ตอนที่ 12 : สิ่งที่ได้ยินและสิ่งที่ได้เห็นในสำนักคังเฉียง
ไปที่สำนักคังเฉียง บางทีอาจจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเองได้ แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย ไม่เพียงแต่การบ่มเพาะจะไม่ก้าวหน้า ยังเป็การเสียเวลา อีกทั้งชีวิตต่อจากนี้ก็จะยากลำบากขึ้น
แต่ถ้าเป็หลงจู๊ รับประกันได้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะมีแต่ร่ำรวย ไม่จำเป็ต้องกังวลเื่การกินอยู่
"ข้าเลือกไปที่สำนักคังเฉียง!" หลินิเงยหน้าขึ้น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับว่าอากาศรอบตัวของเขากำลังจะแห้งเหือด เสียงเขาเหมือนจะแหบไปนิดๆ
ไม่ผิด สำนักคังเฉียงแห่งนั้นรกร้างมาหลายปีแล้ว และไม่มีอะไรเลยสักอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นหลินิก็ตัดสินใจที่จะไป
มันคือความหวังเดียวของเขา แม้ว่าจะเป็หวังที่ริบหรี่ก็ตาม
หลินจ้านพยักหน้าและพูดขึ้นว่า "ดี งั้นเ้าไปรายงานตัวที่สำนักคังเฉียงพรุ่งนี้ ส่วนร้านค้า ข้าจะส่งคนอื่นไปดูแลแทน"
กล่าวจบ เขาก็ตบไหล่หลินิเบาๆ "ข้าเคารพในการตัดสินใจของเ้า แต่...ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือแย่ เ้าก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง"
....
วันต่อมา
ั้แ่เช้า มีคนมายังสำนักคังเฉียงทั้งหมด 8 คน
8 คนนี้มีทั้งชายและหญิง ซึ่งมาจากตระกูลที่แตกต่างกัน และใส่ชุดที่ต่างกันไป ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเหมือนกัน นั่นก็คือ....พร์ที่ย่ำแย่ !
ในบรรดาหนุ่มสาวกลุ่มนี้ คนที่แก่สุดนั้นมีอายุประมาณ 20 ปี ส่วนคนที่เด็กสุดนั้นอายุแค่ 14-15 ปี
แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ไม่มีข้อยกเว้น นั่นก็คือบนร่างของพวกเขาไร้ซึ่งลมปราณใดๆ
ในอีกความหมายหนึ่งคือ คนพวกนี้ยังไม่มีใครก้าวสู่ประตูแห่งการบ่มเพาะ เมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้ว สิ่งเดียวที่พวกเขาเหนือกว่าก็คือประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ธรรมดา
ดูจากชุดที่พวกเขาสวมอยู่นั้น สามารถมองออกว่าพวกเขาล้วนเป็ผู้มีอันจะกิน
หลินิ เด็กที่ถูกทอดทิ้งจากตระกูลหลิน ก็คือหนึ่งในนั้น
ขณะนี้ ในใจของหลินิเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน แม้ว่าเขาจะตัดสินใจละทิ้งชีวิตที่สุขสบายและอิสระภาพของตัวเอง แต่ทว่าเขาก็ยังรู้สึกสับสนและกระวนกระวายกับอนาคตของตัวเอง
"สำนักคังเฉียง...สำนักที่ร้างมาหลายปี ข้าจะเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์ได้จากที่นี่จริงๆหรือ?" ในใจของหลินิเริ่มรู้สึกกังวลและสับสนมากยิ่งขึ้น
"มากันครบแล้วใช่ไหม?"
อยู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเขา เ้าของเสียงนั้นเป็ชายร่างสูงใหญ่ที่ทรงอำนาจผู้หนึ่ง
เมื่อพวกเขาหันไปมองตามต้นเสียงก็พบว่าเป็ชายวัยกลางคนที่ดูสง่าคนหนึ่ง
"ผู้นำตระกูลอู่ !" ม่านตาของทุกคนพลันหดเล็กลง ขณะที่ดวงตาก็ฉายแววตกตะลึงขึ้นมา
ทำไมผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองทะเลทราย ถึงได้มาอยู่ที่นี่ ?
