แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มทองฉาบไล้หลังคาโรงเตี๊ยมรักพักใจจนดูราวกับวิมานกลางป่าลึก ทว่าในสายตาของ อาหลาง มันคือแสงแห่งการเริ่มต้นฤดูกาลล่าครั้งใหม่ที่หอมหวานยิ่งกว่าครั้งใดๆ กลิ่นอายของนางเซียนชิงเหลียนยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำ ทว่าโชคชะตา (หรืออาจจะเป็นแรงดึงดูดของศิลาเนตรมาร) ก็ได้ชักนำ "เหยื่อ" กลุ่มใหม่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าเดิมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู
เสียงกีบม้าสามตัวย่ำลงบนพื้นดินอย่างพร้อมเพรียงเรียกความสนใจจากผู้คนที่สัญจรไปมา ร่างของสตรีสามนางในชุดชาวยุทธ์หลากสีสันก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พวกนางคือ "สามบุปผาตระกูลหวัง" จอมยุทธหญิงชื่อดังที่ร่ำลือกันว่ามีฝีมือกระบี่สอดประสานกันจนไร้ผู้ต่อต้าน
พี่ใหญ่ หวังฉี เดินนำหน้ามาด้วยชุดสีน้ำเงินครามขลิบเงิน ใบหน้าของนางเรียบเฉย สุขุม และเยือกเย็นประดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบของนางกวาดมองไปรอบๆ โรงเตี๊ยมด้วยความระแวดระวัง สมกับเป็นผู้นำตระกูลที่ต้องรับผิดชอบชีวิตน้องสาว ทว่าภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น กลับซ่อนความเหนื่อยหน่ายจากการต้องเป็นผู้นำตลอดเวลา การต้องกดดันความปรารถนาส่วนตัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตระกูลทำให้นางรู้สึกเหมือนนกในกรงที่ปรารถนาจะบินออกไปสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
คนรอง หวังลู่ เดินตามมาด้วยชุดสีแดงเพลิงที่รัดกุมเน้นสัดส่วนโค้งเว้า ใบหน้าของนางดูดุดันและเย่อหยิ่ง กระบี่ข้างกายของนางดูจะพร้อมชักออกมาปลิดชีพผู้ที่กล้าสบตาอยู่ตลอดเวลา กลิ่นอายของนางร้อนแรงและเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง ความดุดันนี้เกิดจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองถูกมองข้าม ไม่ว่านางจะพยายามเท่าไหร่ก็ยังเป็นเพียง "ลูกคนกลาง" ที่ไม่มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเหมือนพี่ใหญ่ และไม่ได้รับความรักใคร่เหมือนน้องเล็ก
น้องเล็ก หวังซื่อน ก้าวตามมาเป็นคนสุดท้ายในชุดสีชมพูกลีบบัว ใบหน้าของนางจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสาประดุจกระต่ายน้อยในพงหญ้า ทว่าภายใต้รอยยิ้มหวานนั้นกลับแฝงไปด้วยความขี้เล่นที่ซ่อนคมหนามไว้ การถูกตีตราว่าเป็น "เด็ก" ตลอดเวลาทำให้นางต้องใช้ความน่ารักเป็นอาวุธในการเอาชนะคนอื่น แต่ภายในใจนางก็โหยหาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะผู้หญิงผู้ใหญ่ที่มีเสน่ห์และความปรารถนา
"ยินดีต้อนรับแม่นางทั้งสามสู่โรงเตี๊ยมรักพักใจขอรับ!" อาหลางรีบวิ่งออกไปต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอันเป็นเอกลักษณ์ "เดินทางมาเหนื่อยๆ เชิญพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ ข้าได้เตรียมน้ำชาที่ดีที่สุดไว้รอพวกท่านแล้ว"
ในขณะที่อาหลางก้มศีรษะทำความเคารพ เขาแอบล้วง ศิลาเนตรมาร ออกมาส่องดูพฤติกรรมของเหยื่อทั้งสามภายใต้แขนเสื้อที่กว้างขวาง ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจของพรานหนุ่มเต้นรัวด้วยความประหลาดใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ปกติแล้วศิลาจะส่องแสงสีเดียวตามอารมณ์ของเหยื่อรายบุคคล ทว่ายามนี้ แสงจากศิลากลับ เต้นเร้าเป็นจังหวะสามสีสลับกัน คือ สีน้ำเงินเข้ม สีแดงฉาน และสีชมพูหม่น แสงทั้งสามสายหมุนวนและเกี่ยวกระวัดกันประดุจเถาวัลย์ที่พยายามจะรัดรึงกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ค่าราคะ ของทั้งสามคนเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด! ตัวเลขของหวังฉีอยู่ที่ 40, หวังลู่อยู่ที่ 55 และหวังซื่อนอยู่ที่ 35 ทว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้นิ่งสงบ แต่มันขยับขึ้นลงพร้อมๆ กันราวกับว่าอารมณ์ของคนหนึ่งมีผลกระทบต่ออีกสองคนโดยตรง
อาหลางจ้องลึกเข้าไปในแก่นแท้ของศิลา จนกระทั่งความลับที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดของสามพี่น้องถูกเปิดเผยออกมาเป็นอักขระมารที่ส่องสว่าง:
'สามบุปผาที่ภายนอกรักใคร่ แท้จริงแล้วภายในกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา... พวกนางโหยหาการแย่งชิง 'บุรุษคนเดียวกัน' เพื่อพิสูจน์ว่าใครคือผู้ที่เหนือกว่าในเชิงสวาท'
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอดีตของสามพี่น้องไหลเข้ามาในจิตใจของอาหลาง: หวังฉีเป็นคนที่ถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำ จึงต้องกดดันความปรารถนาส่วนตัวไว้เสมอ หวังลู่รู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้ามเพราะไม่ใช่ลูกคนโต จึงพยายามดึงดูดความสนใจด้วยความดุดัน ส่วนหวังซื่อนถูกตีตราว่าเป็นเด็กเสมอ จึงใช้ความน่ารักเป็นอาวุธ แต่ภายในใจทั้งสามคนต่างโหยหาที่จะได้รับความรักที่ไม่ต้องแบ่งปันกับใคร
"หึๆ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง" อาหลางแสยะยิ้มในใจ ความสุขุมของพี่ใหญ่ ความดุดันของคนรอง และความอ่อนหวานของน้องเล็ก ล้วนเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้ปกปิดความกระหายที่จะครอบครองความเป็นหนึ่งในใจชาย
อาหลางพาพวกนางไปยังห้องพักรับรองที่ใหญ่ที่สุดซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ ห้องนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยฉากกั้นม่านบางๆ ที่มองเห็นเงาร่างของกันและกันได้รำไร เขาจงใจจัดวางตำแหน่งเตียงให้พี่น้องทั้งสามต้องเห็นความเคลื่อนไหวของกันและกัน การจัดวางนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่คิดไว้อย่างรอบคอบ
"ห้องนี้กว้างขวางและมิดชิดที่สุด เหมาะสำหรับพี่น้องที่รักกันเช่นพวกท่านขอรับ" อาหลางเอ่ยพลางลอบสังเกตสายตาของพวกนาง เขาสังเกตเห็นว่าหวังฉีขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นการจัดวาง หวังลู่ดูไม่พอใจที่ต้องอยู่ใกล้พี่น้อง และหวังซื่อนแอบยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นว่าเตียงของนางอยู่ตำแหน่งที่เห็นอีกสองเตียงได้ชัดที่สุด
เมื่อเขาเดินไปรินน้ำชาให้หวังฉี พี่ใหญ่ผู้สุขุมกลับลอบส่งสายตาสำรวจร่างกายของอาหลางอย่างเงียบเชียบ สายตาของนางเลื่อนไปตามกล้ามเนื้อที่แน่นกระชับใต้เสื้อผ้าเรียบง่าย ความปรารถนาที่ถูกกดดันมานานเริ่มผุดผาดขึ้นมา แม้นางจะพยายามควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉย แต่การหายใจที่เร็วขึ้นเล็กน้อยและการที่นางเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวเผยให้เห็นความจริงภายใน
ขณะที่หวังลู่คนรองจงใจขยับชุดให้เห็นเนินอกยามที่เขายื่นถ้วยชาให้ นางก้มตัวลงมากกว่าที่จำเป็น ทำให้เห็นร่องลึกระหว่างเนินอกที่ขาวเนียน การเคลื่อนไหวของนางดูเป็นธรรมชาติแต่แท้จริงแล้วคำนวณมาอย่างดี นางต้องการดึงดูดความสนใจของอาหลางให้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้พี่น้องเห็นว่านางสามารถล่อใจผู้ชายได้ดีกว่า
