พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค2 สุสานราชันไร้พ่าย

    ตอนที่ 8 ผู้ที่จำเหตุการณ์ปริศนาได้

    ก่อนที่ท่านหมออู๋หมิงจะได้ต่อสู้กับอาซานนั้น นักพรตจำแลงชุดดำพร้อมด้วยนักรบอีกสี่คน ก็เร่งเดินทางไล่ล่าท่านหมออู๋หมิงอย่างไม่ลดละ ขณะที่การค้นหาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น!.....นักพรตจำแลงชุดดำก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง “เมื่อครู่ข้าสัมผัสได้ถึงพลังของมารโลหิตของไป่จิ้ง แต่จู่ๆพลังนั้นก็ได้หายไป แย่แล้ว! เกิดอะไรขึ้นกับเขา? หรือว่าเจ้าคนที่ข้าตามหา จะหลอกพวกเราแล้วลอบไปกำจัดไป่จิ้ง”   เมื่อวิเคราะห์แล้วนักพรตจำแลงชุดดำก็รีบหยุดม้าและขบวนไล่ล่า “รีบกลับไปที่หมู่บ้านเร็ว เจ้านายของพวกเจ้าอยู่ในอันตราย” นักพรตจำแลงชุดดำสั่งการใหม่อย่างรวดเร็ว พวกเขารีบเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านทันที “บัดซบ หากก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้ใช้พลังมากมายในการกำจัดกองทัพศัตรูของไป่จิ้ง ข้าคงกลายร่างเป็นเงาภูติและเคลื่อนย้ายได้เร็วกว่านี้” นักพรตจำแลงชุดดำสบถขึ้น พลางเร่งควบม้าเต็มกำลัง “หวังว่าไป่จิ้งคงไม่เสียท่าง่ายๆ เพราะข้ายังหวังเก็บเกี่ยวพลังจากแกนมารเทียมที่ตัวของเขาอยู่” “หึหึ เจิ้นเทียน! พวกข้ารับรู้เหตุการณ์ในวันนั้นและไม่ถูกลบความทรงจำเหมือนคนอื่น สมบัติในสุสานราชันไร้พ่ายต้องเป็นของพวกข้าเท่านั้น!” นักพรตจำแลงชุดดำทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แล้วมองไปทางหมู่บ้าน ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะจำเหตุการณ์ปริศนาได้โดยไม่ถูกลบล้างความทรงจำ ......................................................... อีกด้านหนึ่งของป่า มู่ปิงและชิงชิงก็เร่งเดินทางเพื่อตามหาท่านหมออู๋หมิงเช่นกัน “มู่ปิงข้าได้ยินเสียงร้องตรงด้านโน้น คนที่ชื่อท่านหมออู๋หมิงน่าจะอยู่ที่นั่น” ชิงชิงพูดกับมู่ปิงหลังได้ยินเสียงร้องโหยหวน “พวกเราเร่งฝีเท้ากันเถอะ ข้ารู้สึกร้อนใจมาก ราวกับว่าหากวันนี้ไม่พบเขา ข้าอาจไม่มีโอกาสได้พบเขาไปชั่วชีวิต” มู่ปิงกล่าวด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น ........................................... ทางทิศเหนือของหมู่บ้านสะพานไม้ ตอนนี้มีคนสามคนกำลังนั่งอยู่บนหลังนกยูงสีทองขนาดใหญ่ ทั้งสามก็คืออาซานและนักพรตทั้งสองนั่นเอง “เม่ย...