บทที่ 5 เดี๋ยวฉันจะเอาคืนเป็สองเท่า!
หลังจากนั้นหลายวันติดต่อกัน โม่เฟิงต้องทำงานอย่างระแวดระวังอยู่ตลอด ไม่ใช่เพราะกังวลว่าติงหรูจวินจะหาโอกาสแก้แค้น แต่เป็เพราะเขาต้องทำงานร่วมกับพนักงานสาวในออฟฟิศมากมาย ถึงแม้โม่เฟิงจะไม่มีความรู้มากมายนัก แต่เขาก็พยายามทำงานในส่วนที่เขาทำได้อย่างสุดความสามารถ
อย่างไรก็ตาม โม่เฟิงที่เป็คนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่แล้ว เขาจึงมักมีส่วนร่วมในการวางแผนโฆษณาอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ได้รับแผนงานโฆษณาเชิงสร้างสรรค์จากผู้บริหาร สาวสวยในแผนกทั้งสี่คนก็จะระดมความคิดเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด และโม่เฟิงยังคอยเสนอแหล่งข้อมูลด้านต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น ทำให้พวกเธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ก็มีด้านที่มีเสน่ห์เหมือนกัน
แต่โม่เฟิงกลับคิดในใจว่า ‘เพื่อที่จะได้แต่งงานกับพวกเธอคนใดคนหนึ่งในอนาคต การที่ฉันเสแสร้งทำทีเป็คนอบอุ่นแบบนี้มันก็คุ้มค่าแล้ว’
หลังจากทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานจนเสร็จ โม่เฟิงก็ผ่อนคลายลง ในตอนนี้เขากำลังนั่งพิงเก้าอี้ด้วยความสบายใจ มองดูทิวทัศน์ของเมืองอย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
โม่เฟิงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับจัดโต๊ะทำงานที่รกรุงรังอยู่ให้สะอาดเรียบร้อย ก่อนจะหยิบแผนงานโฆษณามาอ่านอย่างรีบร้อนแล้วพูดอย่างสุภาพว่า “เชิญครับ”
ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก ติงหรูจวินปรากฏตัวต่อหน้าโม่เฟิง ในตอนนี้เธอสังเกตเห็นว่าเขารีบร้อนลุกขึ้นยืนและเห็นหนังสือที่เขาอ่านอยู่ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นเธอก็พูดขึ้นว่า “ขยันจังเลยนะโม่เฟิง”
เมื่อโม่เฟิงมองไปที่ติงหรูจวินเขาก็ถึงกับตกตะลึง เพราะในตอนนี้เธอสวมเสื้อรัดรูปสีชมพูเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มอย่างชัดเจน ส่วนด้านล่างสวมกางเกงยีนรัดรูปห่อหุ้มขาเรียวยาวของเธออย่างพอดิบพอดี และรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอนั้นสามารถละลายใจผู้ชายทุกคนได้เลย
ผู้หญิงแบบนี้ช่างเป็ปีศาจร้ายจริง ๆ ทั้งมีใบหน้าที่งดงามและรูปร่างที่แสนจะดีเลิศแบบนี้
“ยั่วยวนซะจริงนะ” โม่เฟิงอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง แต่เขายังคงรักษาสีหน้าให้เป็ปกติแล้วพูดว่า “ไม่ทราบว่าผู้จัดการติงมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” ในใจเขากำลังจินตนาการว่าถ้าเป็เื่อย่างว่าคงจะดีไม่น้อย เพราะถ้าเป็อย่างนั้นเขาจะตั้งใจทำให้เต็มที่อย่างแน่นอน
ติงหรูจวินรู้สึกพอใจไม่น้อยที่เห็นโม่เฟิงมองมาเธออย่างไม่ละสายตา เธอจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันขอรบกวนนายหน่อยได้ไหม จริง ๆ แล้วฉันตั้งใจจะไปเล่นโยคะวันนี้ แต่ลืมไปว่ายังมีของสำคัญอยู่ในบริษัท และตอนนี้ลิฟต์ก็ใช้งานไม่ได้ นายช่วยฉันยกของลงไปให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
โม่เฟิงใจนเผลอพูดออกมาเสียงดัง “ผู้จัดการติง แต่นี่ชั้น 28 นะครับ!”