และน้องเล็กหวังซื่อนก็แสร้งทำเป็นมือสั่นจนน้ำชาหกใส่แขนเสื้ออาหลาง เพื่อหาโอกาสใช้มือนุ่มๆ ของนางเช็ดถูร่างกายของเขา การสัมผัสของนางดูไร้เดียงสาแต่นิ้วของนางเลื่อนไปตามแขนของเขาช้าๆ และนานกว่าที่จำเป็น ความอบอุ่นจากมือเล็กๆ ของนางและกลิ่นหอมจากผมทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป
"ขออภัยพี่หญิงทั้งสอง ข้าช่างซุ่มซ่ามนัก" หวังซื่อนเอ่ยเสียงหวานทว่าสายตากลับจ้องมองอาหลางด้วยความท้าทาย นางรู้ดีว่าการกระทำของนางทำให้พี่สาวทั้งสองไม่พอใจ และนั่นคือสิ่งที่นางต้องการ
อาหลางสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าแห่งความริษยาที่พุ่งพล่านอยู่ในห้อง พี่ใหญ่หวังฉีขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจที่น้องเล็กแย่งความสนใจ มือของนางกำแน่นจนข้อมือขาว ความโกรธที่ถูกกดดันไว้เริ่มปรากฏผ่านรอยแตกเล็กๆ ในสีหน้าที่เรียบเฉย ส่วนหวังลู่ก็กระแทกจอกชาลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด เสียงกระแทกดังพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องหันมามอง
"น้องซื่อนช่างเซ่อซ่าจริงๆ" หวังลู่เอ่ยด้วยเสียงที่พยายามจะฟังดูเป็นกันเอง แต่แฝงด้วยความเสียดสี "เสี่ยวเอ้อคงลำบากใจที่ต้องเช็ดเสื้อผ้าให้เด็กที่ไม่รู้จักระวัง"
"พี่ลู่พูดเกินไปแล้ว" หวังฉีแทรกด้วยเสียงที่เย็นชา "แต่ซื่อนก็ควรระวังตัวให้มากกว่านี้ เราเป็นแขกของที่นี่"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ" หวังซื่อนเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเทา ดวงตาใสใสของนางเริ่มคลอเคลียวด้วยน้ำตา "ข้าแค่อยากช่วยเหลือเท่านั้น..."
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที อาหลางสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวเหนือของความสัมพันธ์พี่น้อง นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้น
"นี่คือโอกาสทอง..." อาหลางคิดในใจ "ข้าไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่จุดไฟแห่งการแข่งขันให้ลุกโชน ข้าจะเป็น 'บุรุษ' ที่พวกนางต้องแย่งชิง และข้าจะใช้ความร้าวรานใจนี้สร้างสมรภูมิรักที่วิปริตที่สุดเท่าที่เคยมีมา"
เขาตัดสินใจใช้กลยุทธ์ "การปลอบใจอย่างเข้าใจ" เขาเข้าไปใกล้หวังซื่อนและค่อยๆ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เริ่มไหลลงมา การกระทำนี้ดูเป็นธรรมชาติและเต็มไปด้วยความเมตตา แต่แท้จริงแล้วเป็นการคำนวณที่แม่นยำ
"ไม่เป็นไรขอรับ" เขาเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ "อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา ท่านไม่ต้องเสียใจ"
การสัมผัสของมือใหญ่และอบอุ่นบนแก้มของหวังซื่อนทำให้นางรู้สึกถึงความปลอดภัยและความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากผู้ชายคนใดมาก่อน นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ และในขณะนั้นเอง ความรู้สึกบางอย่างที่อบอุ่นและหวานชื่นก็เริ่มงอกงามในใจของนาง
แต่การกระทำนี้กลับทำให้หวังฉีและหวังลู่รู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง พี่ใหญ่ที่เคยสุขุมเริ่มรู้สึกหึงหวงเมื่อเห็นน้องสาวได้รับความสนใจ ส่วนหวังลู่ที่เคยดุดันกลับรู้สึกแพ้เมื่อเห็นว่าน้องเล็กสามารถดึงดูดความเมตตาจากผู้ชายได้ง่ายกว่า
