แม่นมซุนเดินออกจากเรือนนั้นเหงื่อกาฬผุดเต็มกรอบใบหน้า
นางกวาดสายตามองรอบด้านครั้นมั่นใจว่าไร้เงาคน จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากพร้อมเร่งฝีเท้ากลับเรือนโดยเร็ว
ในที่สุดจ้าวอี๋เหนียงที่รอคอยอย่างร้อนรนก็เจอแม่นมซุนสักทีไม่คอยให้นางทันเดินมาเบื้องหน้า จ้าวอี๋เหนียงก็รั้งแขนแม่นมซุนไว้สายตาฉายแวววาดหวังเต็มประดา “เป็นอย่างไรบ้างแม่นมซุน โหรวเอ๋อร์โหรวเอ๋อร์อยู่กับนางใช่หรือไม่?”
แม่นมซุนมองไปรอบด้านด้วยความระวังก่อนพยักหน้ากระซิบเสียงเบา “อี๋เหนียง พวกเราเข้าไปก่อนค่อยคุยกันเถิดเจ้าค่ะ”
ครั้นทั้งสองเข้าห้องแล้วจึงลงกลอนประตูตามจ้าวอี๋เหนียงรีบถามอย่างไม่รีรออีกต่อไป “แม่นมซุน เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? มิใช่คุยกันแล้วหรือว่าพวกนางต้องการเฉินจิ้งเจีย ไฉน ไฉนถึงได้...”
“เรื่องนี้คงเป็นเพราะคุณหนูรองโชคร้ายเจ้าค่ะ”แม่นมซุนคิดถึงสิ่งที่ฮูหยินผู้นั้นเอ่ย ก็อดที่จะยกมือขึ้นปาดเหงื่อเสียมิได้
“อีกทั้งเป็นเพราะเรือนคุณหนูใหญ่ป้องกันเข้มงวดยิ่งพวกนางหาช่องโหว่ไม่เจอ จึงทำได้เพียงพาตัวคุณหนูรองไปให้อี๋เหนียงเอาคุณหนูใหญ่มาแลกคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงแม่นมซุนจ้าวอี๋เหนียงพลันลุกพรวดแม้แต่เก้าอี้ปักลายที่นั่งอยู่ยังพลิกตกลงพื้นเกิดเสียงดังลั่น
“อะไรนะ!”
จ้าวอี๋เหนียงไม่กล้าเชื่อคำพูดของนาง“พวกนางบอกเองชัดๆ ว่าจะไปจับเฉินจิ้งเจียเองแต่พวกนางไม่มีปัญญาทำเลยให้ข้าลงมือแทนหรือ?”
ต่อให้รู้แก่ใจว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมแต่แม่นมซุนก็มิกล้าเอ่ยปากอะไรตราบใดที่เป็นคนต่างแคว้นที่สามารถต่อกรกับจวนป๋อชางโหวได้การทำธุรกิจกับพวกเขาย่อมเป็นการเจรจาขอหนังเสือ[1]อยู่แล้ว
หากมิใช่เพราะจ้าวอี๋เหนียงยืนกรานจะกำจัดเฉินจิ้งเจียออกจากจวนให้ได้ไหนเลยเรื่องราวจะบานปลายขนาดนี้
เพียงแต่แม่นมซุนหาได้เอ่ยออกไปยามนี้จ้าวอี๋เหนียงกริ้วโกรธที่อีกฝ่ายกลับคำพูด ทว่านั่นจะทำอย่างไรได้อีกคุณหนูรองอยู่ในกำมือพวกเขาแล้ว หากจ้าวอี๋เหนียงตุกติกอะไรอีกเกรงว่าชีวิตของคุณหนูรองก็คงปกป้องไว้ไม่ได้...
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้จ้าวอี๋เหนียงรู้ดีแก่ใจนางก้มตัวหยิบเก้าอี้ที่ล้มเมื่อครู่ขึ้นตั้ง ก่อนหย่อนกายนั่ง
นางต้องหาแผนรับมือให้รอบด้านวิธีการที่จะทำให้นางสำเร็จตามแผนทั้งยังสามารถหลอกล่อเฉินจิ้งเจียไปแลกตัวโหรวเอ๋อร์ได้
แม้ในใจอยากสงบสติลงมากหากแต่มือที่ยื่นไปเทชากลับสั่นระริก ทำเอาน้ำชากระฉอกใส่โต๊ะ
แม่นมซุนมองนางแต่มิกล้าดึงกาน้ำชามาช่วยจ้าวอี๋เหนียงเททำได้เพียงมองจ้าวอี๋เหนียงถือกาน้ำชาด้วยมือสั่นระริก หกกระจายไปทั่วโต๊ะกระนั้นก็ยังมิอาจเทชาใส่ให้เต็มแก้วชาเล็กๆ นั้นให้เต็มได้เสียที
จ้าวอี๋เหนียงกระแทกกาน้ำชาสองมือเกาะโต๊ะแน่น โงนเงนคล้ายจะทรุด ก่อนวินาทีต่อมาจะล้มพับลงทั้งอย่างนั้น
“อี๋เหนียง!อี๋เหนียงเป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
แม่นมซุนแผดตะโกนอย่างตื่นตกใจเด็กรับใช้ข้างนอกได้ยิน จึงรีบเร่งตามหาป๋อชางโหวทันที
ไม่ช้าป๋อชางโหวก็มาถึงตามติดด้วยมาหมอ เรื่องที่จ้าวอี๋เหนียงเป็นลมดังไปถึงหูเฉินจิ้งเจียเช่นกัน
เมื่อได้ยินข่าวนี้เฉินจิ้งเจียกลับผุดยิ้มมุมปาก เรื่องจ้าวอี๋เหนียงนั้นยังบอกได้ไม่เต็มปากจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น นางเป็นลมจริงหรือแสร้งเป็นลมกันแน่?
หากแต่หนานจือกลับกังวลขึ้นเสียอย่างนั้น“คุณหนู จ้าวอี๋เหนียงเป็นลม ที่จริงพวกเราไม่ต้องทำอะไรแต่เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องถึงชื่อเสียงของคุณหนูด้วยคุณหนูว่าเราควรไปดูสักนิดหรือไม่เจ้าคะ?”
ไปดูจ้าวอี๋เหนียงหรือ?
เฉินจิ้งเจียเอื้อมมือบีบถุงหูรูดเหน็บเอวในใจเริ่มคาดเดาบางอย่างได้
“ไม่ต้องรีบร้อนตอนนี้ทางอี๋เหนียงย่อมวุ่นวายและชุลมุนแน่หากเราไปยามนี้รังแต่จะเพิ่มปัญหาให้มากกว่า” เฉินจิ้งเจียกล่าวเทชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย “มิสู้เราคอยอยู่ในห้อง หากมีอันใดต้องการย่อมเรียกเราเอง”
ครั้นเห็นนางนั่งอย่างสงบหนานจือจึงสงบใจตามไม่ร้อนรนดังก่อนหน้า จัดการธุระของตนต่อไป
ท้องนภาผันเปลี่ยนจากสว่างย่ำสู่สนธยาทางจ้าวอี๋เหนียงยังคงโกลาหล กระทั่งว่าต้องจัดหาหมอจับชีพจรให้เมื่อทราบเรื่องที่เฉินจิ้งโหรวถูกลักพาตัว ก็เป็นอันต้องส่ายหน้า“จ้าวอี๋เหนียงเครียดร้อนใจจนกระทบจิตใจ ข้าน้อยทำได้เพียงเปิดห้องพักสงบจิตใจให้หากต้องการรักษาหายขาด จำต้องให้จ้าวอี๋เหนียงสงบใจลงให้ได้ก่อนขอรับ”
เขากล่าวเบาๆต้องการให้จ้าวอี๋เหนียงใจเย็นลง หากแต่ทุกคนที่นี้ล้วนทราบดีว่าหากต้องการให้จ้าวอี๋เหนียงสงบใจลงได้ มีเพียงการที่เฉินจิ้งโหรวกลับมาเท่านั้นเพียงแต่ตอนนี้เฉินจิ้งโหรวอยู่ที่ใด พวกเขาก็ยังไม่รู้
เส้นเลือดบนขมับป๋อชางโหวเต้นตุบๆไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าใครพุ่งเป้ามาที่เขากันแน่
ก่อนหน้านี้ก็ลอบสอดแนมเฉินจิ้งเจียยามนี้ยังพาตัวเฉินจิ้งโหรวไปอีก เห็นว่าจวนป๋อชางโหวรังแกง่ายดายหรืออย่างไรกัน!
คิดได้เช่นนั้นเขาหันกลับสั่งการให้เฉินอี้เหอส่งคนออกค้นหา เมื่อได้ยินคำสั่งแม่นมซุนใจสะท้านวาบทันใดปรี่ไปเบื้องหน้าอย่างร้อนรนจวนลืมความต้อยต่ำของสถานะตนไปแล้ว
“ท่านโหวทำเช่นนั้นมิได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินเสียงนางป๋อชางโหวขมวดคิ้วเคร่งทันใด “เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้?”
แม่นมซุนเดินเข้าไปอย่างหาญกล้า“ท่านโหว ยามนี้คุณหนูรองหายไปแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างนั้นล้วนไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากถูกคนลักพาตัวไปจริงแล้วทางเราส่งคนออกค้นหาเป็นการใหญ่โตขั้นหากอีกฝ่าย...หากอีกฝ่ายลงมือสังหารคุณหนูรองขึ้นมาเล่าเจ้าคะ?”
นี่มิใช่การคาดเดาของแม่นมซุนแต่เป็นสารที่ฮูหยินผู้นั้นเอ่ยต่อหน้านาง ให้นำไปบอกจ้าวอี๋เหนียงนั่นเอง
นางจำได้อย่างชัดเจนกระทั่งท่าทีฮูหยินผู้นั้นรวมถึงน้ำเสียง ระยะการหยุดเว้นวรรคล้วนแล้วแต่จำได้อย่างชัดเจน
“ข้าย่อมรู้สถานการณ์ของจวนป๋อชางโหวอยู่แล้วไม่เพียงมีท่านโหวผู้เยี่ยมยอด แต่ยังมีท่านแม่ทัพผู้มากฝีมือหากพวกเขาทำการค้นหาครั้งใหญ่ขึ้นมา เพื่อปกป้องตัวเองไม่แน่ว่าคุณหนูรองผู้นี้อาจถูกเราฆ่า สับเนื้อละเอียดให้สุนัขกินหรืออาจโยนไว้บนเขาให้สัตว์ป่ากินก็เป็นได้”
“ผลได้ผลเสียในนี้ข้าไม่จำเป็นต้องพูดแม่นมก็คงเข้าใจได้ใช่หรือไม่?”
ผลลัพธ์ทั้งสองที่นางกล่าวมานั้นพอแม่นมซุนนึกถึงเอายามนี้ก็ตัวสั่นระริกอย่างมิอาจสะกดได้
ตัวนางนั้นถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวกับจ้าวอี๋เหนียงมามากมายทว่าคราวนี้กลับมีคนพูดเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนั้นออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย
นางกล่าวตัดบทไปเช่นนี้คำสั่งการของป๋อชางโหวเองก็หยุดลงเช่นกัน “ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุผลทีเดียว เอาเถิดเรื่องนี้ข้าจะคิดดูอีกที”
พูดจบป๋อชางโหวจึงออกจากห้องไป
ครั้นป๋อชางโหวจากไปเฉินอี้เหอก็ไม่มีเหตุผลต้องอยู่ต่ออีก ว่าแล้วจึงตามออกไปเบนฝีเท้ามุ่งหน้าสู่เรือนเฉินจิ้งเจีย
เขารู้สึกเสมอว่าเรื่องนี้ดูพิลึกชอบกลแม้แต่คนชุดดำที่อยู่บนหลังคาเรือนเฉินจิ้งเจียก่อนหน้านั้นยังดูน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“คุณหนูคุณชายใหญ่มาเจ้าค่ะ” เสียงหนานจือดังขึ้นเข้าหูเฉินจิ้งเจีย
นางวางตำราในมือลงพลางเงยหน้ามอง “รีบให้ท่านพี่เข้ามาเร็วเข้า”
ไม่ช้าเฉินอี้เหอที่หน้านิ่วคิ้วขมวดก็เดินเข้ามาครั้นเห็นใบหน้าแสนสงบของเฉินจิ้งเจีย จิตใจวุ่นวายเมื่อครู่จึงสงบลงตามไม่น้อย
“เจียเอ๋อร์เรื่องที่จ้าวอี๋เหนียงเป็นลมเจ้าคงได้ยินแล้วเรื่องนี้น้องหญิงมีความเห็นคิดว่าอย่างไร?”
------------------------------
[1] เจรจาขอหนังเสือหมายถึงการเจรจากับคนร้ายสละผลประโยชน์ของตนเพื่อให้อีกฝ่ายทำเรื่องที่ตนทำไม่ได้แทน