ฝ่าาทรงมีความยุติธรรมคือให้เวลากับภริยาเท่าเทียมกัน พระองค์เสด็จไปที่ตำหนักฮองเฮา พระสนมเอก และพระสนมเซียงเซียงโดยผลัดกันพระองค์ละ 2 คืน ส่วนคืนที่ 7จะเป็่เวลาส่วนพระองค์และในคืนนี้ก็เป็คืนที่ฝ่าาเสด็จมาหาสนมเซียงเซียงเสียที
หลังจากผ่าน่ไฟปรารถนาแห่งความคิดถึงไปฝ่าาก็ทรงบรรทมกอดพระสนมอย่างอ่อนโยน
“คืนวันพรุ่งนี้เราจะต้องไปต้อนรับองค์ชายหลินฟงที่มาจากแคว้นหานเราอยากให้เ้าไปด้วย” ฝ่าาตรัสอย่างมีความหวัง
“หม่อมฉันจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจัดขึ้นเห็นว่าเป็ธรรมเนียมของที่นี่ไงเพะคะ” พระสนมเซียงเซียงทรงไม่อยากผิดธรรมเนียม
“ถ้าเหล่าขุนนางรู้ว่าเ้าไปกับเรา พวกเขาคงจะเข้าใจ” ฝ่าาทรงเอาแต่พระทัย
“แล้วต่อไปล่ะเพคะ หม่อมฉันจะปรับตัวเข้ากับขุนนางได้อย่างนั้นหรือ” สนมเซียงเซียงทรงกังวล
“เ้าเป็คนแรกที่ไม่ยอมตามใจเรา” ฝ่าาทรงแกล้งงอน
“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ แต่หม่อมฉันอยากเป็สนมที่คู่ควรกับพระองค์หากหม่อมฉันปฏิบัติตัวแย่หรือไม่เหมาะสมสักวันหม่อมฉันก็คงต้องถูกขับไล่ออกจากแคว้นแห่งนี้หรือว่าพระองค์ทรงอยากให้หม่อมฉันไปเพคะ” พระสนมทรงกอดฝ่าาและพยายามอ้อน
“ก็ได้ เรายอมรับเหตุผลของเ้า งั้นคืนนี้เ้าต้องยอมตามใจเรา” ฝ่าาทรงยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ทรง เอ่อ ยังไม่ง่วงหรือเพคะ” พระสนมทรงเขิน
“เพราะเ้านั่นแหละที่ทำให้เราเป็แบบนี้” ฝ่าาทรงแกล้งตรัสกล่าวโทษ
ฝ่าาทรงจุมพิตพระนางอย่างอ่อนโยนค่ำคืนอันแสนรัญจวนใจยังคงดำเนินต่อไปกว่าไฟปรารถนาจะดับลงก็เกือบถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ฝ่าาทรงสวมฉลองพระองค์ออกมาจากห้องบรรทมของพระสนมตอนเช้าตรู่
เหวยเซียงสะดุ้งตื่นก็เลยรีบคุกเข่าทำความเคารพ
“วันนี้อย่าเพิ่งไปปลุกสนมเซียงเซียงล่ะ ปล่อยให้นางตื่นเอง” ฝ่าาตรัส
“รับทราบเพคะ” เหวยเซียงแอบยิ้มเพราะเขินแทนนางไม่คิดว่าฝ่าาแห่งแคว้นฝางจะทรงรักและดีต่อสนมเซียงเซียงมากมายถึงเพียงนี้
******************************
พอถึงเวลาเที่ยงวัน
“เหวยเซียง! เหวยเซียง!เ้าอยู่ที่ไหน” พระสนมทรงตกพระทัยที่ตัวพระองค์ตื่นสายถึงเพียงนี้
“หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ” เหวยเซียงรีบวิ่งเข้าไปพบ
“นี่เราตื่นสายขนาดนี้เลยงั้นหรือ” พระสนมตรัส
“พระองค์ เอ่อ ทรงเพลียมากเพคะ และฝ่าาตรัสว่าไม่ให้ปลุกพระองค์ด้วยเพคะ” เหวยเซียงกล่าวอ้าง
สนมเซียงเซียงทรงลุกจากพระแท่นบรรทมและประทับนั่งบนเก้าอี้เพื่อส่องคันฉ่อง“ตายจริง! ทำอย่างไรดีที่คอของเรามีรอยแดงเต็มไปหมดแบบนี้ เหล่าขุนนางจะมองเรายังไง"
“ทรงบอกปัดไม่ไปดีมั้ยเพคะ” เหวยเซียงเสนอ
