นนอนบนตั่งเตียงคิดว่าสาวใช้ตัวน้อยคงจะทำงานหนักทั้งตื่นเช้ามาปรนนิบัติจีเก้อซู ไหนจะช่วยงานมู่ถิงในครัวอีก ตลอดทั้งวันนางจะหยุดพักต่อเมื่อกลับมารับใช้นางที่เรือนจื่อเหยา
แล้วยังมีงานจิปาถะอย่างอื่นที่นายเช่นจีเก้อซูไม่รู้ ว่านชิงวันนี้ทำงานหนักมากเกินไปกอปรกับความเครียดสะสม “ดูเหมือนว่าข้าต้องลดเวลางานนางลง” ด้วยตนเองแค่ยังอยากมีสาวใช้ที่เชื่อใจได้ หากว่านชิงตายก่อนแก่คงได้เป็ผีตายโหงกลางคืนหมาคงหอนจนนอนไม่หลับ
นึกถึงใบหน้าสีขาวโพลนกับคำเรียก “คุณหนู” ขนแขนพลันลุกชันตั้งขึ้นเป็ตอ และด้วยเหตุนี้นางจึงปล่อยให้ว่านชิงพักผ่อนจนถึงย่ำรุ่งของวันใหม่
เปลือกตาพอลืมขึ้นจากภวังค์กลับพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนตั่งเตียงของคุณหนู ส่วนผู้เป็นายได้ออกจากจวนก่อนหน้านั้นแล้ว จิตสำนึกยังคงขวนขวายจะรับใช้ แต่นางกลับมุ่งหน้าไปที่อื่นก่อนเสียอย่างนั้น
รถม้าธรรมดาลงจอดหน้าจวนตระกูลฝาน ฝานลู่เฟิงทราบข่าวการมาเยือนของจีเก้อซูผ่านทางจดหมายจึงมารอรับ ระหว่างนางและฝานลู่เฟิงได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว และปัจจุบันเราถือว่ากลายเป็สหายที่ดีต่อกัน
จีเก้อซูมักจะแนะนำอะไรหลายอย่างให้กับฝานลู่เฟิงจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะสนิทสนมกันยิ่งขึ้น
ด้วยนิสัยฝานลู่เฟิงใจร้อนและขี้ระแวงเป็ทุนเดิม นางจึงไม่ค่อยจะมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันนัก จะมีแต่เพียงจีเก้อซูที่กล้าพอจะต่อสู้กับความหยิ่งทระนงตนของหญิงสาวได้
“จริงสิว่านชิงเล่า? ” ฝานลู่เฟิงเห็นว่าสาวใช้ตัวน้อย คนที่มักติดตามจีเก้อซูวันนี้ได้หายตัวไป
“นางอ่อนเพลียนิดหน่อยข้าเลยให้พักงานชั่วคราว”
“เช่นนี้เอง” หญิงสาวพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ “จริงสิ! ท่านพี่อยากจะพบเ้า แต่ว่าข้าขอเตือนเ้าไว้ก่อนว่า ท่านพี่เป็คนเข้มงวดเคร่งครัดอยู่ในกรอบ ทั้งยังเ้าระเบียบมาก เป็คนที่ไม่ควรไปขัดใจเป็อันดับต้นๆ เลย อย่าเอ่ยคำพูดที่ขัดหูเช่นหนูหรือสตรีในหอนางโลมเด็ดขาด”
“ทำไมงั้นเหรอ” นางถามด้วยความสงสัย
“ก็..ก็เพราะท่านพี่แท้จริงแล้วไม่ใช่พี่แท้ๆ ของข้า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราไม่รักใคร่กลมเกลียวกันถึงขนาดต้องเรียกว่าพี่น้องกันด้วยซ้ำ ในอดีตท่านพี่เป็คนเร่ร่อนที่ท่านพ่อเก็บมาชุบเลี้ยงไว้ แล้วท่านพี่ยังมีปมบางอย่างเกี่ยวกับเื่นี้”
“เช่นนี้เองต้องขอบคุณเ้าที่เตือนข้านะ” รอยยิ้มประดับบนริมฝีปากบางของจีเก้อซู