เม่ยหลิง เมื่อกลับไปถึงที่นิกาย ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี” อาซานที่อยู่ในร่างเดิมกุมมือนักพรตสาวเม่ยหลิง ขณะที่แก้มของนางกลายเป็นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย “อาซานของเพียงข้ามีเจ้า แม้ไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการข้าเม่ยหลิงก็ไม่สนใจ” เม่ยหลิงตอบอาซานด้วยความจริงใจ นักพรตชราหันไปมองทั้งสองเพียงครู่ก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู “ภารกิจของข้าก็เสร็จเสิ้นเกือบหมดแล้ว เมื่อไปถึงที่ชนเผ่านิกายข้าคงได้ปิดด่านฝึกตนเสียที” เขาหันกลับไปแล้วมองไปยังเบื้องหน้าที่เป็นท้องฟ้ากว้างใหญ่ แล้วยิ้มอย่างมีความสุข ...................... เมื่อนักพรตจำแลงชุดดำพร้อมนักรบอีกสี่คนมาถึงยังหมู่บ้าน ก็พบเหล่านักรบของตัวเองโดนสังหารจนหมด ชาวบ้านที่จับตัวไว้ก็หนีรอดไปได้ เมื่อมองไปยังจุดที่สัมผัสพลังมารครั้งสุดท้ายได้ พวกเขาก็พบบ้านที่ไป่จิ้งใช้พักรอ กลายเป็นซากปรักหักพัง นักพรตจำแลงชุดดำถึงกับกู่ร้องด้วยความโกรธแค้น “เจิ้นเทียน เจ้าทำลายไป่จิ้งและแกนมารเทียมของข้า ข้าจะตามล้างแค้นเจ้า!” ............. ทางด้านมู่ปิงและชิงชิงเมื่อเดินทางมาถึงจุดที่ได้ยินเสียงร้องแล้ว นางก็พบกับซากของปิศาจตนหนึ่ง “มู่ปิงมีแต่ซากของปิศาจ ท่านหมออู่หมิงอาจจะหลบหนีไปทางอื่นแล้ว” ชิงชิงพูดกับมู่ปิงพลางมองไปรอบๆตัว มู่ปิงเดินเข้าไปตรวจสอบซากของปิศาจสักพัก แล้วพูดตอบกับชิงชิง “ปิศาจตนนี้น่าจะเป็นท่านหมออู๋หมิงที่เราตามหา ข้าพบสมุนไพรบางตัวที่เพิ่งเก็บมาในเสื้อของเขา เขาคงแปลงร่างเป็นมนุษย์เพื่อเป้าหมายบางอย่าง ที่น่าแปลกก็คือเหตุใดเขาถึงฆ่าตัวเองตาย” “มู่ปิง!ตรงนี้มีรอยคน มีคนอีกกลุ่มหนึ่งประมาณสามคนอยู่ที่นี่ด้วย” ชิงชิงที่ตรวจสอบพท้นที่เพิ่มเติมตะโกนบอกมา “รอยเท้ามุ่งหน้าไปทางเหนือ พวกเรารีบตามไปดีกว่า อาจจะได้เบาะแสเพิ่มเติม” มู่ปิงตรวจสอบรอยเท้าอย่างละเอียด ทั้งสองรีบเดินทางตามรอยเท้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็พบว่ารอยเท้านั้นจู่ๆก็หายไป “พวกเขาหายไปแล้ว!.......” มู่ปิงมองจุดที่รอยเท้าหายไปและมองไปทางทิศเหนือ “ทางทิศเหนือมีชนเผ่ามากมาย.....เจิ้นเทียนข้าจะตามหาเจ้าพบได้อย่างไร” มู่ปิงพูดกับตัวเองเบาๆ พลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ………………………… ในหุบเขาแห่งหนึ่ง กระรอกน้อยตัวหนึ่งกำลังวิ่งเล่นบนต้นไม้ใหญ่ มันทักทายนกตัวน้อยที่ทำรังอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น แม่นกที่กำลังป้อนอาหารลูกมองกระรอกน้อยอย่างคุ้นเคย เมื่อป้อนอาหารเสร็จมันก็โผบินออกไปหาอาหารใหม่ กระรอกน้อยก็มองตามแม่นก บนท้องฟ้าของหุบเขาเล็กๆแห่งนี้ นอกจากมีนกตัวนี้แล้ว ยังมีนกมากมายโผบินราวกับเป็นสรวงสวรรค์ของมัน ที่นี่ก็คือชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์ ชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์เป็นนิกายนักพรตเล็กๆแห่งหนึ่ง มีผู้คนราวสามร้อยคน ตั้งอยู่ที่หุบเขาหนึ่งที่สวยงามและตัดขาดจากผู้คน