“ไม่ได้! เราอยากผูกไมตรีกับเหล่าขุนนางเราเป็สนมคนใหม่แต่ไม่ให้เกียรติเหล่าขุนนาง มันจะดูไม่ดีนะ” พระสนมทรงกังวล
“แต่พระองค์เสด็จในสภาพนี้ก็ทรงดูไม่ดีเช่นกัน งั้นเอาอย่างนี้มั้ยเพคะหม่อมฉันจะปลอมเป็พระองค์ไปงานเลี้ยงโดยใช้ผ้าปิดบังครึ่งหน้าคิดว่าเหล่าขุนนางคงจำพระองค์ไม่ได้เพคะ” เหวยเซียงเสนอ
“จะดีหรือ” พระสนมทรงลังเล
“ถึงแม้หม่อมฉันจะไม่สวยเหมือนกับพระองค์แต่การปิดบังใบหน้าก็อาจพอที่จะหลอกเหล่าขุนนางได้บ้างเพคะ” เหวยเซียงกล่าว
“ก็ได้ เพราะยังไง เรา เอ่อ ไม่ค่อยมีแรงนัก”พระสนมทรงอายที่จะตรัส
“พระองค์ทรงปลอมเป็ขันทีอยู่ในตำหนักแห่งนี้เถิดเพคะเพื่อไม่ให้นางกำนัลที่ตำหนักนี้สงสัย” เหวยเซียงแนะนำ
“งั้นตามนั้น เราจะอาบน้ำและปลอมตัวเดี๋ยวนี้” พระสนมทรงตัดสินพระทัยยอมรับแผนการของนางกำนัล
กลายเป็ว่าเหวยเซียงจะต้องปลอมเป็สนมเซียงเซียงเสด็จไปงานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจัดเพื่อต้อนรับพระสนมคนใหม่อย่างช่วยไม่ได้
หลังจากที่สนมตัวปลอมขึ้นเกี้ยวออกจากตำหนักไปแล้วหัวหน้าขันทีก็มาเกณฑ์เหล่าขันทีที่ว่างงานให้ไปร่วมขบวนเสด็จของฝ่าาเพื่อไปต้อนรับองค์ชายหลินฟง
“เอ่อ ข้าน้อยจะต้องเฝ้า….” พระสนมที่ปลอมเป็ขันทีพยายามปฏิเสธ
“ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองสำคัญกว่าเื่เฝ้าตำหนักปล่อยให้เป็หน้าที่ของเหล่านางกำนัลเถิด” หัวหน้าขันทีสั่ง
“ขอรับ” พระนางจำต้องรับคำ
และแล้วขันทีตัวปลอมก็ตกกระไดพลอยโจนไปร่วมขบวนเสด็จของฝ่าาเข้าจนได้
******************************
เหวยเซียงที่สวมรอยเป็พระสนมนางเองก็หวั่นใจกลัวว่าจะมีคนจับได้ว่านางอาจเอื้อมกล้าปลอมตัวเป็หญิงสูงศักดิ์แต่ในเมื่อนางหลวมตัวไปแล้ว นางก็คงต้องแสดงให้ถึงที่สุด
แต่พอขบวนเสด็จของสนมเซียงเซียงไปได้เพียงครึ่งทางอยู่ดีๆก็มีทหารองครักษ์มาช่วยนำทางไปงานเลี้ยงที่จวนท่านเสนาบดี
เหวยเซียงรู้สึกสงสัยก็จริงแต่นางก็ต้องยอมติดตามเหล่าทหารองครักษ์เ่าั้ไปจนกระทั่งถึงเรือนรับรองแห่งหนึ่งที่อยู่กลางป่า
“งานเลี้ยงจัดที่นี่อย่างนั้นหรือ”เหวยเวียงสอบถาม
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ งั้นพวกกระหม่อมขอตัว”เหล่าทหารองครักษ์ใช้วิชาตัวเบาะโหนีหายไป
สักพักก็มีพ่อบ้านออกมาต้อนรับพร้อมกับบอกให้เหล่าบริวารของสนมไปรอด้านนอกเขาอ้างว่าภายในเรือนรับรองจัดให้เฉพาะราชวงศ์และเหล่าขุนนางเท่านั้น
ดังนั้นเหวยเซียงจึงลงจากเกี้ยวแล้วเปิดประตูเข้าไปด้านในเพียงลำพัง นางก็พบกับความมืด เลยกล่าวว่า “ทำไมด้านในถึงมืดเช่นนี้ล่ะ”
สักพักประตูเรือนก็ปิดเองและถูกล็อคจากด้านนอก เหวยเซียงรีบวิ่งไปเคาะประตู “ใครอยู่ด้านนอกน่ะเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ”
แต่ไร้เสียงตอบใดๆ
