หลังจากที่ชายชราจีเฟิงกับชายชราตงหยางได้กลับมาถึงเมืองชุมนุมเซียน พวกเขาทั้งสองได้รายงานข่าวการเคลื่อนไหวของลัทธิมืดกลับไปยังสาขาหลักในทวีปกลางทันที
เบื้องบนของกลุ่มคนทั้งสองได้รายงานเื่นี้ให้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์ และสมาคมพันธมิตรเซียนทราบอย่างรวดเร็ว
ตามปกติแล้วสมาคมพันธมิตรเซียนจะรับเื่เฉพาะที่มีเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น พวกเขาจะไม่เข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับต่ำเลย
แต่รายงานครั้งนี้ไม่มีรายชื่อของเซียนคนใดเข้ามาเกี่ยวข้องเลย มันกลับทำให้สมาคมพันธมิตรเซียนไม่สามารถอยู่เฉยๆได้
พวกเขาได้เรียกเซียนมากมายมารวมตัวกันบนเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเกาะลอยฟ้านี้เป็ที่ตั้งของสมาคมพันธมิตรเซียน
สภาพแวดล้อมบนเกาะได้ปกคลุมด้วยกลิ่นอายแรงกดดันรุนแรง ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนต่ำกว่าระดับเซียนไม่สามารถย่างเท้าเข้ามาบนเกาะแห่งนี้ได้
ภายในเกาะยังมีเมืองโบราณขนาดใหญ่ครบวงจรที่เอาไว้รองรับเหล่าเซียน ใจกลางของเมืองโบราณมีโดมขนาดใหญ่ตั้งตง่าอย่างยิ่งใหญ่
โดยมีหอคอยค่ายกลสังหารขนาดใหญ่ล้อมรอบเมืองโบราณแห่งนี้เอาไว้ แม้แต่เซียนก็ไม่สามารถต้านทานค่ายกลสังหารนี้ได้เหมือนกัน
สามารถพูดได้เลยว่าเกาะลอยฟ้าแห่งนี้อาจเป็ที่ปลอดภัยที่สุดในยุทธภพแล้ว!!!
ภายในโดมขนาดใหญ่คือห้องประชุมที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเซียนได้หลายหมื่นคน แต่ทว่าในปัจจุบันนี้กลับมีเซียนเหลืออยู่ไม่เกิน1000คนเท่านั้น
ใน่1000ปีที่ผ่านมา มีเซียนลงนามสัญญากับสมาคมพันธมิตรเซียนประมาณ5000คน
แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันภัยพิบัติดวงไฟสีรุ้งกลับพรากชีวิตพวกเขาไปชั่วข้ามคืน ทำให้เซียนที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งเหลือน้อยเข้าไปอีก!!
เพียงไม่นานเหล่าเซียนในทวีปกลางก็ได้มาปรากฏในห้องประชุมที่ละคน สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในทวีปอื่น พวกเขาจะประชุมทางไกลผ่านร่างเงาเสมือนของพวกเขาที่อยู่ในห้องประชุม
เหล่าเซียนบางคนที่ไม่อยากเปิดเผยตัวเอง พวกเขาก็ใช้การประชุมผ่านร่างเสมือนของพวกเขาเหมือนกัน ซึ่งร่างเงาเหล่านี้จะมีรูปร่างเป็เงาสีดำทำให้ไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงได้
ผ่านไปครู่หนึ่งห้องประชุมขนาดใหญ่ก็เต็มไปด้วยภาพเสมือนเงาสีดำ แต่สิ่งที่เป็จุดสนใจของทุกคนคือร่างของชายชราทั้งสามที่ได้ปรากฏออกมาเบื้องหน้าของห้องประชุม
พวกเขาทั้งสามถูกเรียกว่าสามตุลาการแห่งยุทธภพ!!
ในบรรดาชายชราทั้งสามคนนี้มีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ขนาดใหญ่ ส่วนชายชราทั้งสองยืนประกบซ้ายขวา
ชายชราที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์นี้คือผู้พิพากษาสูงสุดของสมาคมพันธมิตรเซียน เขามีนามว่าเจียวจิ้น
เหล่าเซียนในยุทธภพต่างเคราพและเชื่อมั่นการตัดสินใจของเขา!
เพราะชายชราได้เลือกเดินเส้นทางเต๋าแห่งความยุติธรรม มันเป็หนึ่งในเต๋าที่บ่มเพาะยากที่สุดในยุทธภพ!
นอกจากเขาจะต้องเป็คนที่มีความซื่อสัตย์ยุติธรรมแล้ว เขายังต้องปฎิบัติตามกฏข้อบังคับของเต๋า์ห้ามพูดโกหกอีกด้วย
ตราบใดที่เขาฝ่าฝืนมัน เขาจะต้องเผชิญกับการลงโทษของทัณฑ์์!!
ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงเป็ที่ยอมรับของเหล่าเซียนในยุทธภพ บางคนก็ยกให้เขาเป็ตัวแทนของเต๋า์ ส่วนชายชราที่เหลืออีกสองคน พวกเขาเป็ผู้นำสูงสุดจากฝ่ายลงทัณฑ์จางหย่ง และผู้นำสูงสุดจากฝ่ายสอบสวนป๋อเหวิน!!
เมื่อเหล่าเซียนเห็นร่างของชายชราทั้งสามปรากฏตัวออกมาแล้ว พวกเขาต่างโค้งคำนับด้วยความเคราพ
"คาราวะท่านตุลาการทั้งสาม"
"คาราวะท่านตุลาการทั้งสาม"
"คาราวะท่านตุลาการทั้งสาม"
..
"อืม..ไม่ต้องมากพิธี รู้ไหมว่าทำไมพวกเราถึงเรียกมาประชุมเซียนครั้งนี้?"ชายชราฝ่ายสอบสวนกวาดสายตามองทุกคนที่กำลังมีท่าทางสงสัย ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงจริงจัง
"พวกเราพึ่งได้รับข่าวมาจากกลุ่มศาลายา์กับหอการค้าแสงจันทร์ ว่าสาวกของพวกเขาได้เผชิญกับการสังหารหมู่ในทวีปตะวันตก ชาวเมืองทั้งหมดได้ตายจากคำสาป โดยที่ิญญาของพวกเขาทั้งหมดได้ถูกผนึกเอาไว้ไม่สามารถกลับเข้าสู่วัฏจักรสังสารวัฏได้.."
ชายชราฝ่ายสอบสวนหรี่ตามองร่างเงาดำของเซียนคนหนึ่งที่กำลังยืนกอดอกอยู่เงียบๆ"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราคิดว่ามันมีโอกาสสูงที่อาจจะเป็ความสามารถของหนังสือคำสาปโบราณ!"
เมื่อชายชราฝ่ายสอบสวนพูดจบ เหล่าเซียนะโแทรกขึ้นมาอย่างใ
"ห้ะ..หนังสือคำสาปโบราณ!!"
"ปะ-เป็ไปได้อย่างไรกัน"
"มันหายไปหลายพันปีแล้ว..ทำไมจู่ๆปรากฏขึ้นมาได้?"
"ท่านแน่ใจจริงๆเหรอ? ว่ามันเป็หนังสือคำสาปโบราณจริงๆ"
เหล่าเซียนแต่ละคนมีอายุมาหลายพันปี พวกเขาพอจะได้ยินเื่ราวของหนังสือคำสาปโบราณมาบ้างแล้วไม่น้อย พวกเขาเข้าใจดีว่าความสามารถของมันน่ากลัวเพียงใด!
ทักษะคำสาปของมันแต่ละอย่างสามารถทำให้เซียนตายอย่างไม่รู้ตัวได้เลย แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าเซียนอย่างพวกมันหวาดกลัวมากที่สุด
คือความสามารถทำลายิญญาไม่ให้กลับเข้าสู่วัฏจักรการเกิดใหม่ได้ สิ่งนี้ไม่ใช่ความสามารถของเซียนจะทำได้ แต่มันเป็ความสามารถของการควบคุม"กฏ" ซึ่งมันเป็สิ่งที่อยู่สูงกว่าความเข้าใจของเซียนอย่างพวกมันไปแล้ว!
แม้เหล่าเซียนหลายคนจะหวาดกลัวเกี่ยวกับข่าวการปรากฏของหนังสือคำสาปโบราณ แต่มันก็ยังมีเซียนบางคนที่เกิดความโลภขึ้นมาในจิตใจเหมือนกัน
ถ้าพวกเขาได้หนังสือคำสาปโบราณมาเอาไว้ ความสามารถของพวกเขาจะก้าวะโมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าทันที!
ชายชราฝ่ายสอบสวนจ้องมองร่างเงาที่กำลังยืนกอดอกพร้อมกับพูดขึ้นมา"ในที่เกิดเหตุมีกลุ่มลัทธิมืดปรากฏออกมาด้วย…เ้าลัทธิมืดรู้ไหมว่าคนของเ้าไปทำอะไรที่นั่น?"
ร่างเงาเ้าลัทธิมืดตอบด้วยรอบยิ้มเบาๆ"ท่านผู้าุโป๋อเหวิน..ท่านคงยังไม่รู้ว่ากลุ่มสาวกลัทธิมืดของข้า ถูกหอการค้าแสงจันทร์ปล่อยข่าวใสร้ายในทวีปตะวันตก ว่าคนของข้าเป็คนใช้คำสาปลงมือสังหารหมู่คนในเมือง"
"คนของข้าจึง้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์เท่านั้น แต่พวกเขาก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะได้เห็นคนในเมืองตายจากคำสาปจริงๆ แต่มันเป็คำสาปของหนังสือโบราณ ไม่ใช่คำสาปจากลัทธิมืดของเรา"
"เื่นี้ข้าพึ่งได้รับรายงานก่อนจะเข้าประชุมครู่หนึ่งเท่านั้น ข้าไม่มั่นใจว่าจะเป็หนังสือคำสาปโบราณจริงๆหรือไม่ เลยไม่ได้รายงานเื่นี้ให้ท่านตุลาการทั้งสามทราบก่อนจะตรวจสอบให้แน่ใจ ข้าต้องขอโทษพวกท่านทั้งสามด้วย"
หลังจากเหล่าเซียนในห้องประชุมได้ยินคำอธิบายของเงาเ้าลัทธิมืดแล้ว พวกเขาแต่ละคนก็ยิ่งมั่นใจว่ามันอาจเป็ฝีมือจากหนังสือคำสาปโบราณจริงๆ
พวกเขาไม่ได้สนใจเื่ของเหล่าชาวเมืองที่ถูกสังหารตายเลย ยกเว้นแต่เซียนบางคนอย่างเช่นร่างเงาของนักบวชเท่านั้นที่ถอนหายใจออกมาด้วยความสงสาร
"อะมิตพุทธ..ข้าได้ส่งนักบวชในทวีปตะวันตกไปช่วยชำระิญญาของเหล่าชาวเมืองแล้ว อีกไม่นานพวกเขาคงรายงานกลับมาว่าจะเป็คำสาปของหนังสือโบราณจริงๆหรือไม่"
"อืม.."ชายชราฝ่ายสอบสวนพยักหน้าให้กับร่างเงาของนักบวช ก่อนจะหันกลับมายังร่างเงาของเ้าลัทธิมืดตามเดิม"ตราบใดที่เซียนอย่างพวกเ้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับต่ำ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องตายมากเท่าไหร่ มันก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเ้า"
"แต่ถ้ามันเป็หนังสือคำสาปโบราณ ไม่ว่าใครที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่นี้ พวกมันจะได้รับบทลงโทษสูงสุด!"
….
ในอีกด้านของหมู่บ้านกลางหุบเขา
หลงเทียนเดินออกมาจากห้องนอนพร้อมกับหนังสือภาพสีในมืออย่างสบายใจ ซึ่งบนหน้าปกหนังสือได้เขียนไว้ว่าการปฎิบัติธรรมพร้อมกับปลดปล่อยออร่าแห่งธรรมออกมา!!
“นี่…พวกเขาไม่คิดจะทำอะไรกันแล้วเหรอ?”
หลงเทียนเดินผ่านห้องสมุดที่เหล่าชาวบ้านกำลังนั่งอ่านนิยายด้วยใบหน้ากระตุก
เขา้าให้เหล่าชาวบ้านได้พักอ่านหนังสือเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขาแต่ละคนกลับอ่านแต่นิยายโดยไม่ทำอะไรเลย แถมบางครั้งพวกเขายังทำท่าต่อสู้แปลกๆเหมือนเด็กน้อยที่้าลอกเลียนแบบฉากในการ์ตูน
แม้แต่เ้าหมาน้อยสีขาวก็ยังพยายามทำตามภาพในหนังสือ อย่างเช่นนอนยกสะโพกแล้วส่ายก้นไปมาพร้อมกับแลบลิ้นออกมา!!
"เฮ้อ..ข้าต้องรีบหาคนมาฝึกพวกเขาแล้ว ไม่อย่างนั้นสำนักต่อสู้ของข้าคงกลายเป็ศูนย์บำบัดพวกคนสติไม่ดีแน่ๆ"หลงเทียนถอนหายใจเบาๆ
เมื่อออกมาบริเวณลานฝึกซ้อม เขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งที่ไม่เห็นร่างของเหล่าชาวบ้านอยู่ในลานฝึกซ้อมเลย
ทั้งที่ตามปกติแล้วพวกชาวบ้านชอบมารวมตัวนั่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นมะม่วง แม้แต่ร่างของเฉินเหมยก็ไม่โผล่ออกมาให้เห็น
"เอ๊ะ?..เฉินเหมยหายไปไหนกันนะ?"หลงเทียนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสงสัย ก่อนจะเปิดอ่านหนังสือปฎิบัติธรรมด้วยรอยยิ้มซุกซน
แต่ขณะนั้นเองได้มีชาวบ้านเปิดประตูสำนักเข้ามาอย่างเร่งรีบ"เฮ้อ..ในที่สุดนายน้อยก็ออกมาจากห้องพักแล้ว มีนักบวชได้เดินทางเข้ามาในหมู่บ้านสักพักแล้วขอรับ พวกเขากำลังรอนายท่านออกมาจากห้องเพื่อพูดคุยเื่ด่วนบางอย่างอยู่ขอรับ"
"นักบวช? มีเื่ด่วนพูดคุยกับข้าเรอะ?"หลงเทียนวางหนังสือลงด้วยใบหน้าแปลกใจ ก่อนจะเดินตามชาวบ้านคนนั้นออกไป
ในสวนกลางของหมู่บ้าน เหล่าชาวบ้านทั้งหมดกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มนักบวชทั้งสามด้วยความเคราพ
พวกเขาต่างกำลังตั้งใจฟังบทสวดของนักบวชทั้งสามอย่างตั้งใจ ซึ่งมันเป็บทสวดที่ช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายในจิตใจของพวกเขาออกไป
แต่ละคำสวดของนักบวชได้แฝงไปด้วยหลักธรรมบริสุทธิ์ แม้แต่คำสาปชั่วร้ายใดๆก็ไม่สามารถต้านทานมันได้!!!
"วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ..พวกเราต้องขอตัวไปพูดคุยกับผู้นำหมู่บ้านของพวกท่านก่อน"นักบวชทั้งสามหันมองเหล่าชาวบ้านด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ซึ่งพวกเขาทั้งสามคือนักบวชที่ถูกบรรพบุรุษนักบวชส่งมาช่วยเหลือชาวเมืองทุ่งหญ้าเขียว
ก่อนจะเข้าไปในเมืองทุ่งหญ้าเขียว พวกเขา้ามาตรวจสอบหมู่บ้านรอบๆว่าถูกคำสาปแล้วหรือยัง และ้าแจ้งเตือนกับผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้เื่คำสาป
แต่ทว่าผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้อง ไม่มีชาวบ้านคนใดเลย้าเข้าไปปลุกเขาออกมา แม้พวกเขาจะบอกชาวบ้านแล้วก็ตามว่าตอนนี้มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านของพวกเขา สิ่งนี้มันทำให้พวกเขาทั้งสามสับสนที่เหล่าชาวบ้านไม่มีท่าทางหวาดกลัวสิ่งใดเลย?
นักบวชทั้งสามจ้องมองชายหนุ่มผมขาวที่กำลังเดินมาทางพวกเขาด้วยความสนใจ พวกเขาทั้งสามได้ปลูกฝังเนตรแห่งธรรม ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นความความรู้สึกเชิงลบทั้งหมดที่เก็บซ่อนอยู่ในส่วนลึกจิตใจของผู้คน
แม้แต่เซียนก็ไม่สามารถหลบซ่อนเนตรแห่งธรรมของพวกเขาได้ แต่เมื่อตรวจสอบชายหนุ่มท่าทางธรรมดาผู้นี้แล้ว พวกเขากลับมองเห็นแต่ความว่างเท่านั้น ไม่มีความรู้สึกเชิงลบใดๆเลยในจิตใจของเขา!!
สิ่งนี้สามารถบอกพวกเขาได้สองอย่าง คือจิตใจของชายหนุ่มบริสุทธิ์ปราศจากความรู้สึกเชิงลบใดๆเช่นความโลภ โกรธ อิจฉาเป็ต้น
อย่างที่สองคือจิตใจของชายหนุ่มสูงเกินกว่าเนตรแห่งธรรมของพวกเขา!! แน่นอนว่านักบวชทั้งสามเชื่อมั่นอย่างแรกมากกว่า แม้แต่เซียนก็ยังไม่สามารถหลบเนตรพวกเขาได้ มันจะเป็ไปได้อย่างไรที่ชายหนุ่มท่าทางธรรมดาผู้นี้จะสูงไปกว่าเซียน?
"ปะ-เป็ไปได้อย่างไรที่มนุษย์คนหนึ่งจะปราศจากความโลภ? ความอิจฉา?"
"ใช่..นักบวชอย่างพวกเรากว่าจะตัดความรู้สึกทั้งหมดได้ ก็ใช้เวลามากกว่า100ปี!!"
"เขายังไม่มีความอาฆาตร้ายใดๆจากความตายติดตามอยู่เลย เขาไม่เคยสังหารสัตว์อสูรสักตัวเลยเหรอ!"นักบวชทั้งสามมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
ปล.วันนี้ยังมีอีกตอน +_+