บทที่ 1
“คุณชาย ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือขอรับ” บ่าวรับใช้ชายเอ่ยถาม เด็กชายตรงหน้าที่กำลังจ้องมองแปลงผักมากว่าครึ่งชั่วโมงคุณชายหรือตงฟางเว่ยเมิ่งหรี่ตาลงจ้องมองแปลกผักเอ่ยตอบโดยไม่หันมามอง “ข้าแค่กำลังคิดว่าคืนนี้จะแอบไปเที่ยวที่หุบเขาหรือน้ำตกดีน่ะ”“คุณชาย.....” บ่าวรับใช้เกือบจะร้องไห้ออกมา คุณชายแค่คาดโทษจากนายท่านเมื่อวานก็แทบทำเอาข้าเดินไม่ได้แล้ว หากคืนนี้ท่ายังไปอีกก้นข้าคงหลุดออกไปแน่คราวนี้บ่าวรับใช้อ้าปากจะอ้อนวอน แต่ก็สาวใช้มาขัดจังหวะเสียก่อน“คุณชาย ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้วเจ้าคะ”“อืม”เว่ยเมิงตอบรับคำสาวใช้เบาๆ ลุกขึ้นแล้วเดินไปกลับเข้าบ้านไป ที่ๆเขาอาศัยอยู่เรียกว่า หมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ เขาคือหลานชายคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ บิดาของเขาออกจากหมู่บ้านตั้งแต่เขายังเด็ก ครอบครัวที่เขาเหลืออยู่มีเพียง มารดา และท่านปู่เท่านั้น“เว่ยหมิงเจ้าไปเล่นที่แปลงผักอีกแล้วหรือ?” เสียงของตงฟางซานหรือท่านปู่ของดังขึ้นระหว่างโต๊ะอาหาร“ขอรับ” เว่ยเมิงตอบตงฟางซานส่ายศีรษะเหมือนเหนื่อยใจ “เจ้าเนี่ยน้า วันๆเอาแต่วิ่งเล่นไปมาข้าส่งเจ้าไปเรียนกระบี่เจ้าก็ส่ายหน้า ส่งไปเรียนหนังสือเจ้าก็บอกน่าเบื่อ วันๆเห็นแต่เจ้าวิ่งเล่นอยู่ในไร่ในสวน ตกลงโตขึ้นเจ้าจะเป็นชาวนาหรืออย่างไร” คำพูดดูเหมือนจะตำหนิหากแต่น้ำเสียงกลับเอ็นดูรักใคร่เว่ยเมิงทำหน้ามึนก้มหน้าทานอาหารต่อไป ไม่สนใจคำพูดของท่านปู่ ข้างๆเขาคือมารดาที่กำลังหัวเราะคิกคักท่าทางของเขาในตอนนี้หลังทานอาหารเรียบร้อยแล้วเว่ยเมิงก็ออกไปวิ่งเล่นที่สวนเหมือนเดิม ข้างๆเขาคือบ่าวรับใช้คนสนิท เสี่ยวซุน ผู้มักจะออกรับโทษแทนเขาด้วยความเต็มใจเสมอ.....“เจ้าไม่ต้องตามมา ข้าจะไปที่น้ำตก” เว่ยเมิงหันไปบอกเสี่ยวซุนเสี่ยวซุนกำลังจะเอ่ยแย้งแต่เมื่อได้ยินประโยคหลังก็ประสานมือก้มหัวถอยหลังจากไป เว่ยเมิงมองดูเสี่ยวซุนจากไป ก็พุ่งทะยานไปตามต้นไม้ไปยังสถานที่ที่เรียกว่า “น้ำตก” ที่แห่งนี้เขาพบมันโดยบังเอิญจากตอนที่มาเที่ยวเล่นในป่าเมื่อหลายปีก่อน น้ำตกที่ไหลมาจากบนภูเขาแตกแยกไปหลายสาย บางก็ลงไปที่ทะเลสาบ บางก็ลงไปที่หมู่บ้าน และหนึ่งในนั้นก็คือที่ที่เขายืนอยู่ตรงนี้ หากแต่สายแต่สายน้ำตกตรงนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่สายน้ำที่ไหลลงมารวมกันที่กันเป็นน้ำร้อนบวกกลับหินแถวนี้ที่เป็นสีดำแววก็ยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปอีกเว่ยเมิงถอดเสื้อผ้ากระโจนลงใน ‘บ่อน้ำร้อน’ เขายังจำมันได้ดีครั้งแรกเขาลื่นล้มตกไปในบ่อน้ำร้อนแห่งนี้ เขาแหกปากร้อนลั่นด้วยความเจ็บปวดจากความร้อนที่ลวกผิว หากแต่ตอนเขากลับสามารถนอนแช่ได้เป็นวันๆเขานอนแช่อยู่เช่นนี้ทุกวันโดยไม่มีเบื่อ ทุกครั้งที่นอนแช่บ่อน้ำร้อนแห่งนี้เขารู้สึกผ่อนคลายและสดชื่น คล้ายกลับมีพลังอย่างอย่างไหลเวียนเข้าไปในร่างกาย‘นี่เราอยู่จนพระอาทิตย์ตกดินอีกแล้วงั้นหรอ’ เว่ยหมิงคิดในใจ เว่ยเมิงรีบขึ้นจากน้ำและใส่เสื้อผ้า ก่อนพุ่งทะยานกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ในวันรุ่งขึ้นโทษฐานที่เขาแอบโดดเรียนเมื่อวานทำให้ในวันนี้เขาต้องมาเรียนชดเชยเป็นสองเท่า โดยในวันนี้เป็นการฝึกต่อสู้กับเด็กๆกันในหมู่บ้าน“ทำไมหน้าเช่นนั้นเล่าคุณชาย? อาหารตอนเช้าไม่ถูกปากอย่างงั้นหรือ” เสียงยี่ยวนกวนประสาทดังมาดังครูฝึกชายชื่อของครูฝึกคนนี้คือ ตงเจี้ยนสือ ครูฝึกกระบี่และหัวหน้ากองกำลังรักษาตนเองประจำหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ตงเจี้ยนสือเป็นชายอายุราวๆ 25-26 หน้าหล่อหลาคม ฝีมือกระบี่เห็นว่าประแม้แต่ปู่ของเขาก็ยังยอมรับว่าร้ายกาจ ด้วยฝีมือและหน้าตาเรียกได้ว่า ตงเจี้ยนสือคนนี้เป็นที่นิยมตั้งแต่หญิงสาวแรกรุ่น ยัน หญิงสาวรุ่นสุดท้ายกันเลยทีเดียว “ข้าแค่เหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น ท่านอาจารย์ตง” เว่ยเมิงตอบกลับ ขืนเขาบอกไปว่าไอ้การฝึกดวลกระบี่กับคู่ต่อสู้ที่เขากำลังฝึกอยู่นี่มันน่าเบื่อเพราะต่อสู้กระจอกเกินไปล่ะก็ ขมีหวังได้โดนจับไปฝึกกับหลี่เยว์เอ๋อร์แน่ๆ “อาจารย์ตง คู่ต่อสู้ของข้าอ่อนแอ่เกินไป ข้าขอเปลี่ยนไปฝึกศิษย์น้องเยว์เอ่อร์ได้หรือไม่” เสียงเด็กชายอีกคนขัดจังหวะขึ้น เว่ยหมิงที่หันไปมองไอ้โง่ที่หาเรื่องเจ็บตัวและเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ มันชี่อว่า ตงฟางเฉียน เป็นญาติของเว่ยเมิงที่อายุมากกว่าเขาสี่ปี เป็นที่รู้กันดีว่า ตงฟางเฉียนชื่นชอบในตัวหลี่เยว์เอ๋อร์ และคอยตามจีบอยู่ทุกวี่ทุกวันมีอยู่ครั้งหนึ่งตงฟางเฉียนเคยอาสาเป็นคู่ซ้อมให้กับหลี่เยว์เอ๋อร์เพราะคิดที่จะเล่นบทศิษย์พี่ชี้นำศิษย์น้อง แต่ก็ถูกนางสวนกลับ เล่นเอาฟกช้ำไปทั่วตัวเดินกลับบ้านไม่ไหวกันเลยทีเดี่ยว “หืมม” อาจารย์ตงเลิกคิ้วเหมือนเห็นอะไรบ้างอย่าง “ได้ซิ เยว์เอ๋อร์มานี่หน่อยซิ” อาจารย์ตงหันไปเรียกเด็กสาวอายุราว 11 ปี ที่ตอนนี้กำลังฝึกฟันกระบี่อยู่เด็กสาวนางนั้น หน้าตานรัก ผิวพรรณขาวนวลงดงาม เพียงแค่เห็นนางในตอนนี้ก็สามารถบอกได้เลยว่านางจะต้องเป็นสาวงามล่มเมืองแน่ๆ หากแต่น่าเสียดายที่สีหน้าของนางเย็นชาเกินไปเสียหน่อย“มีอะไรหรือเจ้าคะ อาจารย์ตง” เด็กสาวมีสีหน้าสงสัย“คุณชายตงฟางเฉียนเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเขาอ่อนแอเกิน และต้องการหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมเลยต้องการประลองกับเจ้าน่ะ เจ้าช่วยคุณชายเขาหน่อยได้หรือไม่?”เด็กสาวมองไปที่ตงฟางเฉียนด้วยสีหน้าสงสัยครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินไปประลองกับตงฟางเฉียน เด็กๆรอบหันไปมองอย่างสนใจ หลี่เยว์เอ๋อร์ถือว่าเป็นนางฟ้าและนางปีศาจสำหรับพวกเขา ด้วยหน้าตาอันงดงามและเพลงกระบี่ของนางที่ล้ำหน้าไปไกลกว่าพวกเขาชนิดว่าไม่เห็นฝุ่น ทำให้‘เกือบ’เด็กทุกคนในหมู่บ้านต่างชื่นชอบและคลั่งใคร่นาง“รบกวนน้องเยว์เอ๋อร์แล้ว” ตงฟางเฉียนประสานมือกล่าวยิ้มๆ “เช่นกันศิษย์พี่เฉียน” หลี่เยว์เอ๋อร์ตอบกลับตงเจี้ยนสือมองทั้งสองที่อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม เขาพยักหน้าให้ทั้งสองก่อนจะตะโกนเสียงดัง “เริ่ม!!”เป็นหลีเยว์เอ๋อร์ที่เริ่มก่อน นางพุ่งไปด้วยความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อพร้อมกับกระบี่ไม้แทงไปยังลำตัวของตงฟางเฉียน อย่างไรก็ตามกระบี่ไม้ของตงฟางเฉียนกลับปัดออกไปได้อีกทั้งยังฟันสวนกับอย่างรวดเร็ว หลีเยว์เอ๋อร์หรี่ตาลงชักนำกระบี่ที่ถูปัดออกไปนำมาตั้งรับอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ทั้งสองพลัดกันรุกพลัดกันรับอยู่หลายสิบกระบี่จนในที่สุดเหมือนทั้งจะรู้ว่าไม่มีใครได้เปรียบจึงอาศัยจังหวะที่กระบี่ประทะกันอย่างรุนแรงแยกออกจากกันคนละสี่ห้าก้าว“ไม่น่าเชื่อฝีมือกระบี่ของคุณชายตงฟางเฉียนสูงล้ำถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร”“ถึงขนาดปะทะกับพี่หลี่เยว์เอ่อร์ได้อย่างไม่แพ้พ่าย คุณชายตงฟางเฉียนช่างแข้งแกร่งยิ่งนัก” เสียงพูดคุยของเด็กๆดังขึ้นรอบๆ แม้แต่ตงเจี้ยนสือเองก็ยังประหลาดใจกับฝีมือรุดหน้าของตงฟางเฉียน ‘หากข้าเดาไม่ผิดนั้นต้องเป็นเพลงกระบี่วายุเริงระบำแน่ๆ สามารถฝึกได้ถึงขั้นสามได้เพียงอายุเท่านี้นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งจริงๆ’ ตงเจี้ยนสือคิดเงียบๆ“ศิษย์พี่เฉียนฝีมือสูงล้ำจริงๆ เยว์เอ๋อร์ขอคารวะ” นางประสานมือไปตงฟางเฉียน“ไม่ได้ๆ เป็นศิษย์พี่ตั้งหากที่ต้องชื่นชมศิษย์น้องเยว์เอ๋อร์ ขนาดศิษย์พยายามฝึกฝนขนาดนี้ก็ยังทำได้เพียงเสมอกับเจ้า” ตงฟางเฉียนหัวเราะเบาๆประสานมือให้กลับหลี่เยว์เอ๋อร์“หากศิษย์พี่เฉียนไม่รังเกียจ เยว์เอ๋อร์ขอประลองอีกหนึ่งกระบี่ได้หรือไม่?”