ทันใดนั้นติงหรูจวินก็หันไปพูดกับโม่เฟิงด้วยท่าทางออดอ้อนว่า “ทำให้แค่นี้ไม่ได้เหรอ? นายจะปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างฉันยกของลงไปเองได้ลงคองั้นเหรอ?!”
โม่เฟิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที โอ๊ย ช่างยั่วยวนเหลือเกิน!
“ก็ได้ครับ เห็นแก่ที่เราเคยมีประสบการณ์ไม่ดีต่อกันมาก่อน ผมจะช่วยคุณยกของลงไปก็ได้” และโม่เฟิงก็พยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย
โม่เฟิงเดินตามติงหรูจวินออกจากห้องทำงานไป จากนั้นเธอก็หันมาพูดกับโม่เฟิงด้วยความประหลาดใจว่า “จริงสิ ฉันลืมถามนายไปเลยที่นายอ่านหนังสือกลับหัวแบบนั้นมันจะอ่านรู้เื่เหรอ?”
โม่เฟิงก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองว่า “ให้ตายสิ ลืมพลิกหนังสือให้ตรงซะงั้น!”
หลังจากเดินมาสักพัก โม่เฟิงก็ได้เห็นสิ่งที่ติงหรูจวินกำลังชี้นิ้วไปเพื่อให้เขายกมัน สิ่งนั้นเป็กล่องที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างดี เขาจึงถามด้วยสงสัยว่า “ผู้จัดการติง ข้างในนี่คืออะไรเหรอครับ?”
ติงหรูจวินยิ้มแล้วพูดว่า “นายไม่ต้องสนใจหรอก แค่ยกมันลงไปข้างล่างก็พอแล้ว!”
โม่เฟิงย่อตัวลงแล้วยกกล่องนั้นขึ้นมา จากการชั่งน้ำหนักกล่องดูเล็กน้อยแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้งออกมา ก่อนจะพึมพำออกมาว่า “แย่แล้วไง โดนเธอหลอกอีกแล้ว!”
กล่องกระดาษนั้นหนักมากอย่างน้อยก็น่าจะห้าสิบกิโลกรัม โม่เฟิงยกมันด้วยสองมือแล้วเดินลงบันไดทีละก้าว ก่อนจะหันไปพูดกับติงหรูจวินซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “พักสักหน่อยเถอะครับ”
แต่ติงหรูจวินกลับยิ้มอย่างชอบใจแล้วพูดว่า “ใกล้ถึงแล้ว อดทนอีกนิดนะ”
ในที่สุดโม่เฟิงก็เดินโซเซออกจากล็อบบี้ของตึก สิ่งที่อยู่ในมือของเขารู้สึกหนักราวกับแบกของเป็พันกิโลกรัม ติงหรูจวินยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เลวนะโม่เฟิง รู้สึกว่านายยังพอมีแรงเหลืออยู่บ้างสินะ”
โม่เฟิงหอบหายใจพลางพูดว่า “เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ จะให้ผมวางไว้ตรงไหน?”
แต่ทว่าติงหรูจวินกลับชี้ไปที่รถที่จอดอยู่ด้านหน้าแล้วพูดว่า “นายเดินตามฉันมา แล้วเอาไปใส่ไว้ในรถก็พอแล้วละ”
ทันใดนั้นเหงื่อก็ผุดขึ้นบนหน้าผากของโม่เฟิง ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาพึมพำกับตัวเองว่า “ให้ตายสิ ฉันใกล้จะตายอยู่แล้ว” จากนั้นก็ก้าวเท้าไปที่รถบีเอ็มทีละก้าว
ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงรถของติงหรูจวินสักที โม่เฟิงวางกล่องนั้นลงในรถของติงหรูจวินอย่างมั่นคง แต่ในขณะที่ติงหรูจวินเปิดประตูรถและกำลังจะพูดขอบคุณโม่เฟิงด้วยความพึงพอใจ ก็มีเงาของคนผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากล็อบบี้และเตะโม่เฟิงอย่างแรงจนเขาล้มลงกับพื้น ทำให้โม่เฟิงร้องออกมาด้วยความเ็ป
ติงหรูจวินใมากและะโใส่คนที่เพิ่งจะมาถึงว่า “เฉินจื่ออั๋ง คุณทำอะไรเนี่ย? บ้าไปแล้วหรือไง?”