“เ้ารีบไปหาพี่ชายข้าเถิด เ้าคือเพื่อนคนเดียวของข้าหากท่านพี่เกิดไม่พอใจจนไม่ยอมให้เ้ามาที่นี่อีกคงน่าเสียดายแย่”
ได้ยินฝานลู่เฟิงเอ่ยรู้สึกจะสะกิดใจนางอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเป็เื่เป็ราวนัก ฝีเท้าก้าวตามสาวใช้ที่นำหน้าเหงื่อผุดขึ้นเป็ระยะๆ
“นี่มีอะไรงั้นเหรอ” สาวใช้ตัวต้วมเตี้ยมจับกุมมือเหลือบมองบานประตูด้วยอารมณ์คล้ายหวาดกลัว
เสียงประตูแง้มออกเผยบุรุษชุดเขียวเปิดแผงอกที่มีมัดกล้ามเนืองแน่นน่าลูบไล้ เอ้ยไม่ใช่สิ! ยิ่งได้มองรูปลักษณ์ราวเทพบุตร ประติมากรรมอันวิจิตรยังก้มหน้าเอียงอาย ทำเอาองค์รัชทายาทผู้หล่อเหลาสมบูรณ์แบบหน้าตาดูจืดชืดไปเลย
เหตุใดตอนนั้นข้าจึงไม่สังเกตเห็นเขาคนนี้กันนะ!?
บุรุษหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงดวงตาสะท้อนโฉมสะคราญรูปร่างอรชรกำลังอึ้งต่อการปรากฏตัวของเขา เห็นดังนั้นมุมปากจึงโค้งขึ้นเล็กน้อย กิริยาของนางยามนี้ทำให้เขาเพลิดเพลินใจมันไม่ดูเหมือนการเสแสร้งแต่ดูเป็ธรรมชาตินัก
“ท่านคือ? ”
“ฝานลั่ว”
ใช่เขาจริงด้วย นั่นหมายความว่าคนหล่อยิ่งกว่าดารา ขนาดองค์รัชทายาทชิดซ้ายนี่คือฝานลั่ว!? เกรงว่าหากมีเวทีประชันความหล่อองค์ชายทุกอาณาจักรคงตกอันดับแน่นอน
แต่ถ้าพล็อตนิยายมาแนวนี้เขาต้องหลงรักแม่บัวขาวไป๋เหลียนผู้อ่อนโยนใสซื่อบริสุทธิ์จิตใจดี น่าเสียดายแต่ก็นะนางร้ายไม่สมควรคาดหวัง
หากฝานลู่เฟิงหลงรักองค์รัชทายาทแล้วเป็นางร้ายแทนตน นี่ไม่ดีกว่าเหรอ นางแค่คิดเล่นๆ ไม่จริงจัง
ฝานลั่วแววตามองจีเก้อซูอย่างเป็ปริศนาพลางยกยิ้มเย็น ทำเอาหญิงสาวขนหัวลุก หากเปลี่ยนนางเป็คนอื่นพวกนางคงจะเหม่อลอยราวิญญาเร่ร่อนเป็แน่ แต่โทษทีนะมันใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก
“ที่ท่านเรียกข้ามาเพราะเหตุใด” ฝานลั่วเอาแต่อมยิ้มอยู่อย่างนั้น
จีเก้อซูย่นคิ้วเล็กน้อย ตกลงแล้วพี่ชายของฝานลู่เฟิงคนนี้้าจะไล่ให้ตนกลับไปใช่ไหม? เห็นชายหนุ่มจ้องหน้านิ่งๆ ไม่พูดไม่จา นางเข้าใจว่าเขาน่าจะรู้สึกยังไง กุหลาบเปื้อนโคลนตมขึ้นชื่อเื่นิสัยย่ำแย่ เสียมารยาทหน่อยก็คงไม่สะทกสะท้านกับชื่อเสียงอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นนางจึงหันหลังทำท่าคล้ายจะจากไปโดยไม่ไว้หน้า ทว่ามือหนากลับรั้งดึงแขนของร่างบางเข้ามาซบแผงอกพลางลูบเรือนผมนุ่มลื่นดุจแพรไหมอย่างเบามือเรื่อยมาจนถึงเอวคอดกิ้ว ใบหน้าของจีเก้อซูแดงก่ำถึงติ่งหูความโกรธปนอับอายปะปนจนสีหน้าสลับซับซ้อน เป็ครั้งแรกที่นางถูกล่วงเกินจากบุรุษ!!
“ท่าน!” หญิงสาวผลักไสชายหนุ่มออก เขาหัวเราะหึๆ เท้าสะเอวยักคิ้วด้วยท่าทางกวนประสาท
เห็นหญิงสาวสะบัดแขนเสื้อหันสับเท้ารัวๆ ด้านหลังฝานลั่วก็ส่งเสียงหัวเราะแล้วแสยะยิ้มเย็น
ลับหลังที่พ้นสายตาฝานลั่ว นางชักสีหน้าบึ้งตึงถึงแม้เขาจะหน้าตาดี แต่นิสัยชอบฉวยโอกาสเช่นนี้ช่างน่าตีนัก
“หึ้ยมันน่าโมโห” ตนไม่อยากใส่ใจหากเขาคิดจะมาดูถูกกัน กระทั่งทำเื่เช่นนี้มันก็ไม่ไหวนะ
ฝานลู่เฟิงเห็นหญิงสาวมานั่งกอดอกหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างกับมีโทสะใครมา จึงตรงเข้าไปหาหญิงสาว “จีเก้อซูเหตุใดมาอยู่ตรงนี้เล่า ท่านพี่ไม่ได้ไล่เ้ามาหรอกกระมัง”
“เปล่า” น้ำเสียงสื่อถึงอารมณ์อันขุ่นมัว ฝานลู่เฟิงก็พอเข้าใจจึงเอ่ยแทนท่านพี่
“ท่านพี่เขามักปั้นสีหน้าเคร่งขรึมเวลาอยู่กับข้าหรือท่านพ่อท่านแม่เสมอ ไม่ว่าจะมีนางโลมพยายามมายั่วยวนเขา อย่างมากก็แค่ให้เงินและชื่นชมพอเป็พิธี แต่นี่เป็ครั้งแรกเลยที่เขาทำถึงขนาดนี้”
จีเก้อซูหันขวับมองหน้าฝานลู่เฟิง นั่นไม่ได้หมายความว่านางยิ่งกว่านางโลมอีกงั้นเหรอ? ที่แท้เ้านี่ก็อันตราย ไหนเ้าบอกว่าเป็คนเคร่งครัดอยู่ในกรอบ ไอ้การกระทำเมื่อตะกี้นี้มันอยู่ในกรอบตรงไหนมิทราบ
“อย่ามองข้าเช่นนั้นสิไม่ใช่ความผิดข้าเสียหน่อย ท่านพี่ยามโกรธน่ากลัวถึงขนาดฆ่าคนได้เชียวนะ ถึงจะมีข้าหลายคนท่านพี่คงจะฆ่าข้าได้เพียงเสี้ยววิเท่านั้นเอง แม้แต่ท่านพ่อก็ยังช่วยไม่ได้ แล้วก็ท่านพี่ยามปกติเป็คนเคร่งครัดเ้าระเบียบจริงๆ อีกอย่างหากท่านพี่ถูกตาต้องใจผู้ใดแม้แต่องค์รัชทายาทก็…”
“ก็? ”
ฝานลู่เฟิงทำท่าทางยึกยักว่าตนควรจะเอ่ยเช่นไรดี?
