ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่153 ทะลวงขั้นอย่างต่อเนื่อง

            ในเมืองเอิร์ลได้จัดงานเลี้ยงขึ้นสี่แม่ทัพกำลังร่วมฉลองกัน พวกเขากำลังพูดคุยด้วยความสนุกสนานหนิงเฟยหลงเรียนรู้วัฒนธรรมคนเถื่อนไปไม่น้อย เอเทลเองก็เช่นกันทั้งสองคนเป็นผู้ใฝ่รู้ดี ๆ นี่เอง

             

            “ต่อไปคงต้องพึ่งพวกท่านไปเกลี้ยกล่อมพวกมันแล้ว” หนิงเฟยหลงกล่าวขึ้น

             

            “ได้ เรื่องนี้ข้ารับผิดชอบเอง และจะบอกกล่าวเรื่องการดูแลของพวกท่านในเมืองนี้”เอเทลกล่าวเสริม

             

            “อย่าลืมบอกเขาว่าตราบใดที่รับปาก เราจะคืนดินแดนให้”หนิงเฉิงกำชับลงไปอีกที

             

            “แน่นอน เรื่องนี้ข้าเป็นธุระเอง”ทั้งสี่คุยกันอย่างถูกคอยิ่งสุราเข้าปากก็ยิ่งครื้นเครง

             

            แต่ก่อนที่จะเมมามายหนิงเฟยหลงได้ขอให้ออสวินแยกตัวออกมาจากงานเลี้ยงเขาต้องการศึกษาความเข้าใจในกระบี่ของออสวิน

             

            “สหายท่านช่วยชี้แนะข้าได้หรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

             

            “แน่นอน” และออสวินไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง

             

            ทั้งสองแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับกระบี่กันชั่วครู่จากนั้นก็กลับเข้างานเลี้ยงต่อ

             

            ...

             

            รุ่งเช้าเอเทลและออสวินเดินทางลงใต้พร้อมกับที่หนิงเฉิงส่งรายงานขอกำลังหนุนจากป้อมซิ่นหลิงสามหมื่นนายมาประจำการที่เอิร์ลเขาต้องการเคลื่อนทัพขึ้นเหนือในไม่กี่วันนี้

             

            จูเฉินได้รับรายงานแล้ว ความรู้สึกหลากอารมณ์ก็เกิดขึ้นในใจเขาไม่เข้าใจความคิดหนิงเฉิงเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่เห็นผลเสียของการกระทำนี้จึงอนุมัติส่งทหารสามหมื่นไปยังเอิร์ล โดยให้อี๋นำเป็นผู้นำทัพ

             

            “นายท่านยินดีด้วย” จงฉีกล่าวแสดงความยินดีด้วยสีหน้าที่สดใสยิ่งหนิงเฟยหลงกลั้วเสียงหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “อย่าเลยทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณท่านด้วยแผนการวิธีการ และการเจรจาอย่างชาญฉลาด ข้าต้องตอบแทนท่านแน่”

             

            ที่จริงแล้วบทสนทนาก่อนหน้านี้ที่เจรจาต่อรองกับเอเทลนั้นล้วนมาจากการรวบรวมคำถามหลายแง่มุมของจงฉีและหาวิธีการจู่โจมโต้ตอบกลับอย่างชาญฉลาดก่อนการเจรจาจะเริ่มขึ้นเสียอีกจงฉีไม่เพียงเก่งด้านกลยุทธ์ วางแผนยุทธสงคราม หากแต่ยังมีฝีปาก และความคิดที่ไม่ธรรมดารู้จักการใช้วิธีจู่โจมจิตใจคนการที่ได้จงฉีมมารับใช้นับได้ว่าได้ผู้ปราดเปรื่องแห่งยุคมาครอบครอง

             

            “ขอบคุณนายท่านล่วงหน้า ฮ่าฮ่า” จงฉีไม่อ้อมค้อมเขารีบขอบคุณทันใดแน่นอนว่าเขาไม่คิดปฏิเสธในเรื่องนี้

             

            ข้อเสียของเขาคือของตอบแทน มันฝังใจมาตั้งแต่ยังเป็นเพียงรองแม่ทัพตัวน้อยๆ ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสวี่หยางสือที่ถูกละเลยเขาไม่เคยได้มีโอกาสสร้างผลงานใด ๆ จวบจนอายุล่วงเลยมาหลายสิบปีมาถึงบัดนี้ก็จะเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด

             

            ...

