ความเสียใจของไป๋มู่เสวี่ย
ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตหลังหนึ่งในเสฉวน หญิงสาวคนหนึ่ง กำลังนั่งอย่างเหม่อลอยอยู่ภายในห้องนอน
หญิงสาวคนนี้ เป็นคนที่สวยที่สุดในโลกใบนี้ เธอไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากไป๋มู่เสวี่ย
ไป๋มู่เสวี่ยในเวลานี้กำลังจมอยู่กับความเสียใจอันลึกล้ำ จนตกอยู่ในสภาพเหม่อลอยอย่างที่เห็นอยู่นี้
เทียบกับหนึ่งปีก่อนแล้ว เธอดูผอมลงมากทีเดียว คาดว่าคงเป็นความเสียใจนี้ ที่ทำให้เธอกินไม่ได้ นอนไม่หลับมาเป็นเวลานาน
แน่นอน เธอไม่ได้เสียใจเรื่องที่พ่อของเธอตาย หรือว่าตระกูลไป๋ถูกทำลาย แต่เป็นเสียใจเรื่องของเย่กู่เฉิน
ตั้งแต่เกิด เธอไม่เคยเจอพ่อของเธอสักครั้งเดียว และแม่ของเธอก็ไม่เคยพูดถึงพ่อของเธอสักครั้ง ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเขาตายไปแล้ว
แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อที่เธอคิดว่าตายไปแล้ว จะปรากฏตัว ยิ่งไปกว่านั้น ยังบอกให้เธอตัดสัมพันธ์ เลิกติดต่อกับเย่กู่เฉิน
เธอแน่นอนว่าคัดค้านหัวชนฝา แต่ก็ไร้ผล แม้แต่แม่ของเธอยังขอร้องต่อเธอด้วย สุดท้ายเพื่อตอบแทนบุญคุณแม่ของเธอ เธอก็ยอมตกลง เลือกที่จะตัดสัมพันธ์ทุกอย่างกับเย่กู่เฉิน
ทำตามที่พ่อและแม่ของเธอบอก เพื่อแต่งงานกับคนที่ชื่อนายน้อยจากสำนักกระบี่เพลิง แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น แม่ของเธอได้มาบอกว่าพ่อของเธอตายแล้ว และตระกูลไป๋ก็ถูกทำลาย
เรื่องนี้ทำให้เธอสับสนมึนงงอยู่พักใหญ่ในตอนนั้น เธอยังจำได้ดีว่าในตอนนั้น เธอมีความรู้สึกที่ซับซ้อนมากแค่ไหน
เธอไม่มีความเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไป๋เลี่ยหวง ไม่เคยมาดูแลเธอ พอปรากฏตัวคำแรกก็คือบังคับให้ทำตามที่พูด
เมื่อเป็นแบบนี้ ไม่แปลกที่ไป๋มู่เสวี่ย จะไม่รู้สึกเศร้ากับการตายของไป๋เลี่ยหวง
หลังจากได้รับฟังเรื่องนี้สักพัก เธอก็รีบติดต่อหาเย่กู่เฉินในทันที เพื่อขอโทษเขา และขอคืนดี
ด้วยความที่ไป๋เลี่ยหวง พ่อของเธอตายแล้ว เธอจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามที่อีกฝ่ายพูดอีก
แต่ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะสายไป เธอไม่สามารถติดต่อเย่กู่เฉินได้ ย่อมเป็นเช่นนี้ เพราะเขาได้โยนโทรศัพท์เครื่องนั้น ทิ้งไปตั้งแต่ถูกเธอตัดสัมพันธ์
ไป๋มู่เสวี่ยเวลานั้น เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ เธออยากที่จะรีบกลับปักกิ่ง เพื่อไปหาเขา อย่างไรก็ตาม เธอกลับถูกแม่ของเธอและจูอวี้ลี่ห้ามไว้
โดยบอกว่าสถานการณ์ในปักกิ่งไม่ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผู้ฝึกตนชั่วร้ายออกอาละวาด
ด้วยเช่นนั้น สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงแค่รอให้สถานการณ์ที่ปักกิ่งสงบลงเท่านั้น
ในเวลานี้เอง ประตูห้องนอนของไป๋มู่เสวี่ยได้ถูกเปิดออก จ้าวหยาได้เดินเข้ามา เมื่อเห็นลูกสาวที่เหม่อลอย สีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความทุกข์
รู้สึกเศร้า รู้สึกผิดกับสิ่งที่เธอขอต่อลูกสาวอย่างมาก แต่ตอนนั้น เธอไม่มีทางเลือก หากว่าเธอไม่ทำ ตระกูลไป๋จะทำลายตระกูลจ้าวของเธออย่างแน่นอน
“เสวี่ยเอ๋อร์ แม่ขอโทษ...” จ้าวหยาพูด พลางเดินเข้ามานั่งลงที่เตียงและดึงลูกสาวเข้ามากอด
ไป๋มู่เสวี่ยไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเธอไม่สามารถพูดได้ เธอพลันผละออกจากอ้อมกอดของแม่เธอ หยิบสมุดและปากกาขึ้นมาเขียน
‘แม่ คุณลุงกับคุณป้าว่ายังไงบ้าง?’
จ้าวเหยายิ้มขื่นออกมา คุณลุงกับคุณป้าที่ลูกสาวของเธอหมายถึงคือพ่อกับแม่ของเย่กู่เฉิน ลูกสาวขอให้เธอติดต่อไปหา เพื่อขอข้อมูลติดต่อของเย่กู่เฉิน
แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมามีเพียงคำพูดอันเย็นชาของเย่ฉูเหวินกับเจี่ยซิ่นเท่านั้นว่า ‘เลิกยุ่งกับลูกชายของฉัน!’