อู่เฉินเดินนำอู่ซินซินและอู่โม่เข้ามาอย่างช้าๆ เขาจ้องมองหนุ่มสาวทั้ง 8 คนที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เรียบเฉย ก่อนจะกล่าวประโยคที่แฝงความหมายอย่างลึกซึ้งว่า "สำนักคังเฉียงไม่ใช่สำนักธรรมดาๆอย่างที่พวกเ้าเข้าใจ การได้เข้ามาเป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียงนั้น ถือได้ว่าเป็บุญวาสนาที่พวกเ้าสั่งสมมาหลายชาติ เด็กน้อยเอ๋ย จงหวนแหนมันไว้ เพราะว่านี่คือโอกาสที่หาจากไหนไม่ได้อีก!"
หนุ่มสาวทั้ง 8 คนรวมไปถึงหลินิต่างก็มองไปที่อู่เฉินอย่างสงสัย
"ไม่เข้าใจสินะ?" อู่เฉินยิ้มออกมา " ไม่เป็ไร พวกเ้าจะเข้าใจในไม่ช้า"
นักสู้ขอบเขตว่อซวน ทักษะที่ลึกลับและทรงพลัง สิ่งเหล่านี้เป็เพียงยอดน้ำแข็งเล็กๆ ที่สำนักคังเฉียงเผยออกมา ทว่าแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนจินตนาการถึงอนาคตอันกว้างใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่อู่โม่ได้กลับมาที่บ้านเมื่อวานนี้ เขาก็ได้บอกกับตัวเองว่า จางหยูไม่เพียงแค่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นักปรุงยาอีกด้วย!
เมื่อรู้ข่าวนี้ อู่เฉินก็เข้าใจทันทีว่าทำไมจางหยูที่อายุยังน้อย ถึงสามารถเข้าสู่ขอบเขตว่อซวนได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นอกจากทักษะที่แสนวิเศษนั่นแล้ว ยังมีเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ....เม็ดยา!
สำนักที่มีนักปรุงยาอยู่ คือความโชคดีของเหล่าลูกศิษย์
"ไปที่ห้องเรียนกันเถอะ" อู่เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเดินนำอู่โม่และอู่ซินซินไปยังห้องเรียน
หลินิเดินตามหลังอู่เฉินไป พร้อมกับความสงสัยมากมายในใจ "ทำไมผู้นำตระกูลอู่ถึงได้มาอยู่ที่นี่? แถมยังพูดเื่ที่ยากจะเข้าใจเ่าั้กับพวกเรา?"
ดูเหมือนว่าสำนักคังเฉียงจะไม่ได้แย่เหมือนอย่างที่เขาคิด นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำตระกูลอู่และสำนักคังเฉียงนั้น ก็ดูไม่ธรรมดาเหมือนอย่างที่หลินจ้านพูด เื่นี้ต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
ไม่รู้ทำไม หลินิจึงเกิดความคาดหวังในใจขึ้นมา
แน่นอนว่า 7 คนที่เหลือก็รู้สึกเหมือนกับหลินิ พวกเขาเริ่มคาดหวังกับสำนักที่ถูกทิ้งไปกว่า 7 ปี และยังมีความรู้สึกบางอย่างว่า ตัวเองอาจจะได้ัักับความลับที่น่าตกตะลึงบางอย่าง
...
หลังจากที่เข้ามาในห้องเรียน อู่เฉินก็เดินไปนั่งแถวแรก และยังกล่าวกับคนอื่นๆว่า " พวกเ้าหาที่นั่งกันตามสบาย"
เมื่อเห็นอู่เฉินนั่งข้างอู่โม่และอู่ซินซินที่แถวแรก หลินิและคนอื่นก็รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
"นี่มันเื่อะไรกัน ?" หลินิคิดจนหัวหมุนไปหมด "หรือว่าอู่โม่และอู่ซินซินก็เป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียงเช่นกัน ส่วนผู้นำตระกูลอู่นั้น...ก็มาที่นี่เพื่อสังเกตและทดสอบครูฝึกของสำนักคังเฉียงว่ามีคุณภาพพอหรือไม่งั้นรึ ?"
ไม่ใช่แค่หลินิเท่านั้น คนอื่นๆก็สงสัยเช่นเดียวกันและคาดเดาไปต่างๆนานา
แต่พวกเขาคิดถูกแค่ครึ่งเดียว คำตอบที่แท้จริงคงทำให้พวกเขาตกตะลึงและยากที่จะเชื่อ!