“ฮาฮาฮา ในเมื่อเป็นความต้องการของศิษย์พี่จะรังเกียจได้อย่างไร ศิษย์พี่ยินดีที่จะทำตามความต้องการของศิษย์เสยอีก” ตงฟางเฉียนตอบกลับอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับคิดในใจ ‘ช่างคุ่มค่ายิ่งนักที่อดทนฝึกวิชามาตั้งแต่โดนทุบตีครั้งที่แล้วหากครั้งนี้สามารถทำให้ศิษย์น้องเยว์เอ๋อร์ประทับใจได้ละก็ ในอนาคตการพิชิตหัวใจนางก็ไม่ใช่เรื่องยาก ฮาฮาฮา’โชคดีที่หลี่เยว์เอ๋อร์ไม่รู้ความคิดของตงฟางเฉียนไม่เช่นนั้นนางคงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเป็นแน่หลี่เยว์เอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปลายกระบี่ชี้ไปทางตงฟางเฉียนแววตาของนางสงบนิ่ง ทันใดนั้นทุกคนรู้สึกบรรยากาศรอบๆเย็นยะเยือกลงอย่างกะทันหัน สีหน้าของตงฟางเฉียนเปลี่ยนไป มันตั้งท่าเตรียมใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อเข้าปะทะพรึบราวกับสายฟ้าฟาด หลี่เยว์เอ๋อร์พุ่งเข้าไปหาตงฟางเฉียงอย่างรวดเร็ว กระบี่ไม้ฟาดฟันไปพร้อมกับละอองเยือกแข็งจากลมปราณของนาง‘กระบี่ในฤดูหนาว!!’ ตงฟางเฉียนกัดฟันใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของตน‘คมวายุเฉือนภูเขา!!’เมื่อกระบี่ของสองอัจฉริยะในรุ่นนี้เข้าปะทะกัน เสียงกระหึมดังไปทั่วทิศแรงปะทะกันของกระบี่ถึงขนาดทำให้เด็กบางคนกระเด็นไปด้วยซ้ำ‘ในวันข้างหน้าเด็กสองคนนี้จะต้องกลายเป็นกำลังสำคัญของหมู่บ้านเราแน่ๆ........หืม?’ ตงเจี้ยนสือคิดในใจอย่างยินดี ทว่าในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เด็กทั้งหลายมีอารมณ์แตกต่างกัน หลาดกลัว ตื่นเต้น ฉิจฉา หากแต่มีเด็กคนหนึ่งที่แตกต่างออกไป‘ตงฟางเว่ยเมิง?’ตงฟางเว่ยเมิงนั่งเท้าคางมองดูการประลองของทั้งสองคน แต่นัยตาของตงฟางเว่ยเมิงปราศจากอารมณ์พิเศษใดๆ ไร้ความตื้นเต้น ไร้ความหลาดกลัว ไร้ความฉิจฉา มีเพียงความเบื่อหน่าย คล้ายกับมองสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าหรือสัมผัสความเย็นในฤดูหนาว ราวกลับเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งธรรมดาๆที่ไม่มีค่าอะไรให้ใส่ใจ