จ้าวหยาสามารถเข้าใจพวกเขาได้ เพราะเธอรู้ดีว่าเรื่องลูกสาวของเธอ คงจะทำร้ายเย่กู่เฉินมาก ไม่อย่างนั้น เย่ฉูเหวินกับเจี่ยซิ่น จะไม่มีทางพูดกับเธออย่างเย็นชาขนาดนั้น
ความจริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกสาวของเธอขอให้ติดต่อพ่อและแม่ของเย่กู่เฉิน ตลอดหนึ่งปีมานี้ มันหลายครั้งแล้ว
และคำตอบที่ได้ก็เหมือนเดิม แม้ว่าเธอจะพยายามอธิบายให้เย่ฉูเหวินกับเจี่ยซิ่นฟังยังไง พวกเขาก็ไม่สนใจ และคำพูดของพวกเขาก็สะเทือนใจเธอมาก
‘ความรู้สึกของลูกชายฉันที่เสียไปแล้ว ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้ เพราะงั้นเลิกยุ่งกับเขา!’
เห็นแม่ของเธอยิ้มขื่น ไป๋มู่เสวี่ยก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้า เธอพลันเขียนอะไรบางอย่างลงไป ‘หนูอยากไปปักกิ่ง’
“ตกลง แม่จะพาลูกไป” จ้าวหยาคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าตกลง สถานการณ์ในปักกิ่งตอนนี้สงบแล้ว เธอสามารถพาลูกสาวของเธอไปได้ และเธอก็รู้ดีถึงเป้าหมายของลูกสาวดี
‘เสวี่ยเอ๋อร์ ต่อให้แม่ต้องคุกเข่า แม่จะพาลูกไปพบเย่กู่เฉินให้ได้!’ จ้าเหยาพลันตัดสินใจ เพื่อชดใช้ให้ลูกสาวของเธอ ต่อให้ต้องคุกเข่าขอร้องเย่ฉูเหวินและเจี่ยซิ่น เธอจะไม่ลังเล
‘ขอบคุณค่ะแม่’ ไป๋มู่เสวี่ยเขียนขอบคุณแม่ของเธออย่างรวดเร็ว แต่เธอไม่ได้แสดงออกมาถึงความสุข เพราะเธอไม่รู้ว่าเย่กู่เฉินจะยอมพบเธอไหม และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเขา จะยอมยกโทษให้เธอหรือเปล่า
...............................................
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ คฤหาสน์ตระกูลเย่ หลังมื้ออาหารค่ำจบลง เย่กู่เฉินก็เข้าไปในห้องรับแขก โดยมีซงหว่านเอ๋อร์ตามมาด้วยรอยยิ้ม ที่เต็มไปด้วยความสุข
ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งวัน เธอได้พูดคุยกับเย่กู่เฉินหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นว่าหนึ่งปีมานี้เป็นอย่างไรบ้าง ทำอะไรบ้าง
แน่นอนว่าเรื่องที่เย่กู่เฉินมีแฟนสาวสามคนเธอก็ได้รู้แล้ว เรื่องนี้บอกตามตรงว่ามันทำให้เธอชะงัก พูดไม่ออกไปเลย
อย่างไรก็ตาม เธอก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบอกเขาอย่างแข็งขันว่าเธอจะเป็นแฟนคนที่สี่ของเขา
ถึงแม้จะรู้ว่าเขามีแฟนสามคนแล้ว แต่เธอก็ไม่อยากที่จะยอมแพ้ไปง่ายๆ แบบนี้ ดังนั้นเธอถึงได้เลือกเช่นนี้
เย่กู่เฉินไม่ได้พูดอะไรมากในเรื่องนี้ เขาเพียงพยักหน้ารับ เขาเองก็คิดว่าเขารักเธอเหมือนกัน มันไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกผิดที่มีต่อเธอเท่านั้น
ถึงตอนนี้จะยังรักไม่มาก แต่เวลาจะเป็นตัวขยายความรักที่เขามีต่อเธออย่างแน่นอน ไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยเลย
แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เขาต้องบอกถังม่านหยา โอวหยางเหม่ยและสวีหยุนหนิงด้วย
ด้วยความที่พวกเธอเป็นแฟนของเขา เขาไม่คิดที่จะปิดบังอะไรพวกเธอทั้งนั้น ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญแบบนี้แล้ว ยิ่งแล้วใหญ่
ในเรื่องนี้เย่กู่เฉินไม่ได้กังวลมากนัก เพราะที่นี่คือโลกในนิยาย อะไรๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เขาเชื่อว่าพวกเธอจะยอมรับซงหว่านเอ๋อร์ได้ และเข้ากันได้ดี
ภายในห้องรับแขก เย่กู่เฉินพูดคุยกับซงหว่านเอ๋อร์หลายเรื่องต่อไป จนดึกดื่น การพูดคุยถึงจบลง จากนั้นเขาและเธอก็แยกย้ายกันไปนอน
คืนนี้ ซงหว่านเอ๋อร์แน่นอนว่าเข้าพักที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ ด้วยความที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ มีขนาดใหญ่มาก ห้องย่อมมีมากมาย การที่จะมีคนมาอยู่เพิ่มอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่ปัญหาใดๆ เลย
หลังจากเข้ามาในห้องนอน เย่กู่เฉินไม่ได้เลือกที่จะนอนแต่อย่างใด เพราะเขายังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่ ซึ่งก็คือการไปจัดการกับซูหยาง!
จบบทที่ 74