เหวยเซียงคิดในใจว่า “ใครกันช่างกล้ากลั่นแกล้งพระสนมถึงเพียงนี้ ไม่กลัวลงอาญาหรืออย่างไร”
เหวยเซียงมองไปรอบๆก็มีแต่ความมืดแต่พอมีแสงสลัวๆจากแสงแดดที่ส่องเข้ามาเพียงน้อยนิดก็พบว่าภายในนี้มีแต่หนูอยู่เต็มไปหมด
พอรู้ว่ามีหนูเหวยเซียงจึงกรีดร้องเสียงดังและนอนสลบไปด้วยความกลัวสุดขีด
สักพักประตูก็เปิดพร้อมกับมีหญิงงามนางหนึ่งเดินเข้ามาดูอาการของผู้หญิงที่คิดว่าเป็สนมเซียงเซียงผู้หญิงคนนั้นมาพร้อมกับนางกำนัลคนสนิท
“แกล้งพระสนมเซียงเซียงแบบนี้ ไม่แรงเกินไปหรือเ้าคะหากพระสนมเอาเื่ขึ้นมาจะว่ายังไง” นางกำนัลคนสนิทกังวล
“นางเป็เพียงพระสนมคนใหม่ของฝ่าานางไม่กล้ามีเื่กับพระสนมเอกพี่สาวของข้าหรอก”น้องสาวพระสนมเอกกล่าว
“พวกเรายังไม่รู้จักพระสนมดีนะเ้าคะ” นางกำนัลพยายามเตือน
“ก็ลองสิ ถ้านางกล้าเอาเื่ ข้าจะหาทางแกล้งนางแรงกว่านี้อีก” น้องสาวพระสนมเอกเองก็ไม่ยอมแพ้
“แล้วจะเอายังไงดีเ้าคะ ปล่อยไว้อย่างนี้งั้นหรือ” นางกำนัลอยากจะช่วยพระนางแต่ขัดคำสั่งเ้านายไม่ได้
“ขังนางไว้ที่นี่นั่นแหละ ต่อไปนางจะได้เคารพยำเกรงพี่สาวของข้า” น้องสาวพระสนมเอกกล่าว
“หากพระสนมเกิดช็อคสิ้นพระชนม์ขึ้นมา มีหวังพวกเราอาจโดนปะาชีวิตไม่เพียงเท่านั้นพระสนมเอกอาจทรงเดือดร้อนไปด้วยนะเ้าคะ” นางกำนัลเตือน
“เ้ากลับไปที่จวนพ่อข้าก่อนข้าจะดูอาการนางสักพัก หากนางไม่ถึงตาย ข้าจะกลับไปเอง"น้องสาวพระสนมสั่ง
“เ้าค่ะ” นางกำนัลจำใจจากไป
นางกำนัลรีบวิ่งออกไปจากเรือนทันทีเพราะความจริงแล้วนางเองก็กลัวหนูอย่างมาก
น้องสาวพระสนมเอกนามว่า ฉู่หลิน นางค่อยๆย่องเข้าไปใกล้หญิงสูงศักดิ์ที่เป็ศัตรูหัวใจของพี่สาวนางเปิดผ้าออก แต่เห็นใบหน้าไม่ชัดเพราะภายในเรือนมืดพอสมควร จากนั้นก็อังจมูกนางก็ใที่หญิงตรงหน้าไม่หายใจ
“ทำยังไงดี หรือว่านางช็อคตายจริงๆ” สักพักฉู่หลินก็ตัดสินใจวิ่งหนีออกจากเรือนแต่ทว่าฉู่หลินกลับโดนโปะยาสลบ
เหวยเซียงที่แกล้งทำเป็กลัวกรีดร้อง ทำเป็สลบและแกล้งกลั้นหายใจ นางก็เลยเอาคืนด้วยการใช้ยาสลบที่ติดตัวมานำมาโปะใส่ผู้ที่ปองร้ายนางจากนั้นก็ขังหญิงสาวไว้ในเรือนที่มีฝูงหนูอยู่เต็มไปหมดบ้าง
เหวยเซียงนั่งรออยู่นอกเรือนเพราะ้ารอให้เหยื่อฟื้นขึ้นมา
ผ่านไปไม่นานหญิงสาวโฉมงามก็ฟื้นขึ้นมา และเคาะประตูจากด้านใน “เปิดเดี๋ยวนี้นะ พระสนมเซียงเซียงพระองค์ทรงแกล้งหม่อมฉันแบบนี้ไม่ได้นะเพคะ”
“ทีเ้ายังทำได้เลย” เหวยเซียงกล่าว
“ท่านอยากเป็ศัตรูกับพระสนมเอกหรืออย่างไร”ฉู่หลินรีบขู่
“ที่แท้เ้าก็เป็น้องสาวของพระสนมเอก แต่ถึงอย่างนั้นเ้าก็ไม่มีสิทธิ์วางอำนาจบาตรใหญ่แบบนี้” เหวยเซียงเตือน
“ถ้าหม่อมฉันออกไปได้ พระองค์จะต้องโดนยิ่งกว่านี้เพคะ” ฉู่หลินขู่อีก
“งั้นเราก็ยิ่งไม่ปล่อยเ้าไปใหญ่ ขอให้เ้าสนุกกับหนูเ่าั้ก็แล้วกัน”เหวยเซียงส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของฉู่หลิน
