ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 เปิดโหมดซื้อของ

            ทางร้านจะให้นางนำตำราทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้าชุดหนึ่งกลับไปกระดาษกับหมึกทางร้านเป็นคนจัดหาให้ นางจ่ายเงินมัดจำให้กับทางร้านสิบตำลึงเงินกำหนดส่งสินค้าคืออีกสองเดือน นี่คือข้อตกลงที่หลินหวั่นชิวทำกับร้านตำรา

            ภายในสองเดือนนี้นางต้องหาวิธีเปิดเผยการคัดตำราสู่ที่แจ้งให้ได้ จะให้เอาแต่หลบๆ ซ่อนๆเช่นนี้คงไม่ใช่

            “เถ้าแก่หลิวร้านพวกท่านมีหนังสือที่ราคาถูกมากหรือไม่ หนังสือกระไรก็ได้ขอเพียงแค่ราคาถูกเป็นพอ”หลินหวั่นชิวลองถามเพราะนึกขึ้นได้ว่าในเสียนอวี๋มีแผงขายของพื้นฐานห้าช่องซึ่งสามารถนำของไปวางขายได้ห้าอย่าง

            หนังสือในยุคนี้…ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่าเป็นของโบราณน่าจะขายได้ราคาไม่น้อย หลินหวั่นชิวคิด

            “ก็พอมีอยู่มีนักเขียนนามว่าคนเสเพลแห่งยุทธภพเขียนนิยายส่งมาขายสองปีแล้วแต่ขายไม่ออกสักเล่มวางกองอยู่ที่มุมนั้นแหละ เจ้าลองไปเลือกดูเถิด เล่มละยี่สิบเหรียญทองแดง”

            ราคาต่างกันมาก!

            หนังสือยุคนี้ราคาแพงปกติแล้วเล่มละหนึ่งตำลึงเงินขึ้นไปต่อให้ราคาถูกอย่างไรก็ต้องมีอย่างน้อยสองถึงสามพวงเหรียญทว่านี่กลับแค่ยี่สิบเหรียญทองแดง…หนังสือนี่ต้องแย่ขนาดไหนกัน?

            หลินหวั่นชิวเหลือบตามองไปทางมุมของร้านตำราเห็นว่าในตะกร้ามีหนังสือมัดไว้หลายชุด

            นางลองพลิกอ่านดูรู้สึกว่าเนื้อหาค่อนข้างดี ไม่ฉูดฉาดหรือไร้รสนิยมแม้แต่น้อย

            แม้ไม่ใช่เนื้อเรื่องตามแบบฉบับที่ได้รับความนิยมในสมัยโบราณที่มีเทพธิดาจิ้งจอกตอบแทนบุญคุณบัณฑิตคอยช่วยเหลือเคียงข้างเมื่อบัณฑิตประสบความสำเร็จก็ช่วยสานด้ายแดงกับลูกสาวตระกูลขุนนางใหญ่จากนั้นค่อยๆ หายกลับเข้าป่า

            หลินหวั่นชิวกวาดตาอ่านคร่าวๆรู้สึกว่าผู้แต่งสำนวนไม่เลว เนื้อเรื่องมีความลึกซึ้งคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ขายไม่ดีกระมัง

            “เถ้าแก่หลิวข้าเอาหนังสือพวกนี้ทั้งหมด ท่านให้ราคาข้าถูกลงอีกหน่อยเถิด” หนังสือในตะกร้ามีทั้งหมดหกมัดมีมัดละห้าถึงหกเล่ม คำนวณดูก็ประมาณเจ็ดร้อยเหรียญทองแดง

            เถ้าแก่หลิวคิดจะซื้อใจหลินหวั่นชิวเป็นทุนเดิมเขามีลางสังหรณ์ว่าตำราขนาดเล็กที่สะใภ้น้อยคนนี้ส่งมาจะทำให้เบื้องบนพึงพอใจ

            แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีใครถามถึงหนังสือในตะกร้านั้นอยู่แล้ววางขายไปก็กินเนื้อที่เปล่าๆ อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะคนที่นำหนังสือมาส่งเป็นคนที่พวกเขาต่างล่วงเกินไม่ได้พวกมันคงถูกคนในห้องครัวเอาไปทำเป็นเศษกระดาษจุดไฟ

            “ข้าให้ราคาทั้งหมดห้าร้อยเหรียญทองแดงตะกร้านี่เจ้าเอาไปใช้ก่อน ครั้งหน้าเจ้ามาค่อยคืนให้แก่ข้า!”