             

            ระหว่างที่รอทัพหนุนมา หนิงเฟยหลงได้แยกตัวออกจากผู้คนเพื่อทำการรักษาและทะลวงขั้นก่อนหน้านี้เขาได้รับบาดเจ็บพอสมควรจากการเผชิญหน้ากับไทเลอร์และสายอสุนีบาตของเคนตันจึงต้องรีบทำการรักษาอาการที่ตกค้างไว้ไม่ให้เป็นอันตรายต่อพื้นฐานลมปราณ

             

            เพียงแค่คิดชายหนุ่มก็หายไปจากห้องส่วนตัวของเขา ไปปรากฏยังพื้นที่อันมีปราณชีวิตสูงส่ง‘มิติปริศนา’

             

            เมื่อเข้ามาเขาก็พบกับสัตว์อสูรพิทักษ์ทั้งสอง เจ้ากระทิงโลหิตที่หดร่างเล็กกำลังนอนอาบแดดและซึมซับพลังชีวิตอย่างมีความสุขเวลานี้ร่างกายและระดับพลังของมันก็พัฒนาขึ้นกว่าก่อนจากการดูดซับพลังในมิติแห่งนี้ มันโชคดีกว่าตอนเฝ้าอยู่กับต้นชีวิตโลกามากด้วยที่นี่มีต้นไม้โบราณและสมุนไพรอมตะมากมาย จนในที่สุดก็เลื่อนขั้นมาเทียบได้กับเข้าสู่พิภพขั้นที่สองหรือที่เรียกทั่วไปว่าระดับห้าขั้นต้น มันทำได้เพียงแค่นอนอาบแดดไปวัน ๆ  

     

            ส่วนจิ้งจอกขาวนั้นทำการบ่มเพาะพลังจิตอยู่เรื่อยมาจนบัดนี้ก็ทะลวงผ่านไปก่อจิตขั้นกลางได้สำเร็จซึ่งเทียบเท่ากับระดับแก่นแท้พลังทั้งสิ้น พลังจิตของมันสูงล้ำขึ้นจนน่าตกใจแม้แต่หนิงเฟยหลงก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ หากเทียบในเรื่องของพลังจิต

             

            ทันทีที่หนิงเฟยหลงมาถึงกระทิงโลหิตที่เกียจคร้านก็แสร้งหลับปุ๋ยไปเสียอย่างนั้นต่างจากจิ้งจอกขาวที่ส่งสายตาเป็นประกายมายังผู้เป็นนาย

             

            “นายท่าน” จิ้งจอกขาวกระโจนเข้ามาทักทาย

             

            “อืม เป็นอย่างไรบ้าง ?” หนิงเฟยหลงเผยรอยยิ้มเจือจางเมื่อเห็นจิ้งจอกที่มีนิสัยดุจสาวน้อย

             

            “ที่นี่ดีมากเลย เสี่ยวลี่ชอบที่นี่มาก” จิ้งจอกน้อยกะพริบตาปริบ ๆให้เจ้านาย เสี่ยวลี่ (น่ารัก) เป็นชื่อที่หนิงเฟยหลงตั้งให้แก่มัน คราแรกที่พบมันเขาเองก็คิดว่าจิ้งจอกนี่คือสาวสะพรั่ง แต่ที่ไหนได้นางเพียงใช้ภาพมายาบดบังความน่ารักของตนไว้เสียได้

             

            หลังจากทักทายจิ้งจอกน้อยเสร็จ หนิงเฟยหลงก็หันไปมองเจ้ากระทิงจอมขี้เกียจ “กระทิงน้อย”หนิงเฟยหลงไม่รู้จะตั้งชื่อใดให้เหมาะสมกับมันดีจึงเรียกกระทิงโลหิตว่ากระทิงน้อยทันนทีที่หนิงเฟยหลงเรียกมันเช่นนั้นกระทิงที่เกียจคร้านก็ขยายร่างใหญ่ขึ้นกลับสู่ขนาดที่แท้จริงของมันตัวมันสูงใหญ่ขึ้นมากกว่าครั้งก่อนเท่าตัว ทำหน้าตาดุร้ายมายังผู้เป็นเจ้าของ

             

            “บังอาจ !” เสียงตวาดดังสนั่น กระทิงโลหิตร้องโหยหวนทันใดสัญญาผู้พิทักษ์ทำงานทันที หนิงเฟยหลงยิ้มเยาะ “เจ้ากระทิงผู้โง่เขลาไม่หัดจำบ้างเลยรึ?”