“ว้าย! อย่าเข้ามานะ เ้าหนูบ้า ทำไมมันเยอะแบบนี้”ฉู่หลินรีบกระทืบเท้าหวังว่าหนูเ่าั้จะหนีไป แต่ไม่เลยมันยังคงวิ่งมาหานาง
เหวยเซียงเดินหนีออกจากเรือนทันที
“พระสนม พระสนม ได้โปรดอย่าทิ้งหม่อมฉันไป ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ” ฉู่หลินรีบขอร้อง
แต่ไร้เสียงตอบใดๆ
และแล้วน้องสาววัยซนก็กลัวจนช็อคหมดสติไป
ผ่านไปไม่นานประตูก็เปิดเหวยเซียงได้ไปเก็บสมุนไพรบางอย่างมากองไว้พร้อมกับเผาให้เกิดควันและพัดควันไปด้านในเรือน กลิ่นของสมุนไพรสามารถไล่หนูเ่าั้ไปได้
เหวยเซียงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของฉู่หลินนางจับชีพจรก็พบว่ายังคงเต้นปกติ นางพึมพำว่า “ที่แท้ก็แค่สลบไปเท่านั้น”
เหวยเซียงรีบใช้ผ้าปิดบังใบหน้าไว้ดังเดิมก่อนที่จะช่วยประคองหญิงสาวไปที่จวนท่านเสนาบดีเพราะความจริงคือฉู่หลินเป็บุตรสาวคนเล็กของท่านเสนาบดีนั่นเอง
พอวางฉู่หลินไว้หน้าประตูใหญ่เหวยเซียงก็รีบเคาะประตูก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปหลบหลังพุ่มไม้
พ่อบ้านเดินออกมาเขาใมากที่เห็นคุณหนูนอนอยู่หน้าประตูก็เลยรีบไปเรียกเด็กรับใช้ให้มาช่วยกันแบกนางไปนอนในห้องพักของนางดีๆ
ผ่านไปไม่นานพ่อบ้านก็วิ่งไปรายงานพระสนมเอกที่เพิ่งมาถึงที่งานเลี้ยงพอพระสนมเอกทรงทราบก็รีบเสด็จไปดูอาการของน้องสาวทันที
ฉู่หลินใตื่นรีบกรีดร้องเสียงดังด้วยความกลัว “ไปให้พ้นนะเ้าหนูบ้า”
“นี่พี่เองนะฉู่หลิน” ฉู่หลานพระสนมเอกทรงรีบจับมือน้องสาวด้วยความเป็ห่วง
“ฮือ ฮือ พี่ฉู่หลาน เอ้ย พระสนมเอก หม่อมฉันโดนพระสนมเซียงเซียงกลั่นแกล้งนางขังหม่อมฉันไว้ในเรือนเก็บของที่มีหนูอยู่เต็มไปหมดเพคะ” ฉู่หลินถือโอกาสฟ้อง
”นางรู้จักเรือนนั่นได้ยังไง นางเป็คนนอกนี่” พระสนมเอกทรงสงสัย
“เอ่อ คือ หม่อมฉันแกล้งให้นางไปที่เรือนนั่น หวังจะให้นางกลัวแต่ที่ไหนได้นางไม่เพียงไม่กลัว ยังแกล้งหม่อมฉันคืนอีกเพคะ” ฉู่หลินยังคงฟ้องอีก
“เ้าไม่ควรทำเช่นนั้นนะ ตอนนี้นางเป็ที่โปรดปรานของฝ่าาหากฝ่าาทรงรู้ เ้าจะได้รับโทษอย่างหนัก แม้กระทั่งพี่ก็ไม่อาจปกป้องเ้าได้”พระสนมเอกเตือน
“แล้วจะทำอย่างไรล่ะเพคะ พระสนมอาจทรงรู้ว่าเป็ฝีมือของหม่อมฉัน” ฉู่หลินกังวล
“งั้นคืนนี้มาดูกันว่านางจะแสดงทีท่าเช่นไร” พระสนมเอกอยากลองเชิงเสียก่อน
ทางด้านเหวยเซียงนั้นก็รับรู้ได้ว่านี่เป็ฝีมือของน้องสาวพระสนมเอกซึ่งเป็ที่รู้กันทั่วทั้งวังว่านางมีนิสัยแก่นแก้ว เอาแต่ใจชอบวางอำนาจบาตรใหญ่มากแค่ไหนแต่เหวยเซียงก็ไม่กล้าแสดงท่าทีว่าเป็ศัตรูต่อพระสนมเอกเพราะมันจะมีผลต่อพระสนมเซียงเซียง ดังนั้นเหวยเซียงที่ปกปิดหน้าตาก็ทำได้เพียงทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ และร่วมงานเลี้ยงฉลองไป ซึ่งเหวยเซียงก็ทำได้ดีนางทำตัวสงบเสงี่ยม สนทนากับเหล่าขุนนางแบบเป็กันเองด้วยกริยามารยาทอ่อนน้อมและเพราะเหวยเซียงนั้นพอมีความรู้รอบด้าน จึงทำให้เหวยเซียงสามารถสนทนากับพวกเขาได้เกือบทั้งคืน
