เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 25 กอบโกยรางวัล

     โลกผู้บำเพ็ญจะมีการใช้อักขระโองการในแต่ละชนิด อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิลึกพิศวง และยันต์เคลื่อนส่งย้ายย่อมถือเป็นเครื่องมีในการเอาชีวิตรอดที่มีประสิทธิภาพมากอย่างแน่นอน ขอเพียงกระตุ้นใช้ยันต์เคลื่อนส่งย้าย ก็จะไปยังสถานที่ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้ตั้งแต่แรกได้ ถึงแม้จะอยู่ห่างกันสุดแสนไกล ก็จะมาถึงได้ในพริบตาเดียว เวลานี้ สายตาที่กำลังมองร่างกายของพวกเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อมีบางส่วนของร่างกายได้หายลับไปจากท่ามกลางมิติอากาศและเวลา มีอย่างที่ไหนที่เจวี๋ยหวู่หมิงจะไม่รู้ว่าพวกเขานั้นคิดอ่านกันยังไง จึงทำได้แต่แค่คำรามเสียงทุ้มต่ำ เสาเพลิงสองสายเหมือนกับแทบจะพุ่งออกมาจากดวงตาในทันที “ทักษะ——เนตรเทวะเพลิงอัคคี!” เสาเพลิงนี้มีความเร็วปานสายฟ้าแลบ จนถึงกับสามารถแหวกอากาศผ่านไปได้ เพียงรัดนิ้วมือเดียวก็ทำลายม่านแสงสีม่วงที่คุ้มครองพวกเขาเอาไว้อยู่จนแตกระเบิดออก ครั้งนี้ ม่านแสงสีม่วงที่บอบบางอยู่แล้วก็ไม่อาจทนทานต่อไปได้อีกแล้ว ถึงกับแตกละเอียดไม่ต่างอะไรไปจากกระจกบานหนึ่ง “อา!ไข่มุกเมฆากระจ่างของข้า!” เสาเพลิงได้พุ่งผ่านเงามนุษย์ที่พึ่งหายลับไป พร้อมกับเสียงที่ดังเข้ามา แต่ตัวคนนั้นได้เลือนหายไปจนไม่อาจพบเห็นได้อีกแล้ว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ก็จะสามารถเก็บกวาดเด็กน้อยพวกนี้จนหมดได้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้ เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงเกิดจิตใจที่เสียดายอยู่บ้าง เมื่อได้กวาดสายตาออกไป ไข่มุกสีม่วงชิ้นหนึ่งได้ร่วงลงกระทบกับพื้น ที่ทำให้เขาปลื้มปีติก็คือ นอกเสียจากสมบัติวิเศษที่เรียกกันว่าไข่มุกเมฆากระจ่างแล้ว เขายังหาสมบัติวิเศษที่เป็นปลอกคอชิ้นนั้นพบในสนามรบ เมื่อได้นำเอาสมบัติวิเศษทั้งสองชิ้นนี้กลืนเข้าไปในมิติช่องว่างกระเพาะ เจวี๋ยหวู่หมิงที่กำลังตามร่องรอยที่พวกเขาหายไปอยู่ ก็ได้กระตุ้นเคล็ดดำดิน ไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิดมาตลอดทาง แต่ที่พบได้ชัดเจนก็คือ ถึงแม้จะเป็นเคล็ดดำดินขั้นห้าก็ยังไม่สามารถไล่ตามได้ทัน ในทางกลับกันก็ยิ่งมีแต่ทิ้งระยะห่างกันมากยิ่งขึ้น วินาทีนั้นจึงค่อยเข้าใจได้ว่าสิ่งนี้ก็คือเคล็ดวิชาหลบหนีข้ามมิติขั้นสูงชนิดหนึ่ง ถึงแม้อีกฝ่ายจะกระตุ้นผ่านยันต์ปราณ แต่ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่เคล็ดดำดินขั้นห้าจะสามารถเอาไปเทียบได้ จนกระทั่งบรรยากาศของหลายคนนั้นหายลับไปอย่างสมบูรณ์เขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ เขาจึงทำได้แต่เพียงยอมแพ้ไปเสียแบบนี้เท่านั้น หลังจากนั้น เขาก็ย้อนกลับไปยังจุดเกิดศึกการต่อสู้ : “โฮก!” เจวี๋ยหวู่หมิงคำรามเสียงดังก้อง เฮยเสวียนที่กำลังนำฝูงงูนับหมื่นพันเลื้อยคลานมาจากทุกซอกทุกมุม จนกระทั่งปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าเขา หมอบลงแนบชิดติดพื้น แสดงออกถึงความเคารพอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ “ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว รีบพาเผ่าอสรพิษอพยพไปยังถ้ำผานเสอ หลังจากที่ลงหลักปักฐานจนเรียบร้อยแล้ว ค่อยหาโอกาสไปรวบรวมเผ่าอสรพิษของเทือกเขาผานเสอมาอีกครั้ง” เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้เริ่มเอ่ยปากกล่าวกำชับขึ้นในทันที เฮยเสวียนได้หันไปไปทำตามคำสั่งเจวี๋ยหวู่หมิงอย่างเคร่งครัด ตกปากรับคำในทันที: “ขอรับ องค์ราชา ข้าผู้ใต้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้ส่งข่าวออกไปแล้ว เพื่อปล่อยข่าวลือขององค์ราชา ขอเพียงเป็นเผ่าอสรพิษของเทือกเขาผานเสอ ก็จะมาเข้าพบองค์ราชาในทันที” “อือ รีบทำการอพยพ เคลื่อนไหวให้เร็วที่สุด!” เจวี๋ยหวู่หมิงพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ทิ้งคำพูดประโยคสุดท้าย แล้วจึงค่อยหันกายจากไป ในระหว่างที่ขยับกาย ก็ได้หายลับไปจากท่ามกลางภูเขาพงไพร ในเวลาเดียวกับที่ได้ข้ามผ่านขุนเขาพงไพร เขาก็ลอบครุ่นคิดกับตัวเอง ครั้งนี้เผ่ามนุษย์ที่เข้าร่วมในศึกล้วนแต่ถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้น น่าจะเป็นคนที่มีสถานภาพสูงศักดิ์เท่านั้นที่พอจะหนีรอดไปได้ ในเมื่อไม่สามารถขุดรากถอนโคนได้ วันหน้าจะต้องนำปัญหามาให้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น คนพวกนี้ยังถือครองเคล็ดวิชาที่ไม่เลวเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีสมบัติวิเศษพิสดาร จนทำให้เขานิ่งต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เขาได้ลอบครุ่นคิดใคร่ครวญแล้วกล่าว : “ครั้งนี้ที่ปล่อยให้คนพวกนี้หลบหนีไปได้ การล้างแค้นจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้าอย่างแน่นอน ในอนาคตเองก็คงจะต้องพบพานกับผู้บำเพ็ญที่มีความกล้าแกร่งยิ่งกว่านี้อีกเป็นแน่ ตอนนี้พลังของเรายังอยู่แค่ช่วงโอสถอสูร พลังแบบนี้ยังไงก็ยังถือว่าอ่อนแอกันเกินไปแล้ว!” “ทะลวงขอบเขต มีแต่ต้องทะลวงเท่านั้น!ขอเพียงแค่ทะลวงไปจนถึงช่วงแปรลักขณา อย่างนั้นพลังของเราก็คงต้องพลิกฟ้าสะท้านปฐพีแน่ เมื่อถึงเวลานั้นถ้าอีกฝ่ายคิดที่จะมาล้างแค้น เราเองก็ไม่มีวันที่จะกลัวอยู่แล้ว!” เมื่อคิดได้แบบนี้ ภายในแววตาของเจวี๋ยหวู่หมิงก็สาดเป็นประกายคมกล้าความมุ่งมั่นออกมาเล็กน้อย ทางหนึ่งเดินทาง ทางหนึ่งคิดพลาง จนกระทั่งได้กลับมาถึงภายในถ้ำผานเสอโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ทันทีที่เข้ามายังภายในถ้ำ ใช้ร่างงูเหลือมเลื้อยเข้าถึงยังส่วนลึกที่ใช้เพื่อทำสมาธิ จากนั้นก็อ้าปากคายออกมา “ติ้ง!” “เคร้งเคร้ง!” เสียงอันสดใสได้ดังออกมาสองครั้งครา นี่ก็คือรางวัลจากชัยชนะที่ได้รับมา ที่ถูกเขากลืนเข้าไปก่อนหน้านี้ มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่เป็นไข่มุกสีม่วง และมีอีกชิ้นที่เป็นปลอกคอสีเหลืองอร่ามดูลี้ลับ “นี่ก็คือสมบัติวิเศษของผู้บำเพ็ญอย่างงั้นเหรอ?” เขาที่เอ่ยพึมพำ แล้วใช้ความคิดอยู่สักพัก ก็ได้พบว่ายังมีเศษซากสลักตราจิตสมาธิของผู้เป็นเจ้าของเดิมทิ้งเอาไว้ แต่ในสายตาของเขา นี่แทบจะไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้เลยแม้แต่น้อย เจวี๋ยหวู่หมิงกับพลังของพวกเขาที่มีความแตกต่างกันมากมาย จนทันทีที่ลูบไล้สลักตราจิตสมาธิอยู่ สมบัติวิเศษทั้งสองชนิดวินาทีนั้นก็ได้กลายเป็นวัตถุไร้เจ้าของไปในทันที ยามนี้ ข้อมูลของสมบัติวิเศษก็ถูกถ่ายทอดเข้าสู่สมองของเขาแล้ว จนทำให้เขาเข้าใจถึงวิธีการใช้พวกมันได้ในพริบตา ไข่มุกสีม่วง มีนามว่าเป็นไข่มุกเมฆากระจ่าง อีกทั้งยังถือเป็นอุปกรณ์ปราณชั้นล่าง ใช้เพื่อป้องกันเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถใช้โจมตี ถือได้ว่าเป็นสมบัติปราณที่ล้ำค่าชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว และด้านของปลอกคอนั้นก็เรียกกันว่าเป็น “ปลอกคอกำราบสัตว์” ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ปราณชั้นเลิศชิ้นหนึ่ง ประโยชน์ที่ดีที่สุดในการใช้มันก็คือการใช้ควบคุมและสยบสัตว์อสูรให้ศิโรราบ และใช้ฝึกตัวเองให้เชื่องด้วยอีกทาง ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะพลังของกู้ฉางเฟิงอ่อนแอจนเกินไป จนไม่สามารถสำแดงพลังทั้งหมดของปลอกคอกำราบสัตว์ออกมาได้ ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์ในศึกนี้ก็คงยากที่จะบอกกล่าวกันได้แล้ว ถึงอย่างไร ปลอกคอกำราบสัตว์ก็ถือเป็นตัวควบคุมการใช้สยบต่อความแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดของสัตว์อสูร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ท้ายที่สุดก็ยังคงต้องตกมาอยู่ในกำมือของเจวี๋ยหวู่หมิงไปอยู่ดี เขาเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะหล่อหลอมพวกมัน ในสายตาของเขา พลังของตัวเองในตอนนี้จึงถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด การทะลวงเข้าถึงช่วงแปรลักขณา จึงจะเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นการเร่งด่วน ดังนั้น ขอเพียงเก็บอุปกรณ์ปราณทั้งสองชิ้นนี้เข้าใส่สถานีย้อนคืน เขาก็น่าจะมีแต้มสะสมที่มากพอจะทะลวง《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》 จนเข้าถึงระดับแปรลักขณาขอบเขต เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ได้กลืนอุปกรณ์ปราณทั้งสองชิ้นไปในทันที จากนั้นก็โยนกลับไปในสถานีย้อนคืน แล้วพูดขึ้นในใจว่า: “เก็บเข้าสถานีย้อนคืน!” “ติ้ง!ขอแสดงความยินดีกับผู้อุปถัมภ์ จากที่ได้รับอุปกรณ์ปราณไข่มุกเมฆากระจ่างชั้นล่างเข้าสู่สถานีย้อนคืน จึงได้รับแต้มสะสม 15000แต้ม” “ติ้ง!ขอแสดงความยินดีกับผู้อุปถัมภ์ จากที่ได้รับอุปกรณ์ปราณชั้นเลิศปลอกคอกำราบสัตว์ จึงได้รับแต้มสะสม 55000แต้มสะสม” เขาได้ตรวจสอบหน้าต่างสถานะอยู่สักพัก แต้มสะสมถึงกับดีดตัวสูงขึ้นไปจนถึงสิบเอ็ดหมื่นไปแล้ว ทะลวงเข้าสู่《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》ขั้นที่สามจำเป็นที่จะต้องใช้แต้มสะสมสิบหมื่นแต้ม ตอนนี้ก็น่าจะมีพอที่จะใช้ได้แล้วล่ะ เมื่อเตรียมทุกอย่างจนพร้อมสรรพ ในที่สุดก็สามารถทะลวงกันได้แล้ว! เขาได้พยายามที่จะข่มจิตใจที่ตื่นเต้นเอาไว้ จากนั้นก็เรียกหน้าต่างของระบบออกมา ระหว่างนั้นก็ได้รวบรวมสมาธิรวมเพื่อที่จะกดปุ่ม《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》ที่อยู่ในหน้าต่างรวมของมนตราคาถาเอาไว้ เวลานี้《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》ยังอยู่ในขั้นที่สองระเบิดอัคคีขอบเขต ในระหว่างที่เขาบังเกิดความคิด ก็พลันรำพึงขึ้นในใจ: “เลื่อนขั้นไปอีกหนึ่งขั้น!” ทันใดนั้นสถานะของเคล็ดเทวะเพลิงอัคคีก็เด่งขึ้นมา จากขั้นที่สอง พริบตานั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นขั้นที่สาม และในเวลาเดียวกันนี้ แต้มสะสมก็ได้หดหายไปถึงกว่าสิบหมื่นแต้มแล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงที่ตั้งแต่เริ่มแรกก็ไม่ทันจะตรวจพบความผิดปกติ จนชั่วขณะที่ได้หยุดลง ทันใดนั้นทั้งร่างกายก็ได้สะท้านขึ้นทันที ไฟที่ไร้รูปร่างอันรุนแรงกลุ่มหนึ่งได้เดือดขึ้นในจิตใจ อีกทั้งยังได้แล่นผ่านไปทั่วร่าง แผดเผาทุกจุกทุกอณูของทั้งร่างกาย ร้อนแรง เดือดดาล แสบร้อน เจ็บปวด…… ความรู้สึกพวกนี้เหมือนกับได้แทรกผ่านเข้าไปภายในกระดูก และวกวนไปในอยู่ภายในจิตใจของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า...