             

            “เจ้ามนุษย์ปากเหม็น เจ้านั่นแหละที่ไม่จำบอกว่าอย่าเรียกข้าว่ากระทิงน้อยอ๊ากกก !!” เวทย์สัญญาทำงานอีกครั้งกระทิงโลหิตแทบสลบเหมือดหนิงเฟยหลงเพียงแค่คิดก็ทำให้เจ้ากระทิงหมดฤทธิ์แล้ว

             

            “เอาล่ะข้าจะไปสระน้ำเสียหน่อยเจ้าพาข้าไปที”

             

            “เจ้ามีขาก็เดินไปเองสิ” ทันทีที่กระทิงโลหิตโต้ตอบดวงตาของชายหนุ่มก็เหี้ยมเกรียมขึ้น กระทิงโลหิตร่างสั่นเทิ้มเบา ๆ “ได้ ๆข้าจะพาเจ้าไป” หนิงเฟยหลงไม่รอช้าทะยานร่างขึ้นขี่เจ้ากระทิงทันที

             

            จิ้งจอกน้อยขอตามไปด้วยนางกระโจนร่างขึ้นบนหลังกระทิงตามชายหนุ่มกระทิงโลหิตมีใบหน้าเหยเกมันส่ายหัวไปมาด้วยความไปพอใจจากนั้นก็วิ่งฝุ่นตลบไปยังสระน้ำที่หนิงเฟยหลงต้องการ

             

            เขาได้มาแช่ตัวในสระน้ำที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตอันเข้มข้นและมันช่วยให้ผ่อนคลายได้อย่างรวดเร็ว รักษาอาการบาดเจ็บภายในที่ตกค้างจนหมดสิ้นใช้เวลาในนั้นอยู่ครึ่งชั่วยามก็ขึ้นจากสระจากนั้นก็หาที่วิเวกทำสมาธิหนึ่งชั่วยามก่อนที่จะเริ่มการทะลวงระดับ

             

            ในมือของเขาถือเม็ดยาอยู่หลายสิบเม็ด มีลวดลายอันวิจิตรถักทอร้อยเรียงอย่างสวยงามส่งกลิ่นหอมตลบ มันเป็นเม็ดยาลมปราณ ระดับหนึ่งเขาจ้องมองอยู่นานแล้วจึงตัดสินใจจะทำตามวิธีการที่บ้าบิ่นอย่างหนึ่ง

             

            “คงถึงเวลาต้องใช้พวกเจ้าแล้ว” ว่าแล้วก็นำเม็ดยาสิบห้าเม็ดกลืนลงคอ

             

            ปึง ปึง ปึง...ปึง !

             

            ตันเถียนของเขาแผดร้องเสียงกระหึ่มกายของเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรงเม็ดยานี่มีฤทธิ์สูงมาก ใบหน้าของชายหนุ่มแดงก่ำเลือดในกายบ้าคลั่ง ! เส้นชีพจรเกิดรอยร้าวเล็กน้อย

             

            ปัง !

             

            ตันเถียนระเบิดออก พลังหยวนที่แท้จริงกระจายออกจากร่างใบหน้าของชายหนุ่มก็พลันซีดขาว

             

            คลื่นลมก่อตัวไม่หยุดหมุนวนรอบกาย ฤทธิ์ยาทำงานเม็ดที่หนึ่ง..สอง..สาม...ห้า!

             

            โฮก !!!!

             

            ตันเถียนคำรามสะท้าน ! ราวกับอสูรยักษ์ที่บ้าคลั่งกำลังร่ำร้อง หนิงเฟยหลงรู้สึกเจ็บปวดสุดจะทานไม่คิดเลยว่าอานุภาพของยาจะรุนแรงถึงเพียงนี้แต่เขากลับกล้าเขมือบราวกับพวกมันเป็นขนม ช่างน่าหัวร่อยิ่ง

             

            ไม่ทันได้หยุดพักหายใจเม็ดยาลำดับที่ หก..เจ็ด...สิบ ก็ตามมา

             

            ตูม !!