เมื่อพระสนมเอกทรงเห็นว่าสนมเซียงเซียงทรงไม่ได้เอาเื่อะไรกับน้องสาวของพระองค์ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จไปส่งพระสนมแทนบิดา
“ขอบใจมากที่เ้าให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงที่บ้านพ่อของเรา” พระสนมเอกตรัส
“เรารู้สึกเป็เกียรติมากกว่าที่ได้ถูกเชิญมาร่วมงานเลี้ยงแห่งนี้” เหวยเซียงกล่าว
“น้องสาวของเรายังเด็กนัก หวังว่าพระองค์จะไม่ถือสาอะไร” พระสนมเอกตรัสหยั่งเชิง
“เราเข้าใจ และหวังว่านางคงไม่กระทำเช่นนั้นอีกเพราะหากนางไปเจอคนที่มีโทสะรุนแรง นางอาจเกิดภัยถึงแก่ชีวิตได้” เหวยเซียงเตือนตามประสบการณ์
“แล้วเราจะเตือนนางเอง เราไม่ส่งนะ สนมเซียงเซียง”พระสนมเอกตรัส
พอเหวยเซียงได้ขึ้นเกี้ยวนั่นทำให้นางถึงกับโล่งอกที่หญิงสูงศักดิ์ไม่ได้สงสัยอะไรที่นางปลอมตัวมาอาจเป็เพราะพระสนมเอกเองนั้นทรงระแวงกลัวสนมเซียงเซียงจะเอาเื่น้องสาวของพระองค์
******************************
ทางด้านสนมเซียงเซียงที่ได้ปลอมเป็ขันทีตอนนี้พระนางได้ไปรวมตัวกับเหล่าขันทีนับยี่สิบคนพระนางเองก็ทรงแปลกพระทัยมากที่เหตุใดเหล่าขันทีจะต้องยืนเรียงแถวเพื่อให้องค์ชายหลินฟงทรงเลือกด้วยราวกับเลือกคู่อย่างใดอย่างนั้น จนกระทั่งพระองค์ทรงหยุดอยู่หน้าพระพักตร์ของพระสนม
พระสนมเซียงเซียงทรงดำริในพระทัยว่า“ทำยังไงดี หากทรงจับได้ขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นฝ่าาต้องทรงเอาผิดเราเป็แน่”
“เราเลือกขันทีคนนี้” องค์ชายหลินฟงตรัส
สักพักฝ่าาก็เสด็จมาจูงแขนขันทีร่างเล็กออกมาและให้อยู่ด้านหลังของพระองค์“คนนี้เราขอเถิด ขันทีคนนี้เป็คนสนิทของเราเอง”
“อ้าว แล้วเหตุใดถึงมาอยู่ในกลุ่มขันทีกลุ่มนี้ล่ะ ไม่ใช่ว่าพระองค์ เอ่อ...”องค์ชายหลินฟงทรงดำริว่าฝ่าาทรงอาจมีรสนิยมไม่ต่างจากพระองค์
“เราไม่ได้มีรสนิยมเช่นนั้น เรา้าให้ขันทีคนนี้ช่วยฝนหมึกและรับใช้เรา สงสัยเขาคงหลงมาในกลุ่มนี้” ฝ่าาตรัส
“ถ้าเช่นนั้น เราเลือกอีกคนก็ได้” องค์ชายทรงยอมไปเลือกคนอื่น
สักพักฝ่าาก็ทรงลากแขนขันทีไปที่ที่ประทับของฝ่าา
“เอ่อ พระองค์ทรงไม่ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรือพะย่ะค่ะ” พระสนมตรัสเพราะสงสัยจริงๆ
“พวกเราคุยข้อแลกเปลี่ยนกันแล้วหลังจากนั้นเราก็ปล่อยให้องค์ชายพักผ่อนตามอัธยาศัย เ้ายกกองฎีกามานี่ซิ” ฝ่าาตรัสสั่ง
“พะย่ะค่ะ” พระสนมในรูปลักษณ์ขันทีร่างเล็กรีบทำตามรับสั่ง