            “เช่นนั้นข้าขอบคุณท่านมาก!” หลินหวั่นชิวดีใจนางรีบจ่ายเงินให้กับเถ้าแก่หลิวพร้อมกับเก็บเงินจำนวนห้าพวงเป็นเงินทั้งหมดห้าร้อยเหรียญทองแดงใส่ลงในตะกร้าและนำผ้าเก่ามาปิดไว้

            ก่อนออกจากร้านเถ้าแก่หลิวตามมากำชับนางว่า “ตำราของคุณชายตู้เจ้าต้องตั้งใจทำนะ…เขามาจากเมืองหลวงเป็นพวกชนชั้นสูง”

            ตู้ซิวจู๋จ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อตำราคัดมือของหลินหวั่นชิวแต่นางกลับยังยินดีขายให้เขาในราคาเล่มละห้าตำลึงเงินไม่มีท่าทีจะขึ้นราคากับเขาอีกเรื่องนี้ทำให้เถ้าแก่หลิวรู้สึกว่าหลินหวั่นชิวเป็นคนฉลาดจึงเต็มใจที่จะเตือนนาง

            “ขอบคุณเถ้าแก่หลิว” หลินหวั่นชิวขอบคุณเสร็จก็สะพายตะกร้าไปหาหวางกุ้ยเซียงที่ร้านปักเย็บ

            คงเป็นเพราะนางมีพละกำลังเพิ่มขึ้นหลินหวั่นชิวถึงได้ไม่รู้สึกว่าของในตะกร้าใบนี้หนัก

            “พี่สะใภ้” หวางกุ้ยเซียงร้องเรียกเมื่อเห็นหลินหวั่นชิวเข้ามา “อีกประเดี๋ยวข้าก็เสร็จแล้ว” ครั้งนี้มาร้านปักเย็บหวางกุ้ยเซียงอยากได้ลายปักใหม่ๆนางจึงใช้เวลาพอสมควรในการศึกษา

            “ไม่เป็นไร ข้าจะเดินดูของรอเจ้า” หลินหวั่นชิวสะพายตะกร้าเดินเข้าไปในร้านข้างร้านปักเย็บเป็นร้านขายผ้า ทั้งสองร้านเชื่อมต่อกันดูจากป้ายร้านแล้วน่าจะเป็นกิจการเดียวกัน

            ตอนนี้หลินหวั่นชิวอยู่ในครอบครัวฐานะยากจนไม่มีเงินมากพอมาซื้องานปัก แต่นางอยากซื้อผ้าสักเล็กน้อย

            นางเองก็ไม่เสแสร้งเข้าไปพูดกับพนักงานในร้านขายผ้าว่า “ข้าอยากดูผ้าฝ้ายที่ถูกที่สุดในร้าน”

            พนักงานไม่มีท่าทีรังเกียจการค้าที่ได้เงินน้อยอีกอย่าง ดูจากการแต่งตัวของหลินหวั่นชิวก็รู้ได้ทันทีว่าไม่มีเงินมากนัก

            เขาพานางมาที่มุมอับสายตาภายในร้านที่นี่มีผ้าที่ไม่เต็มผืนกับเศษผ้าเต็มสองตะกร้าใหญ่ รอให้คนมาเลือก

            “ผ้าพวกนี้ขายเป็นชั่งผืนใหญ่ชั่งละสิบห้าเหวิน ผืนเล็กชั่งละสิบเหวิน เศษผ้าชั่งละห้าเหวิน”

            “ข้าเลือกได้หรือไม่?” หลินหวั่นชิวถาม

            พนักงานตอบ “เลือกได้” เพราะถึงนางจะเลือกอย่างไรก็ตามผ้าพวกนี้ก็ขายได้อยู่แล้วใครใช้ให้มีคนจนไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้ามีเยอะกันล่ะ

            เลือกได้ก็ดีหลินหวั่นชิววางตะกร้าลง เริ่มจากเลือกเศษผ้าชิ้นใหญ่นางพยายามเลือกสีผ้าที่ไม่ต่างกันมากนัก

            นางเลือกเศษผ้ามาจำนวนหนึ่งถึงแม้จะทำเสื้อผ้าไม่ได้แต่อย่างน้อยก็สามารถทำรองเท้าได้

            ท้ายที่สุดนางเลือกเศษผ้าผืนใหญ่มาสิบชั่ง ผืนกลางสามชั่ง และผืนเล็กสองชั่ง

            นอกจากนี้หลินหวั่นชิวยังซื้อใยฝ้ายกับเส้นด้ายเพิ่ม นี่ก็ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้วดังนั้นนางต้องรีบทำชุดผ้าฝ้ายออกมา

            หลังจากคิดเงินเสร็จพนักงานห่อผ้าเป็นสองห่อใหญ่ให้นาง ซึ่งไม่สามารถใส่ลงตะกร้าสะพายหลังได้นางจำเป็นต้องถือแยกกลับไป

            เมื่อนางนึกได้ว่าต้องไปซื้อเกลือน้ำมัน ข้าวสารและแป้ง หลินหวั่นชิวจึงคุยกับพนักงานว่าจะขอฝากของไว้ที่นี่ก่อนหลังจากซื้อของเสร็จนางจะกลับมาเอา