การเดินทางมาที่นี่มีเพียงต้องเหาะข้ามภูเขาสูงที่ล้อมรอบเท่านั้น จึงไม่มีชาวบ้านและคนอื่นเข้ามาที่นี่ได้ ชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์นั้นมีเทพบรรพชนของนิกายเป็นเทพวิหคเพลิงอมตะ จึงมีความผูกพันและความเชื่อเกี่ยวกับนกทุกสายพันธุ์ว่าเป็นลูกหลานของเทพบรรพชน ห้ามทำร้ายนกทุกชนิด ที่นี่จึงเต็มไปด้วยนกมากมาย เมื่อรวมกับทิวทัศน์ที่สวยงาม สถานที่นี้จึงงดงามราวกับสวรรค์บนดิน ผู้นำนิกายชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์นั้นเป็นผู้หญิง นางมีนามว่า “เฝิงหวง” มีขั้นฝึกตนอยู่ในระดับระดับลมปราณขั้นกลาง เทียบเท่าระดับหัวหน้านักรบขั้นกลางนั่นเอง ขั้นลมปราณและหัวหน้านักรบถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในดินแดนแห่งท้องฟ้า ในระดับอื่นๆจะแบ่งแบบหยาบๆคือขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย แต่สำหรับขั้นลมปราณและหัวหน้านักรบนั้นจะมีระดับที่ละเอียดมากขึ้นคือมีสิบระดับ หนึ่งถึงสี่คือขั้นต้นแม้เป็นระดับขั้นต้น แต่การพลังของแต่ละระดับนั้นก็แตกต่างกันเป็นอย่างมากและการเลื่อนระดับก็ยากเช่นกัน เมื่อถึงขั้นกลางคือระดับห้า พลังของผู้ฝึกตนจะห่างจากขั้นต้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งหากถึงขั้นปลายพลังยิ่งห่างชั้นกว่าขั้นกลางอย่างเทียบกันไม่ได้ อู๋ต้าและมู่ปิงก็อยู่ในระดับขั้นหัวหน้านักรบระดับหนึ่ง ซึ่งถือเป็นขั้นต้น ภายในถ้ำใหญ่ของนิกายชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์ “เฝิงหวง” นั่งอยู่แท่นบูชา ด้านหลังเป็นรูปปั้นวิหคเพลิงอมตะสีทองที่มีหางยี่สิบสี่หาง ปลายหางแต่ละหางนั้นมีรูปปั้นนกสายพันธุ์ต่างๆวางอยู่ มีเพียงหางเดียวที่ว่างเปล่าไม่มีรูปปั้นเหมือนหางอื่นๆ           เพียงไม่นานนักพรตชราผู้หนึ่งก็เข้ามา เขาโค้งคารวะด้วยความนอบน้อม เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะรู้ว่า เขาก็คือนักพรตชราที่อยู่กับอาซานและเม่ยหลิง “เรียนท่านผู้นำนิกาย ข้าไป๋ลู่ ได้กลับมาทำภารกิจและนำของที่ตามหามามอบให้ท่านขอรับ” นักพรตชราหยิบนกกระเรียนที่เป็นไม้แกะสลักแล้วยื่นไปเบื้องหน้า เฝิงหวงมองนกกระเรียนไม้แกะสลักแล้วก็ยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ นางโบกมือเบาๆ ไม้แกะสลักนั้นก็ค่อยๆลอยมาที่มือของนาง “ไป๋ลู่เจ้าทำได้ดีมาก ในที่สุดสมบัติวิญญาณชิ้นสุดท้ายก็ได้มา เพียงเท่านี้ชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์วิหคสวรรค์ของเราก็สามารถยืมพลังของวังเทพวิหคเพลิงอมตะจากสวรรค์เพื่อปกป้องจากภัยพิบัติได้แล้ว” เฝิงหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ ในดินแดนแห่งท้องฟ้านั้นหลังเหล่าเซียนสวรรค์กวาดล้างลูกหลานและพรรคพวกของราชันไร้พ่ายแล้ว