ในใจของผมเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้และก็ไม่รู้ว่าจะไปหาคำตอบเ่าั้ได้จากที่ไหน
ทุกครั้งที่จางเฉียงมาหาผม เขาเหมือนไร้สติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง
เมื่อคืนเขากินอาหารเซ่นผีไปถึงห้าจาน ความอาฆาตแค้นในตัวเขาคลายลงไปถึงแปดเก้าส่วนดูเหมือนใกล้จะฟื้นสติ และผมก็เกือบจะสามารถส่งเขาไปสู่สุคติได้แล้ว แต่กลับถูกิญญาชายชราที่ศาลานั้นขัดขวาง
ตอนนี้ผมก็เพิ่งรู้ว่า นอกจากจางเฉียงแล้วอาจารย์เฉินกั๋วฝูที่สอนวิชากายวิภาคก็เสียชีวิตเช่นกันและดูเหมือนว่าอาจจะตามเล่นงานผมเหมือนจางเฉียง ไม่อย่างนั้นทุกครั้งที่จางเฉียงปรากฏตัว เขาคงไม่พูดคำว่า ‘อาจารย์กำลังเร่ง’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
่สองสามวันที่ผ่านมา ผมเจอแต่เื่วุ่นวายจนรู้สึกเหนื่อยใจและล้าไปหมด
และจางเฉียงก็ดูเหมือนจะยิ่งโเี้ขึ้นทุกวัน
ในคืนแรก เขายังมีสติบ้าง แค่ดูดพลังหยาง[1]จากตัวผมไป
คืนที่สอง เขาเริ่มไร้ความรู้สึกและไม่ตอบสนองใดๆ
คืนที่สาม เขากลายเป็เหมือนซากศพเดินได้
ผมไม่รู้เลยว่า คืนนี้เขาจะมาในสภาพไหน ยิ่งไปกว่านั้น ลุงอวี๋ยังาเ็หนักและต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ถ้าจางเฉียงกลับมาอีกในคืนนี้ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะรับมือกับเขายังไง
ผมพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสงบอารมณ์ของตัวเอง ตอนนี้สิ่งสำคัญคือ ดูแลลุงอวี๋ให้ดีรอจนกว่าเขาจะฟื้น แล้วค่อยว่ากัน!
เมื่อซื้อของเสร็จและกลับขึ้นไปบนห้อง ลุงอวี๋ตื่นแล้ว เมื่อเขาเห็นผมกลับมาก็พยายามลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก
“ลุงอวี๋ ดื่มอะไรหน่อยไหมครับ”ผมพูดพร้อมส่งเครื่องดื่มให้ ลุงอวี๋รับไปจิบเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้ผมปิดม่านรอบเตียง ผมทำตามอย่างรวดเร็ว
จากนั้นลุงอวี๋ก็พูดขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง ลุงก็แค่พ่อครัวธรรมดาไม่มีวิชาอะไรมากมาย สิ่งที่ตามรังควานนายมันยิ่งร้ายกาจขึ้นทุกวันตอนนี้เกินความสามารถของลุงไปแล้ว”
ผมฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น ใจหนึ่งก็รู้สึกผิดที่ลุงอวี๋ต้องมาลำบากเพราะผมทั้งยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด ผมพยายามฝืนยิ้มปลอบใจเขา “ไม่เป็ไรหรอกครับลุงอวี๋น้ำใจที่ลุงช่วยผม ผมจำได้ขึ้นใจ ถ้าต้องเผชิญหน้า ผมก็จะไม่หนีแล้วละครับ”
ผมพูดพร้อมรอยยิ้มแห้ง แต่ลุงอวี๋มองผมอย่างเข้าใจ ก่อนจะโบกมือเล็กน้อย “นายเป็เด็กที่มีน้ำใจดีลุงจะชี้ทางให้ ถ้านายไปตามที่ลุงบอก เื่นี้ต้องจบได้แน่”
ผมได้ยินดังนั้นดวงตาก็สว่างวาบความหวังที่เกือบหมดสิ้นไปกลับมาลุกโชนอีกครั้ง “จริงเหรอครับลุงอวี๋!”ผมถามด้วยความตื่นเต้น
“จริงสิ” ลุงอวี๋พยักหน้าพูดอย่างหนักแน่น
“แล้ว...ทางที่ว่านั่นคืออะไรครับ” ผมถามต่ออย่างกระตือรือร้น
ลุงอวี๋สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อว่า “ในพื้นที่แถวนี้ลุงรู้จักอยู่คนหนึ่ง เขามีฝีมือสูงมาก ไม่เพียงแต่ปราบผีและสลายเคราะห์ได้แต่ยังเก็บศพและจับผีได้อีกด้วย ถ้าเขาลงมือเอง เื่ของนายหมดห่วงแน่”
ผมฟังด้วยความตื่นเต้น ไม่ได้พูดแทรก ตั้งใจฟังจนจบ
ลุงอวี๋หยุดไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “นายไปที่เจียงเป่ยตรงนั้นมีท่าเรือชื่อว่าท่าเรืออวี๋จุ่ยไปหาคนที่ชื่อซ่งเต๋อไฉ เขาเป็คนเก็บศพที่มีชื่อเสียงในแถบนี้”
คนเก็บศพซ่งเต๋อไฉ ผมจดจำชื่อนี้ไว้ทันที
แต่ก็อดถามต่อไม่ได้ “ลุงอวี๋ แล้วเขาหน้าตาเป็ยังไงล่ะครับ ถ้าผมไปถึงท่าเรือแล้วจะหาเขาเจอได้ยังไง”
ลุงอวี๋ตอบ “เขาอายุมากกว่าลุงนิดหน่อย ผมก็น้อยกว่าลุงอีก ชอบตกปลาหน้าตาค่อนข้างแหลมคล้ายลิง ไว้หนวดแพะ นั่นแหละเขา”
ผมชะงักไปเล็กน้อยกับคำบรรยาย...
ลุงอวี๋เห็นผมชะงัก จึงพูดต่อว่า “เ้านั่นเป็ศิษย์พี่ของลุงแต่เราไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ เขาเป็คนอารมณ์ร้าย ชอบหาเื่ทะเลาะกับคนอื่นนายไปหาเขาก็มีโอกาสที่จะโดนปฏิเสธสูง”
ลุงอวี๋หยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “แต่นายแค่บอกไปว่าลุงเป็คนแนะนำมาถ้าเขายังไม่ยอมช่วย ก็ขู่ว่าลุงจะเปิดโปงเื่ของเขา และถ้าเขายอมช่วยลุงจะยอมทำเหยื่อตกปลาคนตายให้สามเดือน”
ดูเหมือนลุงอวี๋จะกำจุดอ่อนของเขาเอาไว้สินะ
ผมรู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของลุงอวี๋ และตอบรับด้วยการพยักหน้า “ได้ครับลุงอวี๋ผมจำไว้หมดแล้ว”
“ดี งั้นนายไปตอนนี้เลย ลุงไม่เป็ไรแล้ว”ลุงอวี๋พูดต่อ
ผมรู้สึกขอบคุณลุงอวี๋จากใจจริง แต่ตอนนี้ผมต้องจัดการปัญหาของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยหาทางตอบแทนเขา
หลังจากกล่าวขอบคุณลุงอวี๋หลายครั้ง ผมก็ออกจากโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงด้านนอก ผมเดินไปที่ร้านขายมือถือใกล้ๆ...
ผมซื้อโทรศัพท์มือสองราคาแปดสิบหยวนมาใช้ แม้จะติดขัดนิดหน่อยแต่ก็ใช้งานได้ชั่วคราว
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปเจียงเป่ย ผมล็อกอินเข้าแอป WeChat ของตัวเอง
สองสามวันที่ผ่านมา ผมแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะมองมือถือ
พอได้อ่านบันทึกการสนทนาในกลุ่มเพื่อน ก็พอจะเข้าใจว่าในมหา’ลัยเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทุกอย่างเหมือนที่อาจารย์หลี่บอก
ในวันที่เรียนกายวิภาค จางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมจมน้ำตายในทะเลสาบของมหาวิทยาลัย
ตอนนั้นมีคนพยายามช่วยชีวิตเขาที่สะพานเสี่ยวไป๋ มีกระทั่งคลิปวิดีโอสั้นๆที่ค่อนข้างวุ่นวาย หลายคนะโเรียกชื่อจางเฉียง แต่สุดท้ายก็ช่วยเขาไว้ไม่ได้
ในคืนเดียวกันนั้น อาจารย์เฉินกั๋วฝู ผู้สอนวิชากายวิภาคจมน้ำเสียชีวิตในบ่อเก็บศพ แต่ไม่มีภาพบันทึกเหตุการณ์
ที่น่าประหลาดคือตำแหน่งศพของอาจารย์เฉินกั๋วฝูอยู่ตรงจุดเดียวกับที่เคยใช้แช่ศพของเสี่ยวอวี่
ในกลุ่มสนทนาเล็กๆ ของเพื่อนในห้องเรียน หลายคนกำลังพูดคุยกันถึงเื่นี้
มีคนตั้งข้อสงสัยว่าศพหญิงที่เราศึกษาในคาบกายวิภาควันนั้นอาจมีบางอย่างผิดปกติ
บางคนพูดถึงผมว่าหายไปจากชั้นเรียนก่อนจากนั้นก็มีการเสียชีวิตของจางเฉียงและอาจารย์เฉินกั๋วฝูตามมา
ถึงขั้นมีบางคนแท็กชื่อผมในกลุ่มแต่สองสามวันนี้ผมวุ่นวายกับการถูกผีตามจนไม่มีอารมณ์ไปอ่านบทสนทนาในกลุ่มเลย
หลังจากดูข้อความในมือถืออยู่สักพัก เครื่องก็ร้อนจนน่ากลัวผมจึงต้องปิดเครื่องแล้วเอนตัวพิงเบาะบนรถบัส
แม้ว่าผมจะอดนอนมาทั้งคืนแต่ความกระวนกระวายใจทำให้ผมไม่มีทีท่าว่าจะง่วงเลย
ในเมื่อรถบัสรอบนี้มีผู้โดยสารไม่มากผมจึงเลือกนั่งที่ใกล้กับที่นั่งคนขับมากที่สุด
จากนั้นผมก็ลองถามคนขับว่า “พี่ครับ รู้จักรถบัสสาย ‘330’ ไหม”
เพราะรถคันนั้นช่วยให้ผมส่งลุงอวี๋ไปถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลาผมจึงอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมัน
แต่ทันทีที่พูดจบ ผมสังเกตเห็นผ่านกระจกมองหลังว่าสีหน้าของคนขับเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้นมองผมผ่านกระจกมองหลังอย่างรวดเร็ว...
“นายรู้จักรถบัสสาย ‘330’ ด้วยเหรอ”
“ผมเคยได้ยินคนพูดถึงมีรถคันหนึ่งที่ใช้ทะเบียน JK7231 พูดกันว่าเป็รถบัสลี้ลับ คุณพอจะรู้อะไรบ้างไหม”
ผมไม่ได้ถามตรงๆ แต่เลือกใช้วิธีถามอ้อมๆ แทนเพราะคิดว่าคนขับรถบัสน่าจะรู้เื่พวกนี้อยู่บ้าง
เมื่อคนขับได้ยินผมพูด โดยเฉพาะตอนที่ผมเอ่ยถึงหมายเลขทะเบียนสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่จับพวงมาลัยไว้แน่น เขาตอบเสียงเบาๆ ว่า “นั่นเป็สายรถบัสเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนนี้คนที่รู้จักสายนี้หรือหมายเลขทะเบียนนี้มีไม่มากแล้ว”
“พี่ครับ เคยเกิดเื่อะไรขึ้นกับรถบัสสายนี้หรือเปล่า”
ผมถามต่ออย่างอยากรู้ อยากเจาะลึกถึงเื่ราวของมัน
คนขับรถซึ่งดูเหมือนอยู่ในวัยกลางคน เมื่อได้ยินคำถามของผมใบหน้าก็เผยความรู้สึกเศร้าหมองออกมาเล็กน้อย...
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เมื่อสิบกว่าปีก่อน รถบัสสาย ‘330’ คันที่เลขทะเบียน JK7231 ตกลงไปในอ่างเก็บน้ำต้าเถียนวานผู้โดยสารสิบสองคนบนรถ รวมถึงภรรยาของผมกับลูกน้อยที่เพิ่งครบเดือน ไม่มีใครรอดกลับมาเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจผมก็เหมือนถูกกระตุกแรงๆทันใดนั้นผมนึกถึงตอนที่ขึ้นรถบัส เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งให้นมลูกอยู่แถวหน้าสุด
หรือว่า...จะเป็ภรรยากับลูกของคนขับคนนี้
ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นตะลึงอย่างบอกไม่ถูก มันจะบังเอิญเกินไปไหม
คำถามของผมดูเหมือนจะไปสะกิดความทรงจำของเขาเข้าอย่างจังสีหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ และมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย...
เขาขับรถไปพลาง ใช้เสียงที่พยายามทำให้ดูเหมือนไม่ใส่ใจนักพูดต่อว่า “หลายปีมานี้มีข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับรถคันนี้ มีคนบอกว่าเคยเห็นมันบนถนน และบางคนก็พูดว่าพวกเขาเคยขึ้นรถคันนี้มาแล้ว แต่ผมทำงานที่นี่มาประมาณเจ็ดแปดปี เมื่อมีโอกาสก็จะไปที่เส้นทางเดินรถของสาย‘330’ แต่ผมไม่เคยเห็นมันสักครั้งเดียว คิดว่าน่าจะเป็เื่โกหกทั้งนั้น”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเศร้า “แต่ถ้าสิ่งที่เขาว่ามันเป็เื่จริงผมเองก็อยากจะขึ้นไปดูสักครั้ง บางที...ผมอาจจะได้เจอเธอกับลูกสาวอีกสักครั้ง...”
[1]พลังหยาง เป็ตัวแทนของความร้อนความอบอุ่นและพลังชีวิต