แต่ชายคนนั้นกลับโกรธมากแล้วตะคอกเสียงดังว่า “ฉันทำอะไรงั้นเหรอ?! ติงหรูจวินรสนิยมของคุณต่ำมากนะ ถึงได้ไปคบไอ้เด็กจน ๆ แบบนี้”
ขณะที่พูดอยู่นั้น เฉินจื่ออั๋งก็ไม่ได้สนใจติงหรูจวินที่พยายามดึงรั้งเขาเอาไว้ แต่เฉินจื่ออั๋งกลับใช้เท้าขวาเตะเข้าไปที่ร่างของโม่เฟิงที่ล้มอยู่ข้าง ๆ อย่างแรง
ทันใดนั้น โม่เฟิงก็ยื่นมือขวาออกไปอย่างรวดเร็วจับข้อเท้าของเฉินจื่อ อั๋งเอาไว้ได้ทัน ก่อนจะดึงไปด้านข้างอย่างแรง ทำให้เฉินจื่ออั๋งรู้สึกเหมือนโลกหมุนติ้วไปชั่วขณะ จากนั้นร่างของเขาก็กระเด็นล้มลงไปที่พื้นทันที
ติงหรูจวินอ้าปากค้างด้วยความใ
โม่เฟิงค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมกับปัดฝุ่นออกจากตัว ก่อนจะหยิบบุหรี่มวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าจุดไฟอย่างสบายอารมณ์ จากนั้นเขาได้ยื่นมือออกไปโอบกอดติงหรูจวินราวกับลูกไก่ตัวน้อย ท่าทางนี้ทำให้คนที่ยืนดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน
โม่เฟิงยังพูดท้าทายเฉินจื่ออั๋งที่พยายามจะลุกขึ้นยืนว่า “จนแล้วยังไง ฉันก็ยังจีบสาวได้ เล่นสาวได้ แถมยังเก่งกว่าไอ้หนุ่มปากดีอย่างนายอีกนะ เหอะ! ดูนายสิผอมอย่างกับซี่โครงไก่ คงอึดได้ไม่ถึงไม่วินาทีก็อ่อนแล้วแน่ ๆ จะมาสู้ความโหดของฉันได้ยังไง เอาสิ มาเลยดูสิว่าใครจะกลัวใคร!”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของโม่เฟิงต่างก็ตกตะลึงอย่างมาก แม้แต่ติงหรู จวินก็หยุดดิ้นจากอ้อมกอดหยาบคายของโม่เฟิง ส่วนเฉินจื่ออั๋งที่พยายามลุกขึ้นยืน ตอนนี้เขารู้สึกอับอายเป็อย่างมาก เขาลุกพรวดขึ้นยืนแล้วพูดเสียงเ็าว่า “นายเป็ใคร! เื่ของฉันมายุ่งอะไรด้วยวะ?”
แต่โม่เฟิงกลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น มองไปที่ติงหรูจวินที่ตอนนี้เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แล้วหันไปพูดกับเฉินจื่ออั๋งว่า “ฉันเป็แฟนใหม่ของติงหรูจวิน”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของโม่เฟิง ติงหรูจวินก็ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีทีท่าจะขัดขืนแต่อย่างใด กลับเอนกายซบอยู่ในอ้อมกอดของโม่เฟิงอย่างอ่อนโยน
สำหรับติงหรูจวินแล้ว เฉินจื่ออั๋งนั้นไม่ใช่คนดีอะไรเลย วัน ๆ เอาแต่อ้างตัวว่าเป็แฟนของเธอ แบบนี้มันส่งผลกระทบต่อชีวิตปกติของเธอมาก และแบบนี้อีกฝ่ายก็จะย้ายจุดสนใจไปได้ ไม่ว่าเฉินจื่ออั๋งจะทรมานโม่เฟิงยังไง นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ติงหรูจวินจะต้องมาสนใจ
ติงหรูจวินกำลังคิดในใจว่า ‘หึ! นายจงภูมิใจไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะเอาคืนเป็สองเท่า!’