ก็ทิ้งคำสาปไว้ว่าทุกห้าพันปีจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนหน้านี้เหล่าเทพของแต่ละชนเผ่ายังสามารถใช้พลังของตนเองป้องกันได้ เพียงแต่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน พลังของเหล่าเทพที่เป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณของเทพตัวจริงก็น้อยลง จนไม่สามารถปกป้องชนเผ่าของตนเองได้ เหล่าเทพจึงตกลงกันให้แต่ละชนเผ่ารวบรวมป้ายประจำชนเผ่าจากเผ่าอื่นให้ได้ครบสิบป้าย เพื่อให้เทพประจำชนเผ่าของตนเองดูดพลังจากป้ายเหล่านั้นนำมาสร้างเกราะป้องกันภัยพิบัติครั้งใหญ่เพื่อปกป้องชนเผ่าของตนเอง แต่สำหรับชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์นอกจากวิธีนี้แล้ว พวกเขายังมีทางรอดอีกทางหนึ่ง นั่นคือการหยิบยืมพลังจากวังเทพวิหคเพลิงอมตะจากสวรรค์โดยตรง เพียงตามหาสมบัติวิญญาณที่หายไปจากหางของรูปปั้นเทพวิหคเพลิงอมตะให้ครบ ก็สามารถทำพิธีได้ และตอนนี้เงื่อนไขนั้นก็ครบถ้วนแล้ว “ชนเผ่านิกายวิหคสวรรค์ของเรา มีความลับมากมายและไม่แข็งแกร่งพอที่จะแย่งชิงป้ายประจำชนเผ่ากับคนอื่น แต่ตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้ว” “ไป๋ลู่เจ้ามีความดีความชอบ เจ้าอยากได้อะไรเป็นรางวัล ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอ” เฝิงหวงพูดกับไป๋ลู่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า “เรียนท่านผู้นำนิกาย มีสิ่งเดียวที่ข้าต้องการ นั่นคืออยากให้ท่านจัดงานแต่งงานให้กับศิษย์สายตรงของข้าเม่ยหลิง” ไป๋ลู่กล่าวพร้อมกุมหมัดคารวะ “เม่ยหลิงศิษย์สายตรงที่เจ้ารักและดูแลดั่งลูกสาวน่ะหรือ ได้สิข้าจะจัดงานแต่งงานให้ ว่าแต่เจ้าหาผู้บำเพ็ญเพียรให้นางได้แล้วหรือนี่” เฝิงหวงพูดพร้อมแสดงความสนใจเรื่องเม่ยหลิง “ขอบคุณท่านผู้นำนิกาย ด้วยโชคชะตาเป็นใจ ทำให้ข้าสามารถหาคู่บำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมกับนางได้แล้ว” ไป๋ลู่กล่าวตอบ “วิเศษ! ถือเป็นข่าวดี! ข้าจะดูฤกษ์ยามให้ แล้วค่อยประกาศวันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ” “ว่าแต่...ช่วงสองปีที่ผ่านมามีข่าวเรื่องเหตุการณ์ปริศนาในชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ สายของเรารายงานมาว่าเป็นเหตุการณ์ใหญ่แต่ไม่มีผู้ใดจดจำเรื่องราวได้ เจ้าพอรู้เรื่องนี้หรือไม่?” เฝิงหวงกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ขึ้นมาด้วยความสนใจ “เรียนท่านผู้นำนิกาย เหตุการณ์ปริศนาครั้งนี้ ข้าและเม่ยหลิงเองก็อยู่ที่นั่นด้วย  เพียงแต่.....” ไป๋ลู่ตอบความจริงแล้ว หยุดพูดเหมือนมีความสำคัญบางอย่าง “เพียงแต่อะไร?” เฝิงหวงถามต่อ “เพียงแต่...ข้าจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ไม่ได้ถูกลบความทรงจำเหมือนผู้อื่น”.........................