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามขันทีหน้าใหม่ก็หาวฟอดสิ่งที่ขันทีเฝ้ามองก็คือ ฝ่าาที่ทรงงานไม่ได้พักสักนิดเดียว ขันทีร่างเล็กนึกขึ้นได้จึงไปยกซุปบำรุงมาถวาย
“พักดื่มบ้างเถิดพะย่ะค่ะ หักโหมมากไปไม่ดีต่อพระวรกายนะพะย่ะค่ะ” พระสนมทรงเป็ห่วง
ฝ่าาทรงยกดื่มจนหมดถ้วยโดยที่พระองค์ทรงไม่สงสัยเลยว่าถ้วยนั้นมียาพิษหรือไม่จนขันทีเองก็สงสัยว่าเหตุใดฝ่าาถึงไม่ระวังพระองค์เลย
ขันทีได้แต่เก็บความสงสัยไว้ภายในใจกำลังจะเดินไปเก็บถ้วย แต่ทว่า สิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ อยู่ดีๆฝ่าาก็ทรงกอดขันทีและจับมานั่งบนพระเพลา (ตัก)ของพระองค์
“พระองค์ทรงจะทำอะไรพะย่ะค่ะปล่อยกระหม่อมนะพะย่ะค่ะ หรือว่าพระองค์ทรงมีรสนิยมแบบนี้” ขันทีหน้าใหม่กล่าวอย่างตื่นตระหนก
ฝ่าาทรงสรวลเสียงดังสักพักพระองค์ก็ทรงบีบจมูกของขันทีร่างเล็กอย่างเอ็นดู “เราไม่ได้มีรสนิยมชายรักชาย แต่เพราะรู้ว่าเป็เ้าต่างหาก สนมเซียงเซียง”
“พระองค์ทรงทราบได้ยังไงล่ะเพคะ” พระสนมทรงรู้สึกโล่งอก
“มาถึงขนาดนี้แล้ว เราจดจำเ้าได้หมดทุกส่วนนั่นแหละและเ้ารู้ตัวมั้ยว่าเ้างดงามมากเพียงใด แม้เ้าจะปลอมเป็ชายใครก็ดูออกว่าเ้าเป็หญิง ใบหน้าเ้าหวานซะขนาดนั้น” ฝ่าาทรงบีบแก้มพระสนมอย่างหมั่นเขี้ยว
“แล้วเหตุใดฝ่าาทรงไม่ตรัสบอกหม่อมฉันล่ะเพคะทำไมถึงปล่อยให้หม่อมฉันฝืนแสดงเป็ชายแบบนี้” พระสนมทรงอาย
“เราอยากรู้ว่าเ้าจะปลอมเป็ขันทีได้สักกี่น้ำว่าแต่เหตุใดเ้าต้องปลอมเป็ขันทีด้วยล่ะ หรือว่าอยากติดตามเรามา” ฝ่าาทรงดำริเข้าข้างตัวเอง
“เปล่านะเพคะ แต่ เอ่อ หม่อมฉันเพลียมากเลยปล่อยให้นางกำนัลปลอมเป็หม่อมฉันไปร่วมงานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจัดขึ้นหม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะที่หลอกลวงเช่นนี้” พระสนมทรงรู้สึกผิด
“นั่นเพราะเรามีส่วนสินะ แต่ก็ดีเหมือนกัน เ้าจะได้ติดตามเรามาที่นี่” ฝ่าาทรงมองให้แง่ดี
“เหตุใด องค์ชายถึงทรงต้องเลือกขันทีเพื่อรับใช้พระองค์ด้วยล่ะเพคะ”พระสนมทรงอยากรู้
“เ้าคงไม่รู้อะไรเลยสินะ ถึงกล้าเข้าไปอยู่ในกลุ่มขันทีเ่าั้” ฝ่าาตรัส
“เพคะ ดูองค์ชายเหมือนทรงเลือกคู่เลยเพคะ” พระสนมตรัส
“เ้าห้ามพูดไป องค์ชายทรงรสนิยมชายรักชาย พวกเรารู้กันนานแล้วดังนั้นเราก็เลยอนุญาตให้องค์ชายทรงเลือกขันทีที่สมัครใจรับใช้พระองค์ได้เ้าเองก็เกือบถูกเลือกไปแล้ว” ฝ่าาทรงรู้สึกตกพระทัยเมื่อเห็นคนที่องค์ชายทรงเลือกเป็พระสนมที่พระองค์ทรงโปรดปราน
“หม่อมฉันไม่รู้นี่เพคะ” พระสนมตรัส
“งั้นคืนนี้ เ้าต้องปรนนิบัติเราเป็การไถ่โทษ”ฝ่าาตรัสอ้าง
“แต่ว่า….” พระสนมทรงพยายามแย้ง
แต่นั่นก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะฝ่าาทรงอุ้มขันทีร่างเล็กไปที่พระแท่นบรรทมเรียบร้อยซึ่งนั่นทำให้พระสนมเซียงเซียงจะต้องอยู่ดูแลปรนนิบัติพระองค์ทั้งคืนเช่นเคย