"ใช่แล้ว ข้าอยากจะเตือนพวกเ้าไว้ก่อนว่า ไม่ว่าจะเห็นหรือได้ยินอะไรจากที่นี่ จงอย่าได้แพร่งพรายออกไปโดยเด็ดขาด" อู่เฉิน หันไปมองทั้ง 8 คนที่นั่งอยู่แถวสองและสามด้วยสายตาข่มขู่ "หาไม่แล้ว ข้าไม่รับประกันว่าตัวเองจะจัดการกับพวกเ้าอย่างไร"
เขาไม่้าให้เื่ที่ตัวเองกลายเป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียง หลุดออกจากปากเด็กเหล่านี้
หลินิและคนอื่นๆพากันสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็รีบตอบกลับอย่างนอบน้อมว่า "ขอรับ ผู้เยาว์สาบานว่าจะปิดปากเงียบอย่างแน่นอน"
หลังจากนั้นสักพัก จางหยูก็เดินมาพร้อมกับใบสมัครปึกหนึ่ง
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มสาวแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งกำลังนั่งอยู่ใต้เวที จางหยูก็ยักคิ้วด้วยความแปลกใจ "เร็วขนาดนี้เลยรึ ?"
" 8 คน มีเกินกว่าที่ข้าขอไปหนึ่งคนซะด้วย นอกจากนี้ยังเร็วกว่าที่กำหนดไว้ตั้งหนึ่งวัน หึๆ ประสิทธิภาพในการทำงานของเ้าไม่เลวเลย สมกับเป็ผู้นำตระกูลอู่จริงๆ" จางหยูมองไปที่อู่เฉิน แล้วกล่าวชมออกมา
"มิกล้า มิกล้า มันเป็เื่ที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว"
อู่เฉินหัวเราะออกมา คำชมของจางหยู ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างจางหยูกับอู่เฉิน อู่โม่และอู่ซินซินนั้นไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด ทว่าหลินิกับคนอื่นๆกลับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ลูกตาของพวกเขาแทบจะถลนออกมา
ผู้นำตระกูลอู่....กำลังประจบเอาใจชายคนนั้นอยู่รึ?
ไม่รอให้หลินิและคนอื่นๆได้คิดต่อ จางหยูก็ส่งใบสมัครให้กับอู่เฉินแล้วพูดขึ้นมาว่า " ให้พวกนั้นลงชื่อซะ "
หลังจากที่รับใบสมัครมา อู่เฉินก็แจกมันให้กับทุกคน ก่อนจะกลับมายังที่นั่งของตัวเอง ท่าทีของเขาไม่ได้ต่างอะไรจากศิษย์ทั่วไปเลย
หลังจากนั้นสักพัก ทุกคนก็เซ็นชื่อลงบนใบสมัคร ก่อนจะส่งคืนให้กับอู่เฉิน จากนั้นอู่เฉินก็รวบรวมใบสมัครเ่าั้ส่งให้กับจางหยู
ทุกคนต่างนั่งเงียบๆมองดูจางหยูด้วยความกังวลและคาดหวัง
"ภารกิจเสร็จสิ้น จะรับรางวัลหรือไม่ ?"
" รับ !"
"รางวัล‘สัญญานภา’ได้ถูกส่งมอบให้เรียบร้อยแล้ว โฮสต์โปรดตรวจสอบด้วยตัวเอง "
วินาทีต่อมา ในหัวของเขาก็มีม้วนกระดาษสีขาวโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ม้วนกระดาษแผ่นนั้นเปล่งแสงสีขาวสว่างจ้า และไม่มีอะไรเขียนอยู่ในนั้น ข้างๆม้วนกระดาษก็มีพู่กันด้ามหนึ่งลอยอยู่
"นี่คือสัญญานภางั้นรึ ?" เมื่อจางหยูคิด ทันใดนั้น‘สัญญานภา’และพู่กันที่อยู่ในหัวก็หายไป ก่อนจะมาโผล่ในมือของเขา ดูจากภายนอกแล้ว มันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากม้วนกระดาษธรรมดาๆแผ่นหนึ่ง ส่วนพู่กันก็ดูปกติทั่วไป แต่จางหยูกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันมีบางอย่างที่ต่างไป เพรา....มันไร้น้ำหนัก จนดูเหมือนกับว่าไม่ได้มีอยู่จริง
จางหยูไม่มีเวลาถามไถ่เื่นี้ ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังและตึงเครียดของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย เขาก็ยกมือขึ้นมาอย่างช้าๆ จากนั้นก็ส่ง‘สัญญานภา’และพู่กันไปให้อู่เฉินทันที "นี่คือสัญญานภา จะบอกว่ามันเป็ใบสมัครที่ใช้รับศิษย์ในอนาคตของสำนักคังเฉียงก็ได้ นอกจากสำนักคังเฉียงของพวกเราแล้ว สำนักอื่นๆจะไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เอาล่ะ ลงชื่อของพวกเ้าที่ใบสมัครนี้อีกครั้ง"
"ข้าต้องลงชื่อด้วยรึ ?" อู่เฉินชะงัก
"ใช่ มีแค่คนที่ลงชื่อในสัญญานภาเท่านั้นที่จะถือว่าเป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียงที่แท้จริง ไม่งั้นแล้วสำนักคังเฉียงจะไม่ยอมรับเขาเป็ศิษย์" จางหยูพูดขึ้นอย่างใจเย็น ราวกับมั่นใจว่าอู่เฉินจะต้องเซ็นชื่อลงบนสัญญานภาอย่างแน่นอน
มันเหมือนกับที่จางหยูคาดคิดเอาไว้ อู่เฉินลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกัดฟัน แล้วเซ็นชื่อของตัวเองลงไป
เพื่อที่จะทะลวงไปยังขอบเขตว่อซวน เพื่อที่จะเอาใจจางหยู อู่เฉินเองก็ต้องพยายามอย่างหนัก
เมื่อเห็นฉากนี้ พวกหลินิพลันสับสนขึ้นมา "สะ สะ สะ....ศิษย์อย่างงั้นรึ?"
ชายหนุ่มบนเวทีได้บอกว่า ถ้าเซ็นชื่อลงในสัญญานภาจะถือว่าเป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียงที่แท้จริง และผู้นำตระกูลอู่ ก็ได้เซ็นชื่อของตัวเองลงไปต่อหน้าทุกคน ไม่ใช่ว่าผู้นำตระกูลอู่คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองทะเลทรายหรอกเหรอ แล้วยังเป็ถึงยอดฝีมือฉีซวนขั้นที่ 9 บุคคลระดับนั้นกลายเป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียง?
ไม่ใช่ว่าเขาจะมาสังเกตและทดสอบอาจารย์ของสำนักคังเฉียงรึไง ?
ตอนนั้นเอง สมองของทุกคนก็รวนขึ้นมา "คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองทะเลทรายเป็ศิษย์ของสำนักคังเฉียงงั้นรึ ?"
มุมมองต่อโลกของพวกเขาในตอนนี้ได้พลิกผันไปหมดแล้ว
"พวกเราเป็ศิษย์น้อง...ของนักสู้อันดับหนึ่งในเมืองทะเลทราย?" พวกเขาพากันมึนงงราวกับถูกน้ำซึมเข้าไปในหัว ความคิดเหมือนกับถูกแช่แข็งในบัลดล
ทุกคนต่างถูกเื่ที่น่าตกตะลึงนี้ทำเอาความคิดกระเจิดกระเจิงไปหมด
"ไม่ต้องกังวล รีบเซ็นชื่อลงไป" หลังจากที่อู่โม่และอู่ซินซินเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ส่งสัญญานภาไปให้กับคนที่อยู่ด้านหลัง
เมื่อได้ยินเสียงของอู่โม่ เด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้เขาที่สุดก็รับสัญญามาเซ็นชื่อทันที ก่อนจะส่งไปให้คนอื่นๆ
เมื่อเห็นว่าทุกคนเซ็นชื่อกันหมดแล้ว จางหยูก็เก็บสัญญานภากลับมา ก่อนจะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว "เมื่อพิจารณาถึงศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวันนี้ ข้าจะสอน ‘ทักษะจี๋อู่’ ขั้นแรกอีกครั้ง เพื่อให้ศิษย์ใหม่ได้ตามบทเรียนทัน ส่วนพวกเ้าทั้งสามคนก็ถือโอกาสทบทวนใหม่กันอีกรอบ จะได้เพิ่มความเข้าใจให้ลึกซึ้ง...."
ตอนนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของอู่เฉินก็แข็งทื่อไปทันที