             

            สีหน้าของเขาซีดเผือดราวกับซากศพ โลหิตไหลซึมออกมาทว่ามันกลับไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น

             

            สิบเอ็ด..สิบสอง...สิบห้า !!

             

            บึ้ม !!!!!!

             

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ตัวเถียนแทบแตกกระจาย เขากระอักโลหิตออกมาหลายคำลมหายใจของเขาแผ่วเบาลงจนแทบไม่หายใจ ทว่าจังหวะนั้นเองพลังหยวนที่แท้จริงที่ระเบิดออกมาก็กลับเข้ามาภายในร่างพร้อมกับพลังชีวิตที่เหลือล้นหลวมรวมกับพลังลมปราณที่ไพศาลจากเม็ดยาทั้งสิบห้าทะลวงผ่านคอขวดระดับขั้น !

             

            ขั้นสอง...ขั้นที่สาม !

             

            เมื่อมาถึงขั้นมาถึงสูงสุดขั้นที่สามพลังทั้งหมดก็ดูท่าจะหยุดลง หนิงเฟยหลงเปิดเปลือกตาออกเขาตบเม็ดยาเข้าปากอีกห้าเม็ดทันใด ร่างกายเขาก็ส่งเสียงร้องกระหึ่ม !

             

            “ทะลวง !”

             

            สีหน้าจากที่ซีดเซียวก็กลับมาแดงก่ำและร่างกายก็ร้อนระอุราวกับจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ

             

            ปึง !!!!!!

             

            ร่างกายสั่นสะท้าน ! ประตูขั้นที่สี่ถูกทำลาย !

             

            หนิงเฟยหลงก้าวเข้าสู่แก่นแท้พลังขั้นที่สี่...สูงสุดขั้นที่สี่ !

             

            พรวด !โลหิตสาดกระจาย

             

            หยวนที่แท้จริงฟุ้งกระจายออกจากร่าง ความเข้มข้นพลังของเขาก็มากกว่าเดิมหลายสิบเท่าแววตาสาดส่องประกายแวววาว “สำเร็จ !”

             

            เขาทำสำเร็จแล้ว !

             

            ไม่เพียงรักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดได้ยังยกระดับพลังถึงขั้นที่สี่ได้อีกด้วยทะลวงรวดเดียวถึงสามขั้น !

             

            หนิงเฟยหลงเผยรอยยิ้มเจือจาง เขาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นร่างกายสั่นไหวโคลงเคลง เดินตรงไปที่สระน้ำจิ้งจอกน้อยเฝ้าดูอยู่ไม่ห่างก็เข้ามาพยุงพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส “นายท่านทำสำเร็จแล้ว”

             

            “อืม สำเร็จแล้ว”

             

            “เหอะ ก็แค่แก่นแท้พลังมีอะไรน่าชื่นชมกัน”กระทิงโลหิตแค่นเสียงอย่างเย็นชา แล้วก็สะบัดหน้าไปมองทางอื่นจิ้งจอกหน่อยเห็นกิริยาท่าทางก็ไม่พึงพอใจพลางแยกเขี้ยวใส่เจ้ากระทิง

             

            หนิงเฟยหลงลงสระแล้วก็ทำการฟื้นฟู เข้าใช้วิธีการอันตรายในการทะลวงผ่านหากไม่ใช่เพราะเขามีร่างกายที่เหนือล้ำกว่าคนปกติคงไม่กล้าทำเช่นนี้นี่เป็นวิธีการกระตุ้นอย่างรุนแรง เพื่อการทะลวงระดับในเวลาอันสั้นเขาไม่มีเวลามากนัก

             

            เพราะยอดฝีมือแต่ละคนของคนเถื่อนเป็นยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพเกือบจะทั้งสิ้นทำให้เขาต้องเลื่อนระดับโดยเร็ว อย่างน้อย ๆ ในตอนนี้เข้าสู่พิภพขั้นแรก ขั้นสองคงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาแล้ว ขั้นสามนั้นอาจจะตึงมือไปเสียหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะต่อกรด้วยมิได้สูงไปกว่านั้นอย่าได้ฝันถึง

             

            หนิงเฟยหลงใช้สถานการณ์บีบคั้นให้ตนเองเลื่อนขั้นนับเป็นเรื่องที่อันตรายหากไม่จำเป็นเขาจะไม่เลือก

    ทำอีก

     

            ...


    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน