สำหรับตำแหน่งรัชทายาทนั้น เดิมที 'เต๋อเฟย' ไม่เคยคิดที่จะแก่งแย่งชิงดี นางเพียงปรารถนาให้โอรสของตนเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ทว่าเมื่อมองสถานการณ์ในยามนี้ ต่อให้พวกนางไม่อยากชิงดีชิงเด่น ก็คงถูกผู้อื่นผลักไสให้ก้าวเข้าสู่สนามรบเสียแล้ว
"ต่อจากนี้ไปหากในวังมีคนหน้าใหม่ปรากฏตัวขึ้น พวกเ้าต้องรีบมาบอกข้าเป็คนแรก โดยเฉพาะเื่ที่ซูเอ๋อร์ชอบกิน อาหารการกินหลังจากนี้จะต้องระมัดระวังให้จงหนัก"
ทรวงอกของเต๋อเฟยกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลงได้ เมื่อนึกถึงสาเหตุที่โอรสของตนได้รับการแต่งตั้งเป็อ๋อง ทั้งยังได้รับพระราชทานรางวัลมากมาย
ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากองค์หญิงน้อย พระธิดาองค์นี้ประสูติมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เห็นทีนางเองก็สมควรจะไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย
ทารกหญิงตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่วัน กลับสามารถทำให้ผู้คนทั้งวังหลวงแตกตื่นได้ ช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ !
"ได้ยินมาว่าองค์หญิงน้อยโปรดปรานการเสวยน้ำหวานจากดอกไม้อย่างนั้นหรือ?" เต๋อเฟยทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
"ทูลพระสนม เป็ความจริงเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่า แม้แต่ดอกช่วนหงที่ไทเฮาทรงหวงแหนนักหนา ก็ยังถูกนำมาเด็ดกลีบให้องค์หญิงน้อยได้เสวยน้ำหวานเพคะ"
เต๋อเฟยพยักหน้ารับ "ชุนฮวา เ้าจงไปยกกระถางดอกพุดซ้อนมาสองกระถาง พวกเราจะไปตำหนักโซ่วชางเพื่อเยี่ยมเยียนองค์หญิงน้อยกัน"
ชุนฮวานางกำนัลคนสนิทที่อยู่ข้างกายเต๋อเฟยถึงกับชะงักไปเล็กน้อย นางมีท่าทีลังเลใจ "พระสนมเพคะ ดอกพุดซ้อนคือดอกไม้ที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากที่สุดนะเพคะ ดอกไม้เหล่านี้พระองค์ทรงเฝ้าทะนุถนอมดูแลอย่างดี กว่าจะผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนานมาได้ ช่างยากลำบากเหลือเกิน"
ภายในใจของชุนฮวานั้นเต็มไปด้วยความกังวล ที่นางกล้าเสี่ยงต่อการถูกตำหนิเพื่อเอ่ยปากตักเตือนเ้านายของตนในยามนี้ ก็เพราะกลัวว่าหากในภายภาคหน้าพระสนมเกิดนึกเสียดายขึ้นมา แล้วมาพาลระบายโทสะใส่นาง นางจะทำเช่นไรเล่า? อีกอย่าง ดอกพุดซ้อนเหล่านี้ก็เป็สายพันธุ์ที่ล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งนัก
เต๋อเฟยขมวดคิ้วมุ่น นางกัดฟันกรอด ตัดใจอย่างเด็ดขาด ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา "เอาดอกไม้ไป แล้วมุ่งหน้าสู่ตำหนักโซ่วชาง!"
ในเมื่อนางได้ยินมาว่าองค์หญิงน้อยโปรดปรานน้ำหวานจากดอกไม้ การนำดอกไม้ที่นางรักที่สุดไปเยี่ยมเยียน ก็ถือเป็การแสดงท่าทีและเจตนารมณ์ที่ดีให้ฝ่าาได้ทอดพระเนตรเห็นเช่นกัน
ที่ตำหนักโซ่วชาง ไทเฮากำลังทรงตัดแต่งกิ่งไม้กระถางอย่างเพลิดเพลิน
"ตั๋วตั๋วเล่า?"
"กำลังเล่นอยู่บนเตียงเพคะ!" เมื่อเอ่ยถึง 'อวิ๋นตั๋วตั๋ว' ใบหน้าของแม่นมจางก็เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาเอ็นดู
"วันพรุ่งนี้หากเ้าพอมีเวลาว่าง ก็ลองไปตรวจดูที่คลังเก็บของสักหน่อยนะ ว่าพอจะมีของเล่นแปลก ๆ สนุก ๆ อะไรบ้าง ให้นำมาให้ตั๋วตั๋วเล่นแก้เบื่อเสียหน่อย"
"รับด้วยเกล้าเพคะไทเฮา"
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นตั๋วตั๋วที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ก็กำลังดูดนิ้วมือของตัวเองด้วยความเบื่อหน่ายสุดขีด การต้องอุดอู้อยู่แต่ในวังหลวงทุกวี่ทุกวัน ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร! ทั้งอุดอู้ ทั้งน่าเบื่อเลย!
"ทูลไทเฮา พระสนมเฉินเฟยขอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกตำหนักเพคะ" นางกำนัลที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตำหนักโซ่วชางเข้ามากราบทูล
เมื่ออวิ๋นตั๋วตั๋วได้ยินความเคลื่อนไหวจากด้านนอก นางก็รีบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
"โอ้? ตำหนักโซ่วชางของข้าเงียบเหงามาโดยตลอด ไฉนวันนี้ถึงได้มีเวลาว่างมาเยือนที่นี่ได้เล่า?"
"เมื่อเช้าตรู่ในการประชุมขุนนาง ฝ่าาทรงแต่งตั้งองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสาม ขึ้นเป็ชินอ๋องห้าไข่มุก คงเป็เพราะเื่นี้กระมังเพคะ"
"คงเป็เพราะวันนั้น พวกเขาช่วยชีวิตตั๋วตั๋วจากเงื้อมมือของอวิ๋นลั่วเสวี่ยสินะ"
"ถูกต้องแล้วเพคะ"
"องค์หญิงน้อยประสูติมาตั้งนานแล้ว เหล่าพระสนมพวกนี้ก็ไม่เคยคิดจะมาเยี่ยมเยียน หึ! ทีตอนนี้กลับมีเวลาว่างขึ้นมาเชียว เช่นนั้นก็ให้นางเข้ามาเถิด ดูสิว่านางจะมีวาจาอันใดมากล่าวอ้าง"
"ให้ทางอาเซียงอุ้มตั๋วตั๋วออกมาเถอะ ให้ตั๋วตั๋วได้เห็นการต่อสู้แย่งชิงระหว่างสตรีเสียแต่เนิ่น ๆ ให้รู้จักพวกหมาป่าเสือร้ายเหล่านี้ไว้ก่อน จะได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้"
"รับด้วยเกล้าเพคะไทเฮา"
ไทเฮาทรงจัดระเบียบฉลองพระองค์เล็กน้อย ก่อนจะประทับนั่งอย่างสง่างามบนเก้าอี้
แม่นมจางเลิกม่านขึ้น เดินไปยังห้องบรรทมที่อยู่ติดกัน เพื่อสั่งให้อาเซียงอุ้มองค์หญิงน้อยออกไปยังโถงด้านหน้า
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่นอนฟังบทสนทนาของทั้งสองคน ภายในใจก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็อย่างยิ่ง
ถ้าพูดเช่นนี้ ก็หมายความว่าพระมารดาของเสด็จพี่รองและเสด็จพี่สามกำลังจะมาอย่างนั้นหรือ?
นางชักจะสงสัยขึ้นมาจริง ๆ เสียแล้ว ว่าบรรดาภรรยาของท่านพ่อของนางนั้น จะมีหน้าตาเป็เช่นไรกันบ้าง
อาเซียงอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วมายืนอยู่เื้ัไทเฮา ไม่นานนัก 'เฉินเฟย' ก็นำทางนางกำนัลผู้หนึ่งเดินเข้ามา โดยในมือของนางกำนัลผู้นั้นถือกล่องใส่อาหารมาด้วย
"หม่อมฉันถวายบังคมเสด็จแม่เพคะ" เฉินเฟยคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมทำความเคารพ
"ลุกขึ้นเถิด" ไทเฮาตรัสด้วยพระพักตร์เรียบเฉย สุรเสียงราบเรียบเ็า
"ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ" เฉินเฟยหยัดกายลุกขึ้น สายตาพลันสังเกตเห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วที่ถูกอาเซียงอุ้มอยู่ด้านหลังไทเฮา
"นี่คงจะเป็องค์หญิงน้อยสินะ ข้าคือเฉินหมู่เฟยของเ้าอย่างไรเล่า"
"นี่คือพระมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายรองเพคะ" แม่นมจางที่อยู่ด้านข้างเอ่ยบอกกับอวิ๋นตั๋วตั๋วด้วยน้ำเสียงแ่เบา ราวกับเชื่อว่าทารกน้อยสามารถฟังรู้เื่
ที่แท้นี่ก็คือพระมารดาของเสด็จพี่รองหรือนี่? ทำไมกลิ่นอายถึงได้ดูแตกต่างจากเสด็จพี่รองโดยสิ้นเชิงเลยล่ะ?
เฉินเฟยขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นตั๋วตั๋วด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า นางยื่นมือออกไปหมายจะหยิกแก้มยุ้ย ๆ ขาวอวบอิ่มขององค์หญิงน้อย ทว่าอาเซียงกลับเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเล็กน้อย
"พระสนมเพคะ พระวรกายขององค์หญิงน้อยยังคงอ่อนแอนัก หมอหลวงกำชับว่าต้องคอยดูแลอย่างทะนุถนอม พระสนมเพิ่งเสด็จมาจากด้านนอก พระหัตถ์ยังเย็นอยู่เพคะ อีกอย่าง ก่อนที่จะอุ้มองค์หญิงน้อย จะต้องชำระล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้งเพคะ"
อาเซียงก้มหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าความหมายแฝงคือการตักเตือนไม่ให้เฉินเฟยแตะต้ององค์หญิงน้อยส่งเดช หากองค์หญิงน้อยประชวรขึ้นมา พระองค์นั่นแหละที่จะกลายเป็หนึ่งในผู้ต้องหา
[นางเด็กนี่ทำไมถึงได้จุกจิกนักนะ? ช่างเป็สุนัขที่แอบอ้างบารมีเ้านายเสียจริง เดี๋ยวนี้แม้แต่นางกำนัลชั้นต่ำเช่นนี้ ก็ยังกล้าขัดขืนข้าแล้วหรือ?]
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่ได้ยินเสียงในใจของเฉินเฟย ถึงกับร้องะโอยู่ในใจ
ท่านป้าอาเซียงหลบได้สวย!
บนเรือนร่างของเฉินเฟยผู้นั้น มีกลิ่นของแป้งหอมตลบอบอวลอยู่ กลิ่นที่ทั้งฉุนและเตะจมูกทำให้อวิ๋นตั๋วตั๋วอดไม่ได้ที่จะจามออกมา
"ฮัดชิ้ว!" อวิ๋นตั๋วตั๋วจามออกมาชุดใหญ่ เสียงดังฟังชัด พร้อมกับน้ำลายที่กระเซ็นไปทั่ว
จังหวะนั้นเฉินเฟยกำลังก้มหน้ามองนางอยู่พอดี จึงหลบไม่พ้น หยาดน้ำลายและละอองเสลดจึงพ่นใส่หน้าเฉินเฟยเข้าอย่างจัง
ใบหน้าของเฉินเฟยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ด้วยความที่ไทเฮาประทับอยู่เคียงข้าง นางจึงไม่อาจอาละวาดออกมาได้ ทำได้เพียงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับลงบนพวงแก้มของตนเบา ๆ ด้วยสีหน้ารังเกียจ
อาเซียงกระชับผ้าห่มที่ห่อหุ้มตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วให้แน่นขึ้น ก่อนจะช่วยเช็ดน้ำมูกที่ย้อยอยู่ใต้จมูกให้นาง
ขอโทษที ๆ เป็เพราะกลิ่นบนตัวเ้านั่นแหละที่หอมฉุนจนเกินไป อาการจามมันถึงได้มาแบบกะทันหันเช่นนี้!