เที่ยงวันถัดมาฝ่าาเสด็จไปส่งองค์ชายกลับแคว้น เพราะการเจรจาระหว่างสองแคว้นราบรื่นไปด้วยดีจากนั้นฝ่าาก็เสด็จกลับโดยรถม้า โดยมีขันทีร่างเล็กนั่งบนรถม้านั่นด้วย
“จะดีหรือเพคะ ที่ให้หม่อมฉันนั่งบนรถม้าร่วมกับพระองค์แบบนี้” พระสนมทรงกังวล
“ไม่เป็ไร เ้าก็คอยนั่งพัดให้เราไปแบบนี้ ไม่มีใครสงสัยหรอก ว่าแต่เ้ากังวลเื่อะไร”ฝ่าาทรงมองออก
“หม่อมฉันกลัวมีคนจับได้เพคะ หากมีคนรู้ว่าหม่อมฉันติดตามพระองค์ไปต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองด้วยนางกำนัลที่ปลอมเป็หม่อมฉันอาจได้รับโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูง” พระสนมทรงเป็ห่วงเหวยเซียง
“เราจะปกป้องเ้าเอง เราสัญญา” ฝ่าาตรัสคำมั่น
******************************
แต่ทว่าพอขบวนเสด็จของฝ่าามาถึงตำหนักของพระองค์ ฮองเฮาก็ทรงรีบมาดักพระพักตร์ไว้
“เ้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ ฮองเฮา” ฝ่าาทรงสงสัย
“มีสายรายงานว่า สนมเซียงเซียงได้ติดตามพระองค์ไปพบองค์ชายหลินฟงด้วยเป็ความจริงมั้ยเพคะ” ฮองเฮาตรัสอย่างเอาเื่
“จะใช่ได้อย่างไร รอบกายเรามีแต่ขันทีทั้งสิ้น” ฝ่าาตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้พิรุธใดๆ
“แล้วขันทีคนนี้ล่ะเพคะ ใบหน้าหวานซะขนาดนี้ คงเป็หญิงปลอมตัวมาซึ่งนั่นก็คือ พระสนมเซียงเซียง” ฮองเฮาทรงคาดเดา
ฮองเฮาทรงกำลังจะเข้าไปดึงตัวขันทีร่างเล็กแต่ฝ่าาทรงขวางเอาไว้
“บังอาจ เ้าไม่เชื่อใจเราอย่างนั้นหรือ” ฝ่าาทรงแกล้งตะคอก
“เปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่เชื่อใจสนมเซียงเซียงต่างหากนี่นางช่างกล้าให้ใครก็ไม่รู้ปลอมเป็ตัวเองไปร่วมงานเลี้ยงขุนนางแทนส่วนตัวเองก็ติดตามฝ่าาไป นางไม่ควรกระทำตามใจชอบเช่นนี้”ฮองเฮาทรงเอาเื่อย่างไม่ลดละ
“งั้นก็ตามใจก็แล้วกัน อยากตรวจสอบก็เชิญ” ฝ่าาทรงแกล้งตรัส
“เอ่อ ฝ่าาพะย่ะค่ะ” สนมเซียงเซียงทรงรู้สึกพระทัยเต้นตุบตุบที่ฮองเฮาทรงกำลังเข้าใกล้พระนางเรื่อยๆ
“หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ ฮองเฮา”
ทั้งฝ่าาและทุกคนต่างพากันใที่ทอดพระเนตรเห็นสนมเซียงเซียงที่ไร้การปกปิดพระพักตร์แต่อย่างใด
ขันทีร่างเล็กหันไปสบดวงเนตรพร้อมกับส่ายหน้าให้กับฝ่าาเพื่อบอกว่าพระนางไม่รู้เื่ด้วยจริงๆ
เหวยเซียงเดินไปจูงมือขันทีร่างเล็กให้ไปหลบด้านหลังพระสนมเซียงเซียงตัวปลอมพร้อมกับกระซิบว่า “ทรงแกล้งแสดงไปก่อนนะเพคะจอมยุทธ์หญิงท่านนี้ยอมช่วยสวมรอยเป็พระองค์”
“ที่แท้เราก็เข้าใจผิด ต้องขออภัยจริงๆ” ฮองเฮาทรงเชื่อและทรงรู้สึกผิดจริงๆ