อาหลางเริ่มลงมือด้วยการ "หว่านเสน่ห์แบบลุ่มลึก" เขาเข้าไปกระซิบข้างหูของหวังฉีเรื่องความงามที่ทรงพลังของนาง "ท่านมีออร่าของผู้นำที่น่าเคารพมาก" เขากระซิบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "ความสุขุมและความแข็งแกร่งของท่านทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัย"
คำชมเหล่านี้ตรงเข้าที่จุดอ่อนของหวังฉี นางที่เคยถูกมองเป็นเพียงผู้นำที่เข้มงวดกลับได้ยินคำชมเชยในฐานะผู้หญิง ความอบอุ่นแปลกๆ เริ่มแผ่ซ่านในอกของนาง และสีหน้าที่เคยเรียบเฉยเริ่มมีรอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นมา
จากนั้นเขาจึงหันไปหาหวังลู่ และลอบสบตากับนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความใคร่ สายตาของเขาเลื่อนไปตามรูปร่างที่เซ็กซี่ของนางอย่างไม่ปิดบัง ทำให้หวังลู่รู้สึกถึงความปรารถนาที่ถูกกดดันไว้นานเริ่มปรากฏขึ้นมา นางที่เคยใช้ความดุดันปกปิดความต้องการภายในกลับรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุจนถึงจิตใจ
และสุดท้ายคือการสัมผัสปลายนิ้วของหวังซื่อนอย่างแผ่วเบาในขณะที่พี่สาวทั้งสองเผลอ การสัมผัสเล็กๆ นั้นเหมือนกับประกายไฟที่จุดติดความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ หวังซื่อนรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าพุ่งผ่านร่างกาย และความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเริ่มงอกงามในใจ
ศิลาเนตรมารในอกเสื้อของเขาสั่นสะเทือนอย่างหนัก ค่าราคะของทั้งสามพุ่งพรวดขึ้นมาอยู่ที่ 70 พร้อมๆ กัน! แสงสามสีเริ่มหมุนวนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีม่วงทองที่น่าสยดสยอง ความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจของสามพี่น้องทำให้ความปรารถนาของแต่ละคนส่งผลต่อกันและกัน เมื่อหนึ่งในนั้นรู้สึกถึงความใคร่ อีกสองคนก็จะรู้สึกตามไปด้วย แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมาด้วย
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งสามคนต่างมองอาหลางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่การมองแขกผู้มาเยือนอีกต่อไป แต่เป็นการมองผู้ชายที่พวกนางเริ่มสนใจ และที่สำคัญคือพวกนางเริ่มมองกันและกันด้วยความระแวงและการแข่งขัน
"คืนนี้... ข้าจะทำให้บุปผาทั้งสามต้องบานสะพรั่งด้วยความเกลียดชังและความใคร่" อาหลางถอยออกมาจากห้องด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้าจะดูซิว่า ระหว่างความผูกพันพี่น้อง กับความต้องการที่จะถูกสยบโดยบุรุษคนเดียวกัน... สิ่งใดจะแข็งแกร่งกว่ากัน"
เขาปิดประตูห้องเบาๆ แต่ไม่ล็อค เพื่อให้สามพี่น้องสามารถได้ยินเสียงของกันและกันได้ชัดเจน การจัดการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ซับซ้อน เขาต้องการให้พวกนางได้ยินเสียงครางและเสียงการเคลื่อนไหวของกันและกัน เพื่อเพิ่มความอิจฉาริษยาและความปรารถนาให้มากขึ้น
ราตรีแห่งการแย่งชิงที่ไร้เสียงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และอาหลางคือพรานป่าที่นั่งรอเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นไม้ที่เน่าเฟะจากภายในต้นนี้อย่างใจเย็น เขารู้ดีว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความหวานชื่น เพราะเขาจะได้ลิ้มรสความแตกต่างของดอกไม้ทั้งสามดอกที่แต่ละดอกมีกลิ่นหอมและรสชาติที่ไม่เหมือนกัน