            เพราะคนในร้านรู้จักกับหวางกุ้ยเซียงพวกเขาจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย

            “พี่สะใภ้ท่านซื้อของเยอะขนาดนี้เลยหรือ?” หวางกุ้ยเซียงตกใจเมื่อเดินมาดู

            หลินหวั่นชิวพยักหน้า “ใช่ ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้ว เด็กสองคนที่บ้านยังไม่มีเสื้อกับกางเกงผ้าฝ้ายหย่วนเกอทิ้งเงินไว้ให้ข้าก่อนขึ้นเขา ให้ข้าเป็นคนช่วยจัดการ”

            เจียงหงหย่วนเป็นคนมีสามารถกล้าเข้าไปหาของในภูเขาลึก หวางกุ้ยเซียงจึงไม่สงสัยในความสามารถในการหาเงินของเขา

            คนในหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าหากตระกูลเจียงไม่มีคนป่วยคอยถ่วงไว้คงกลายเป็นเจ้าของที่ดินไปนานแล้ว

            “ไปข้ายังต้องไปซื้อข้าวสารกับแป้งหมี่ ที่บ้านใกล้หมดแล้ว” หลินหวั่นชิวควงแขนหวางกุ้ยเซียงไปด้านนอกหวางกุ้ยเซียงเคยตามหวางฟู่กุ้ยมาจ่ายตลาดอยู่บ่อยๆ ทำให้รู้จักว่าร้านใดอยู่ตรงไหนและช่วยพาหลินหวั่นชิวไปเลือกซื้อ

            หลินหวั่นชิวลองคำนวณวันที่เจียงหงหย่วนจะกลับมาซื้อข้าวสาร แป้ง น้ำมัน เกลือ เครื่องปรุงรส ทั้งยังซื้อน้ำมันหมูอีกหนึ่งชั่ง

            ซื้อเครื่องใช้ประเภทชามและตะเกียบเพิ่มเล็กน้อยเช่นกันตระกูลเจียงขาดแคลนทุกอย่าง นางเป็นคนชอบใช้ชีวิตสุขสบายในเมื่อตอนนี้มีลู่ทางหาเงินได้แล้วนางย่อมไม่อยากให้ตัวเองลำบากอีก

            “กุ้ยเซียงข้าขอรบกวนเจ้าได้หรือไม่” หลินหวั่นชิวพูดกับหวางกุ้ยเซียงขณะเดินไปปากทางถนน

            “พี่สะใภ้พูดมาได้เลยไม่มีกระไรรบกวนทั้งนั้น ต้าเกอข้ากับเจียงต้าเกอสนิทกันเหมือนพี่น้องแท้ๆพวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล”

            “หากคนในหมู่บ้านถามเจ้าช่วยข้าปิดบังได้หรือไม่ บอกว่าเจ้าเป็นคนซื้อเสบียงกับเศษผ้าพวกนี้ เจ้าก็รู้ตอนนี้หย่วนเกอออกไปล่าสัตว์ ที่บ้านไม่มีผู้ใดช่วยออกหน้าได้ บ้านเหล่าหลินก็…”

            หวางกุ้ยเซียงเข้าใจขึ้นมาทันทีหลินหวั่นชิวกำลังป้องกันครอบครัวเหล่าหลิน สองสามวันก่อนที่เจียงต้าเกอไม่อยู่ครอบครัวเหล่าหลินเพิ่งจะไปยุให้หัวหน้าหมู่บ้านจับหลินหวั่นชิวถ่วงน้ำหากรู้ว่านางซื้อของมากขนาดนี้ ไม่แน่ว่าจะมาแย่งของไป

            “ได้ ตกลงตามนี้” หวางกุ้ยเซียงตอบตกลงอย่างรวดเร็วทั้งคู่เดินมาถึงปากทางถนน หวางฟู่กุ้ยรออยู่ที่นั่น

            หลินหวั่นชิวแค่อยากป้องกันไว้ก่อนผลลัพธ์คือ เมื่อพวกนางกลับไปขนเศษผ้าที่หลินหวั่นชิวซื้อมา จู่ๆก็มีเสียงส่งเข้ามาจากไกลๆ

            “โอ้ น้องเล็กของข้ามาจ่ายตลาดหรือแต่งงานแล้วเจ้าไม่เหมือนเดิมจริงๆ ไหนเจ้าซื้อสิ่งใดมาบ้าง พี่ขอดูได้หรือไม่”

            ผู้มาใหม่คือพี่สาวคนรองของหลินหวั่นชิวนามว่าหลินไหวฮวา นางเดินบิดเอวมาพลิกของบนเกวียนดู

             

     

    คล้ายกับเรื่องภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน