หญิงสาวสองคนถูกนางกำนัลพาไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้รัดกุม และเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันลำดับต่อไป พร้อมกับเกี้ยวของสือิเว่ยก็ถูกยกไปยังอีกสถานที่หนึ่งเพื่อชมการแข่งขันระหว่างสตรีทั้งสอง
กติกาของการแข่งขันก็คือ หูอี้เหลียนและหยูจินเซียงจะต้องขี่ม้ารอบสนามรูปวงรีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนักทั้งหมด 4 รอบ รอบแรกจะเป็การขี่ม้าเพียงอย่างเดียวเพื่อให้คุ้นชินกับการบังคับบนเส้นทาง
รอบที่สอง สาม และสี่ จะมีเป้าธนูสับเปลี่ยนไป 3 ครั้ง โดยแรกจะเป็เป้าที่วางอยู่ทางตรงในระยะใกล้ และต่อมาเป็เป้าทางตรงในระยะไกล และจุดสุดท้ายซึ่งยากที่สุด คือพวกนางจะต้องยิงเป้าที่วางอยู่ข้างสนามตรงบริเวณทางโค้ง
การปล่อยบังเหียนม้าเพื่อใช้สองมือในการยิงธนูในทางตรงในขณะที่ม้ายังวิ่งอยู่ก็ไม่ง่ายแล้ว ยิ่งการปล่อยมือสองข้างในขณะที่ม้าวิ่งอยู่ในทางโค้งมีโอกาสที่ม้าจะเตลิดออกจากสนามอย่างยิ่ง หรือหากม้ายังอยู่ในทางพวกนางก็ต้องยิงเป้าในทางโค้ง ลำตัวไม่อาจตั้งตรงอยู่บนหลังม้ามีโอกาสตกม้าได้ เหตุนี้จึงไม่มีสตรีคนใดหาญกล้าพอที่จะเสี่ยง
หูอี้เหลียนมองหญิงสาวร่างเล็กด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ สตรีผู้นี้แย่งชิงดอกไป๋หลันฮวาแล้วยัดใส่ปากเคี้ยวมันลงท้องต่อหน้าต่อตานางยังไม่พอ นางยังเป็หญิงลึกลับที่ฉวยเลือกเอาดอกไม้พิเศษที่พรรคพวกนางหาข่าวกันมาอย่างยากเย็นเข้าอีกครั้ง
เมื่อหยูจินเซียงคว้าดอกทิวลิปเข้าไปเก็บในเสื้อ ทำให้คนที่พวกตนส่งเข้าไปไม่อาจแย่งชิงคืนกลับมาต่อหน้าผู้คนด้วยเกรงว่าผู้อื่นจะเห็นความผิดปกติ หูอี้เหลียนจึงจำต้องเลือกดอกทิวลิปที่เหลือดอกสุดท้ายใกล้ตัวมาไว้ก่อนเพื่อให้แผนการดำเนินต่อไปได้
สตรีคนใดในเมืองหลวงไม่รู้บ้างว่านางเป็บุตรีแม่ทัพหู เื่ขี่ม้ายิงธนูไม่มีผู้ใดกล้าแข่งขันกับตน แต่หยูจินเซียงผู้ที่ไม่เคยปรากฏกายออกมาภายนอก นางเองก็ไม่เคยรู้จักกลับกล้า!!
เจตนาที่แท้จริงของสตรีผู้นี้คืออะไร มีคนอยู่เื้ันางหรือไม่ หญิงสาวไม่อาจล่วงรู้ได้จริงๆ
หยูจินเซียงปรากฏกายออกมาในชุดเสื้อและกางเกงสีแดงเืหมู สวมรองเท้าหนังหุ้มสูงขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่า ส่วนหูอี้เหลียนนางยังคงคอนเซปต์เดิมไม่แปรเปลี่ยน และไม่น่าเชื่อว่าภายในเรือนลับแห่งนี้ยังอุสาห์ตระเตรียมชุดขี่ม้าสีขาวไว้ให้นางได้ด้วย
หยูจินเซียงนั้นยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับการขี่ม้าตัวใหญ่ แต่นางก็มีประสบการณ์ขี่ลูกม้ามานานพอสมควรแล้ว ยังดีที่การวิ่งวนรอบสนามรอบแรกเปิดโอกาสให้นางได้ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในครั้งนี้
เพียงแค่รอบแรกหูอี้เหลียนก็บังคับม้าวิ่งนำหยูจินเซียงไปแล้วเกือบสาม่ตัว ก่อนที่ม้าจะมาถึงจุดเริ่มต้นเพื่อเริ่มวิ่งในรอบที่สอง บรรดาทหารองครักษ์ก็วิ่งมาตั้งเป้าสองเป้า สีแดงและสีขาว เตรียมรอให้คนทั้งคู่ได้แสดงทักษะการยิงธนู
“ปั่กๆๆ!!” ลูกธนูสามดอกพันปลายด้วยผ้าขาวเข้าเป้าทั้งสามดอก หูอี้เหลียนยิงธนูชุดแรกออกไป เมื่อเห็นว่าเข้าเป้าทั้งหมด นางยังมีเวลาหันมามองหยูจินเซียงที่ตามมาอยู่ด้านหลัง พร้อมส่งรอยยิ้มท้าทายให้อีกฝ่ายอย่างจงใจ
“ปั่กๆๆ!!” สามดอกของหยูจินเซียงเข้าเป้าทั้งสามเช่นกัน
เมื่อยิงธนูชุดแรกออกไป นางก็เริ่มบังคับม้าได้มั่นคงกว่าเดิม หยูจินเซียงออกแรงกระตุกบังเหียนและใช้ท่อนขากระทุ้งไปที่ข้างลำตัวของม้าเพื่อเร่งความเร็วในรอบต่อไป
ในรอบนี้เป้าถูกตั้งให้อยู่ห่างจากเส้นทางที่ม้าวิ่งไปราว 10 จั้ง (ราว 250 เมตร) หูอี้เหลียนบังคับม้าวิ่งผ่านทางโค้งบริเวณที่เป็จุดเริ่มต้นวิ่งมาถึงเส้นทางตรงได้ก็เริ่มหยิบธนูขึ้นมาเล็งพร้อมกับลดความเร็วลง ทำให้หยูจินเซียงมีโอกาสตามมาได้จนเกือบจะทัน
ด้านหน้าหูอี้เหลียนก็ส่งธนูชุดที่สองออกไปสามดอกติดกัน และเช่นเคยทั้งสามดอกล้วนเข้าเป้าทั้งหมด!!
หยูจินเซียงตามมาจนทันและกำลังง้างคันศรเพื่อเล็งเป้า แต่หูอี้เหลียนกลับไม่รีบควบม้าวิ่งแซงออกไปเพราะ้าบังไม่ให้นางยิงเป้าได้ถนัด จนหยูจินเซียงต้องลดฝีเท้าม้าลงอีกครั้ง
เมื่อความเร็วลดลง หยูจินเซียงก็ส่งลูกธนูสามดอกออกไปติดๆ กันและทุกดอกก็เข้าเป้าทั้งหมด จนทำให้หูอี้เหลียนถึงกับต้องกัดฟันกระตุกบังเหียนเร่งความเร็วจนสูงสุดเพื่อเอาชนะในรอบสุดท้าย
“นางคือผู้ใด ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ายังมีสตรีในเมืองหลวงคนใดที่มีความสามารถเกือบจะทัดเทียมกับบุตรีสกุลหู” สือิเว่ยเริ่มมีอารมณ์คล้อยตามขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากเอนกายนอนดูการแข่งขันที่น่าเบื่อมาหลายรายการ
“นางคือหยูจินเซียง บุตรีราชมนตรีหยู ดูแลฝ่ายในกิจการเชื้อพระวงศ์พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ย่อมไม่รู้จักนาง ข้าเองก็เพิ่งพบหน้านางครั้งแรกเช่นกันได้ยินว่าป่วยอยู่ในจวนนานสิบกว่าปี พอหายดีก็แสดงความสามารถออกมาได้รวดเร็วนัก” สือเซียวฉินตอบพลางมองใบหน้าด้านข้างของลูกพี่ลูกน้องตนจับสังเกตไปพลาง
สือิเวยพอจะมองออกถึงคำกล่าวของฉินอ๋อง ที่ว่าสตรีผู้นี้โดดเด่นเกินไปและอาจมีเื้ั นางย่อมไม่ใช่คนของตนและอาจเป็คนของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดฉินอ๋องต้องจี้จุดนี้ให้ชัดเจนเป็การเตือนเขา หรือว่าฉินอ๋องจะมีแผนการที่ซับซ้อนกว่านี้ แสร้งเปิดตัวอีกฝ่ายให้ตนคลายใจ
“น่าสนใจ” สือิเวยตอบคำเสียงแ่เบาดังเดิมด้วยความอ่อนเพลีย แต่ยังฝืนลุกขึ้นนั่งเพื่อดูการแข่งขันที่น่าสนุกเบื้องหน้าจากสตรีทั้งสอง
รอบสุดท้ายหูอี้เหลียนจงใจเร่งฝีเท้าม้าสุดแรงเพราะนางจำเป็ต้องชะลอความเร็วลงใน่ทางโค้งเพื่อยิงเป้า แต่หยูจินเซียงก็ตามติดมาไม่ลดละ หญิงสาวควบม้าด้วยความเร็วสูงเช่นกันและตามหลังม้าของหูอี้เหลียนแค่เพียงครึ่งลำตัวม้าเท่านั้น
“บ้าเอ้ย!!” หูอี้เหลียนปล่อยมือจากบังเหียนและลดความเร็วลงเพื่อเล็งเป้า แต่นางยิงเข้าเป้าไปได้เพียงสองดอกเท่านั้น ก็ต้องกลับมาจับบังเหียนอีกครั้งเพื่อบังคับม้าไม่ให้หลุดจากเส้นทาง
หยูจินเซียงไม่ได้ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย นางเลือกวัดใจเชื่อมั่นในตัวม้าว่ามันจะจดจำเส้นทางและกลับเข้าสู่สนามได้อย่างแม่นยำ หญิงสาวจึงพุ่งสมาธิไปที่เป้าสีแดงข้างทาง
“ปั่กๆๆ”
“เยี่ยม!!” หญิงสาวะโร้องเสียงดัง รีบละสายตาจากเป้าที่วิ่งผ่านมาได้ระยะหนึ่งมาเบื้องหน้าแทน แต่คันศรของนางกลับเกี่ยวเข้ากับบังเหียนม้าโดยบังเอิญและดึงมันให้ออกจากเส้นทาง
นางขยับข้อเท้าม้วนกับเชือกใต้เท้าให้กระชับแน่น แนบท่อนขาไว้กับข้างตัวม้าพร้อมกับพยายามแกะสายรัดบังเหียนม้าให้หลุดออกจากคันศร
่เวลาเพียงครู่เดียวม้าของหยูจินเซียงก็พุ่งหายเข้าไปแนวป่าพร้อมกับเสียงกรีดร้องจากหญิงสาวที่มาเข้าร่วมและนางกำนัลนับสิบ
องครักษ์ที่คอยรักษาความปลอดภัยเตรียมจะติดตามออกไปแต่ยังช้ากว่าฉินอ๋องที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน เห็นอีกทีเขาก็ควบม้าไล่ตามหญิงสาวเข้าไปในป่าแล้ว
ในที่สุดหยูจินเซียงก็ดึงคันศรออกจากบังเหียนม้าได้ ม้าตัวโตเมื่อพบต้นไม้และป่าทึบข้างหน้ามันก็ชะงักและยกขาหน้าสองข้างขึ้นสูง ส่งเสียงร้องคำรามลั่น
หยูจินเซียงอาศัยความสูงของม้ายามที่ยกตัวนางจนลอย คว้ากิ่งไม้เหมาะมือบนศีรษะไว้ได้กิ่งหนึ่ง นางจับมันเอาไว้แน่น คลายข้อเท้าออกจากโกลน และปล่อยให้ม้าวิ่งเตลิดไปทั้งที่ตัวเองยังห้อยอยู่บนกิ่งไม้
ฉินอ๋องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและยังรู้สึกว่าหยูจินเซียงไหวพริบดียิ่งนัก หากนางฝืนยึดเกาะลำตัวม้าไปตลอด ไม่แน่ว่านางอาจจะถูกกิ่งไม้ใหญ่ฟาดเข้าที่ลำตัวและอาจจะได้รับาเ็หนัก การพยายามลงจากหลังม้าอย่างปลอดภัยนับว่าเป็การตัดสินใจที่ดี
ตัดสินใจที่ดีหรือ? สือเซียวฉิน เริ่มลังเลกับความคิดชั่วครู่ของตนเมื่อเห็นภาพตรงหน้า