“ที่หม่อมฉันปิดบังหน้าตาก็เพราะว่าในวันจัดงานฉลองหม่อมฉันแต่งหน้าไม่ทันเพคะต้องขออภัยจริงๆที่หม่อมฉันตื่นสายในวันนั้นจริงๆ จนทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาและทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยผิดเช่นนี้” จอมยุทธ์หญิงกล่าวอ้าง
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวก่อน” ฮองเฮาทรงรู้สึกเสียหน้าทรงรีบเสด็จกลับตำหนักทันที
ในขณะที่สนมเซียงเซียงตัวปลอมที่มาพร้อมกับเหวยเซียงก็รีบเข้าเฝ้าฝ่าาพร้อมกับคุกเข่ายอมรับผิด
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ ทั้งหมดนี้เป็ความคิดของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียวหากทรงเอาผิด ก็ทรงเอาผิดหม่อมฉันเท่านั้น” เหวยเซียงคุกเข่ารับโทษ
สนมตัวปลอมก็คุกเข่าตาม“ที่เหวยเซียงทำไปก็เพื่อปกป้องเ้านายของตัวเองเท่านั้นได้โปรดประทานอภัยให้นางด้วยเพคะ”
“แล้วเ้าเป็ใคร เหตุใดถึงกล้าปลอมเป็สนมเซียงเซียงแบบนี้แถมปลอมได้เหมือนมากด้วย” ฝ่าาตรัสเพื่อไต่สวน
“หม่อมฉันเป็จอมโจรพันหน้าเพคะที่หม่อมฉันยอมทำก็เพื่อตอบแทนบุญคุณเหวยเซียงเท่านั้น” จอมยุทธ์หญิงนึกถึงตอนที่หมอสาวช่วยชีวิตของนางไว้
“ขอบคุณพวกท่านมากที่ยอมทำเพื่อเรา ดังนั้นหม่อมฉันขอรับผิดเองเพคะ”พระสนมเซียงเซียงกล่าวเพื่อปกป้องบริวาร
“เอาเถอะ พวกเ้าอย่ารับผิดกันไปกันมาเลย เราเริ่มปวดหัวแล้วเรายกโทษให้พวกเ้าครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ต่อไปห้ามปลอมเป็คนอื่นอีกเพราะมันจะทำให้วังเกิดโกลาหล ตอนนี้ถือว่าเป็การกล่าวเตือนเท่านั้น” ฝ่าาตรัส
“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าา” ทั้งสามกล่าว
“ดังนั้นหลังออกจากตำหนัก จงแสดงได้ถึงที่สุดจนกว่าจะไปถึงตำหนักของเ้านะเซียงเซียง ถ้าเราคาดการณ์ไม่ผิดต้องมีคนจับตาดูเ้าอยู่เป็แน่” ฝ่าาทรงเป็ห่วง
“เพคะ ฝ่าา” พระสนมเซียงเซียงทรงรับคำ
ฝ่าาทรงรู้สึกชื่นชมเหวยเซียงที่นางมีความจงรักภักดีต่อเ้านายอย่างมากและนางเป็คนฉลาดที่สามารถปกป้องเ้านายได้ดังนั้นพระองค์จึงทรงไว้วางพระทัยให้เหวยเซียงดูแลหญิงอันเป็ที่รักของพระองค์
******************************
พอกลับไปถึงตำหนักพระสนมเซียงเซียงจอมยุทธ์หญิงก็รีบเปลี่ยนเป็ชุดดำลอบหนีไปจากวังทันทีโดยไม่ได้กล่าวล่ำลาใดๆทั้งสิ้น
เหวยเซียงได้เล่าเื่ราวเกี่ยวกับฉู่หลินน้องสาวของพระสนมเอกให้สนมเซียงเซียงฟังโดยละเอียดเพื่อที่ว่าต่อไปพระนางจะได้ไม่เสียรู้โดนนางกลั่นแกล้งอีก
หลังจากที่สนมเซียงเซียงบรรทมหลับอย่างเหนื่อยล้าเหวยเซียงก็เลยจำต้องไปเขียนจดหมายรายงานสถานการณ์ทุกอย่างให้องค์ชายรองทรงทราบรวมไปถึงเล่าเื่ราวเกี่ยวกับน้องสาวของพระสนมเอกด้วย นางคิดในใจว่า “หากฉู่หลินอยู่กับองค์ชายรอง พระองค์คงสามารถกำราบนางได้แน่บางทีทั้งสองอาจเหมาะสมกัน เนื่องจากทั้งสองต่างรูปงามแต่ร้ายกาจกันทั้งคู่”