“เอาเถิดข้าต้องขอโทษเ้าแทนพี่ชายข้าด้วย แต่ข้าสาบานได้ว่าท่านพี่หาใช่คนดั่งที่เ้าคิด!” แววตาของนางเข้มขึ้น เมื่อพูดถึงฝานลั่วเหตุใดฝานลู่เฟิงถึงจริงจังนัก
สองสาวไม่เอ่ยสิ่งใดเลยตลอดทาง ก่อนจะแยกย้ายกัน จีเก้อซูพลันยื่นถุงยาให้แก่หญิงสาว
“นี่คือ? ”
“ข้าเห็นว่าพ่อเ้าสีหน้าไม่ค่อยดีมาตลอด โดยเฉพาะยามที่ข้ามาบ้านเ้าก็เลยเอายาแก้ปวดท้องและอาเจียนมาให้ ยานี้หมอหลวงเป็คนปรุงเองกับมือเชียวนะ รับไปเถอะข้าคิดว่าอาจจะมาอีกใกล้วันงานราชสมภพแล้วซ้อมบทให้ดีๆ เล่าข้าจะรอดูผลงานของเ้ายามวันงาน”
ฝานลู่เฟิงยิ้มเจื่อนๆ รับถุงยาลวดลายรูปหัวใจ ท่านหมอหลวงท่านนี้มีรสนิยมบรรเจิดนัก นางคงเป็พวกรักสวยรักงามเป็แน่
ประเด็นหาใช่ถุงยาแต่เป็คำถามว่า ให้เพราะเหตุใด? พ่อของนางหาได้ป่วยเป็อะไรเสียหน่อย หญิงสาวก็ตั้งคำถามอย่างมึนงง
“ลงจอดหลังจวนเหมือนทุกครั้ง” น้ำเสียงจีเก้อซูกลับมาเย่อหยิ่งจองหองแลทระนงตนดั่งเดิม แล้วกลับมาเหยียดนั่งหลังตรงสร้างบุคลิกสง่าราศี
บ่าวชายตอบสนองต่อคำสั่ง แต่เหมือนว่าจะััถึงบางอย่างได้จีเก้อซูเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้น ดวงตาแข็งกร้าวจริงจังกว่าปกติ ผู้ฝึกยุทธหลายสิบคนกำลังแอบลอบตามรถม้ามา เดิมทีตนมีวรยุทธสมควรแล้วที่อยากลองวิชาเพื่ออุ่นเครื่อง หากไม่รีบฉวยโอกาสนี้คงน่าเสียดายแย่
“ข้าเปลี่ยนใจแล้วเปลี่ยนทิศไปยังป่าไผ่” ชายขับรถม้ายิ้มเย้ยหยัน คนจะตาย เหตุใดต้องขัดศรัทธาทำตามคำสั่ง เพราะว่านี่คือวาระสุดท้ายแล้ว ของคุณหนูเล็กตระกูลจี จีเก้อซูจะต้องสิ้นชีพ
เสียงเกือกม้ามุ่งหน้าสู่ป่าไผ่อันเงียบสงัด แม้แต่ลมยังมิพัดผ่าน หญิงสาวนั่งสงบนิ่งเรียบร้อย หลุบตาลงต่ำตลอดทางนางพยายามข่มใจที่เต้นตุบตับด้วยความตื่นเต้น การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ต้องประคองสติเอาไว้ให้มั่น
ราวหนึ่งก้านธูป่นี้คือ่กลางวันแสกๆ เป็การลอบสังหารที่ไร้ความเป็มืออาชีพเหลือเกิน ผู้ว่าจ้างคงจะเป็พวกหัวคิดไร้สมองล่ะมั้ง “ดูเหมือนข้าต้องแสดงให้พวกมันดูซะแล้วว่าพวกมันนั้นโง่งมเพียงใด”
รอคอยให้เสียงเคลื่อนของรถม้ายุติลง หญิงสาวกำชายกระโปรงด้วยความตื่นเต้น ต่อมาใบหูก็ได้สดับเสียงของการชักดาบออกจากฝัก นางพลางคิดเห็นรอคอยวันนี้มานานแล้วที่จะได้โชว์ฝีมือสักที รอยยิ้มพลันผุดขึ้นในใจ
“สังหาร!!” ชายฉกรรจ์ตัวสูงใหญ่เหยียดกายวิ่งมาใช้ดาบตรงมาทิ่มแทงรถม้าให้เป็รูพลุนอย่างโหดร้ายทารุณ
ดาบหลายเล่มจ้วงแทงแล้วทว่ากลับไร้แว่วเสียงกรีดร้องใดทำเอาเหล่าชายฉกรรจ์ค่อนข้างรู้สึกหน้าเสีย กระนั้นพวกเขาก็ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว
“ร่างของนางให้ไปเผาทิ้งแล้วโยนลงหน้าผา” บุรุษผู้หนึ่งพยักหน้าร้อนรนทำตามพี่ใหญ่รับสั่งแข็งขัน
พวกมันจุดไฟเผาซากรถม้า สีแดงของเปลวเพลิงโชติ่ประหนึ่งท้องฟ้ายามพลบค่ำผลาญร่างของคุณหนูเล็กกลายเป็จุณ
คุณหนูเล็กไร้วรยุทธโอกาสที่นางจะรอดสามสิบสองส่วนนั้น ย่อมเป็ไปได้ยากพวกมันนำเศษชิ้นส่วนที่เหลือเป็จุณทิ้งลงหน้าผา
“หึหึงานนี้ง่ายกว่าลอบสังหารหมู่ตระกูลโจวเสียอีก ใช้เวลาเล็กน้อยเม็ดเงินหนาสมกับเป็เศรษฐีแห่งอาณาจักรมู่หรง”
“น่าเสียดายข้ายังไม่ได้ยลโฉมสาวงามอันดับหนึ่งเลยโชคร้ายนัก” ยามนึกได้ว่าตนลืมลิ้มลองสาวงามเช่นจีเก้อซูพวกมันอดที่จะเสียดายเป็ล้นพ้นเสียไม่ได้
ชายฉกรรจ์ร่างผอมจับไหล่ปลอบใจพวกพ้องของมัน “เอาน่าแค่สาวงามไร้ค่าผู้หนึ่ง นางมีดีแค่หน้าตาอีกอย่างค่าแรงของเรายังมากจนซื้อจวนได้ร้อยหลังเชียวนะเว้ย”
“นั่นสิฮ่าๆๆๆ พวกข้ารวยแล้วว่ะฮ่าๆๆๆ ”
พวกมันคำนึงถึงเม็ดเงินที่จะได้รับหลังจบภารกิจนี้ หัวใจห่อเหี่ยวจากการพลาดไม่ได้ลิ้มลองสาวงามอันดับหนึ่ง กลับมาพองโตกับจำนวนเงินมหาศาล
ดวงตาหงส์คู่สวยจดจ้องกลุ่มชายฉกรรจ์สามสิบคนจากเบื้องบนต้นไม้ใหญ่ ได้ฟังบทสนทนาแววตากลับเรียบเฉยว่างเปล่า ริมฝีปากกระจับแสยะยิ้มเสน่ห์ประกายแฝงด้วยจิตสังหาร ที่แท้พวกมันถูกจ้างวานจากเศรษฐีกระเป๋าหนัก
แล้วยังเป็เศรษฐีร่ำรวยมหาศาลถึงขนาดจ้างวานคนไร้ค่าเช่นพวกมัน ไม่ต้องเดาให้มากความก็รู้แล้วว่าคือใคร
“หึแม้ข้าจะเป็นางร้ายแต่ชะตากรรมของข้าจะเป็ผู้กำหนดเองหาใช่ใครที่ไหนมากำหนด”
นางต้องสืบหาตัวผู้บงการของพวกมัน ก่อนแก้ปมตู้มี่เจียวหากปล่อยไว้คงไม่เป็ผลดี องค์รัชทายาทหลงรักไป๋เหลียน แต่ทว่าในใจคนที่มาก่อนกาลคือตู้มี่เจียว
นางเอกไม่ใช่ต้นฉบับที่แท้จริงแต่ก็เอาเถอะ เพียงแค่นางสวมบทบาทเป็นางเอกได้ แค่โฉวไป๋เหลียนสวมบทเป็นางเอกได้คงใช่ได้แล้วกระมัง แต่ก่อนอื่นต้องจัดการเ้าคนที่พร้อมพยายามลอบสังหารนางก่อน
ยามนั้นข้าคือฝ่ายถูกกระทำ แต่ทว่าพวกมันต้องเป็ฝ่ายถูกกระทำบ้างแล้ว มันไม่ง่ายหากจะจัดการกับผู้มีวรยุทธด้วยกัน
ข้อนี้ชาวยุทธล้วนทราบกันดี เพราะฉะนั้นนางจึงต้องระมัดระวังตัวเป็พิเศษและสังเกตให้รอบคอบว่าใครคือหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ
ช่างน่าขำนักแม้พวกมันมีวรยุทธ แต่กระทั่งไม่รู้อะไรบ้างเลย สมแล้วที่นายพวกมันจะต้องเป็พวกเห็นแก่เงินเป็แน่ที่ส่งไก่อ่อนพวกนี้มา จีเก้อซูคล้ายจะเวทนาต่อความโง่เขลาของเหล่านักฆ่ารับจ้าง