อวิ๋นตั๋วตั๋วหัวเราะคิกคักชอบใจ
เฉินเฟยพยายามระงับอารมณ์ นางปั้นหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ "เสด็จแม่เพคะ นี่คือขนมและน้ำแกงเนื้อตุ๋นที่หม่อมฉันสั่งให้ห้องเครื่องทำขึ้นมาเป็พิเศษ ขนมนี้สำหรับเสด็จแม่ ส่วนน้ำแกงเนื้อตุ๋นเป็ขององค์หญิงน้อยเพคะ"
"เ้าไปนั่งเถิด" ไทเฮาทรงโบกพระหัตถ์ เพื่อให้เฉินเฟยนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะ
"ทูลไทเฮา พระสนมเต๋อเฟยขอเข้าเฝ้าเพคะ"
"วันนี้ช่างคึกคักเสียจริง ให้นางเข้ามาเถิด"
ม่านประตูถูกเลิกขึ้น พร้อมกับเต๋อเฟยที่เดินยิ้มแย้มแจ่มใสเข้ามา
"เสด็จแม่! หม่อมฉันถวายบังคมเสด็จแม่เพคะ!" ตัวของเต๋อเฟยยังเดินมาไม่ทันถึงเบื้องพระพักตร์ของไทเฮา ทว่าน้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นกลับลอยมากระทบโสตประสาทเสียก่อน
อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับสะดุ้งเฮือก
นี่นางเป็ปีศาจจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร?
น้ำเสียงที่อ่อนหวานปานจะหยดย้อยเช่นนี้ นี่คือการมาถามไถ่อาการอย่างนั้นหรือ? นี่มันเสียงออดอ้อนฉอเลาะชัด ๆ !
น้ำเสียงของเต๋อเฟยนั้นทั้งแหลมและเล็ก เวลาเอื้อนเอ่ยยังชอบลากหางเสียงให้ยาวสลวย ฟังแล้วชวนให้ผู้คนรู้สึกจั๊กจี้หัวใจ วันนี้เต๋อเฟยสวมชุดกระโปรงยาวผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆา บนศีรษะประดับด้วยปิ่นไม้หอมเลี่ยมทองประดับหยกรูปจักจั่น ที่ติ่งหูประดับต่างหูหยกแดงระย้า ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา ทำให้เรือนร่างของนางดูขาวผ่องและงดงามสะกดสายตา
อวิ๋นตั๋วตั๋วจ้องมองไปที่นาง เดิมทีคิดว่าพระมารดาขององค์ชายสามคงจะมีรูปร่างอวบอั๋น เ้าเนื้อ และดูมีสง่าราศีของความมั่งคั่ง ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่ารูปร่างของเต๋อเฟยจะบอบบางและอรชรถึงเพียงนี้
สมคำร่ำลือจริง ๆ สตรีในวังหลังล้วนเป็ปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมาทั้งนั้น
"ข้าได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อ่ก่อนหน้านี้แล้ว ช่างน่าหวาดกลัวเสียเหลือเกินเพคะ" เต๋อเฟยเอ่ยพลางยกมือขึ้นทาบอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเผยสีหน้าตื่นตระหนกใ
"คนพวกนี้นี่ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง! องค์หญิงน้อยน่ารักน่าชังถึงเพียงนี้ ทั้งยังเป็ถึงกิ่งทองใบหยก พวกนางยังกล้าลงมือทำร้ายกันได้ลงคอเชียวหรือ?"