“หืม? ที่คุณพูดหมายความว่ายังไง?” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม
“เหอะ! แกคิดว่าฉันเป็คนแก่เลอะเทอะจริงๆ งั้นเหรอ?”
สวี่ว่านเฉิงมองบนเขาจ้องลู่เซิ่งแล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แกที่เป็อาชีพสายสนับสนุนอย่างพาลาดินถ้าไม่มีพร์การต่อสู้ที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังจะอัปเลเวลได้ไวขนาดนี้เชียวเหรอ?”
“เอ่อ... เื่นี้...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เซิ่งก็จนปัญญาจะอธิบาย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ความจริงเขาไม่ได้มีเจตนาจะปิดบัง และไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจสวี่ว่านเฉิง แต่เป็เพราะพร์การต่อสู้ระดับ SSS นั้นมันน่ากลัวเกินไป ทั่วทั้งดาวสีน้ำเงินไม่เคยมีปรากฏขึ้นมาก่อนเขาไม่รู้เลยว่าหากเื่นี้แพร่งพรายออกไป จะเกิดผลกระทบลูกโซ่ตามมาอย่างไรบ้าง
ยังดีที่สวี่ว่านเฉิงเป็ผู้เฒ่าที่เจนโลกเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลู่เซิ่ง เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้จะเอาคำตอบให้ได้แต่โบกมือตัดบทว่า “ช่างเถอะ แกไม่อยากพูดฉันก็ไม่ถามต่อ ทุกคนต่างก็มีความลับกันทั้งนั้น”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมเอ่ยด้วยความรู้สึกมากมาย “อีกอย่างในประเทศเสินเซี่ยของเราตอนนี้ก็มีคลื่นใต้น้ำวนเวียนอยู่จริงๆมีสายลับจากประเทศศัตรูแฝงตัวอยู่ในเงามืดมากมายคอยคุกคามการเติบโตและความปลอดภัยของคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลาแกรู้จักซ่อนตัวเองไว้ก็นับว่าฉลาดไม่เบา”
“หึๆ ผมก็แค่ยังไม่อยากตายเร็วขนาดนั้นครับ”
ลู่เซิ่งยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“แต่ครั้งนี้ ถือว่าแกไปล่วงเกินหลี่เทียนหัวเข้าแล้วล่ะด้วยนิสัยอาฆาตมาดร้ายและเห็นแก่ตัวอย่างที่เขาแสดงออกมามีหวังเขาคงไม่ปล่อยแกไปง่ายๆ แน่...”
สวี่ว่านเฉิงกล่าวด้วยความเป็ห่วง
“หึๆ ถ้าเขายังพอมีสมองอยู่บ้าง ก็อย่ามาหาเื่ผมจะดีกว่าไม่อย่างนั้นผมก็ไม่รังเกียจที่จะมอบบทเรียนที่ยากจะลืมเลือนไปตลอดชีวิตให้เขาอีกสักรอบ”ลู่เซิ่งกล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
“หืม?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลู่เซิ่งความอยากรู้อยากเห็นของสวี่ว่านเฉิงก็พุ่งสูงขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม“เ้าหนูพร์การต่อสู้ของแกคงไม่ได้สูงถึงระดับ A ขึ้นไปหรอกนะ ถึงได้มั่นใจขนาดนี้?”
“เอ่อ... เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกว่าจะไม่ถามแล้วไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมเริ่มถามอีกแล้วล่ะ?” ลู่เซิ่งหัวเราะออกมาอย่างขำขัน
“เอ่อนั่น... ก็ได้”
สวี่ว่านเฉิงยิ้มเจื่อนพลางเปลี่ยนประเด็น“จริงด้วย เมื่อกี้ฉันดูค่าสถานะพื้นฐานของแกมาคงยังไม่ได้เลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพใช่ไหม?”
“ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพเหรอครับ”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันผู้ใช้อาชีพในอาชีพสายต่อสู้ทุกคน หลังจากเปลี่ยนอาชีพสำเร็จ จะเปิดใช้งาน‘ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพ’ ที่แตกต่างกันสามสาย
ซึ่งผู้ใช้อาชีพจำเป็ต้องเลือกด้วยตนเองเพื่อกำหนดเส้นทางการพัฒนาของตัวเองในอนาคต
อย่างเช่นพาลาดินที่ลู่เซิ่งเปลี่ยนอาชีพมาก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสามสาย ได้แก่ สายเยียวยา สายเสียสละ และสายพิพากษา
และในความเชี่ยวชาญแต่ละสายก็จะมี‘สกิลเฉพาะอาชีพ’ ที่แตกต่างกันเก้าสกิลผู้ใช้อาชีพจะสามารถเรียนรู้สกิลเหล่านี้ใหม่ได้หนึ่งสกิลในทุกครั้งที่เปลี่ยนอาชีพ
พอนึกมาถึงตรงนี้ลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะตบหน้าผากตัวเองอย่างขัดใจพลางยิ้มขื่น“ดูความจำของผมสิ ลืมไปสนิทเลย...”
“แกนี่นะ...”
สวี่ว่านเฉิงได้ยินแล้วไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ก็ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพมันเกี่ยวข้องกับอนาคตของผู้ใช้อาชีพน่ะสิ
เื่สำคัญขนาดนี้ยังลืมได้ต้องเป็คนใจใหญ่ขนาดไหนถึงทำแบบนี้ได้กัน?
“ช่างเถอะ ยังไงแกก็เพิ่งเปลี่ยนอาชีพมาไม่นาน เลือกตอนนี้ก็ยังไม่สาย”สวี่ว่านเฉิงโบกมือกล่าว
“ครับ”
ลู่เซิ่งพยักหน้าพลางมองไปที่ความเชี่ยวชาญทั้งสามสายของตัวเองแล้วถามออกไปตามสัญชาตญาณ “งั้นผมควรเลือกความเชี่ยวชาญสายไหนดี?”
“ฉันแนะนำให้เลือกสายเยียวยา หรือไม่ก็สายเสียสละ”
สวี่ว่านเฉิงโพล่งออกมาแบบแทบไม่ต้องคิด“สายเยียวยาจะทำให้สามารถเรียนรู้เวทมนตร์รักษาได้มากขึ้นสามารถทำหน้าที่เป็ตัวฮีลในทีมได้”
“ส่วนสายเสียสละจะทำให้ได้เรียนรู้ศาสตร์เวทอวยพรเพิ่มมากขึ้นแถมยังมีคุณสมบัติในการป้องกันในระดับหนึ่งช่วยให้แกเป็สายสนับสนุนที่สมบูรณ์แบบในทีมได้ในอนาคต”
“เอ่อ... ตัวฮีล... สายสนับสนุน?”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่นพลางถามต่อ“แล้วสายพิพากษาล่ะครับ?”
“สายพิพากษา... แกเมินมันไปได้เลย” สวี่ว่านเฉิงส่ายหน้า
“ทำไมล่ะครับ?” ลู่เซิ่งถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เพราะพาลาดินสายพิพากษาบนดาวสีน้ำเงินของเรายังมีอีกฉายาหนึ่งว่าอัศวินไร้ค่าไงล่ะ”สวี่ว่านเฉิงกล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคที่น่าใ
“อัศวิน... อัศวินไร้ค่า?”
เมื่อได้ยินฉายาที่พิลึกพิลั่นนี้ลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“ถูกต้อง”
สวี่ว่านเฉิงพยักหน้าพลางอธิบายด้วยความอดทน“เพราะอาชีพพาลาดินเดิมทีมันค่อนข้างไปทางสายสนับสนุนความสามารถในการโจมตีมีจำกัดมาก”
“แต่สายพิพากษากลับเป็ความเชี่ยวชาญที่เน้นทำดาเมจเป็หลักแม้จะทำให้เรียนรู้สกิลประเภทโจมตีได้มากขึ้น แต่นอกจากพลังของสกิลจะจำกัดมากแล้วยังทำให้แกเสียจุดเด่นเื่การรักษาและการสนับสนุนไปด้วย”
“แถมพาลาดินสายพิพากษายังต้องพึ่งพาอุปกรณ์อย่างมากและแทบไม่มีส่วนช่วยอะไรให้ทีม ปกติแค่จะหาปาร์ตี้เก็บเลเวลยังยากเลย”
เมื่อพูดจบสวี่ว่านเฉิงดูเหมือนจะกลัวลู่เซิ่งยังไม่เชื่อ จึงเน้นย้ำเสริมไปอีกว่า“พูดแบบนี้ละกัน เท่าที่ผ่านมาฉันไม่เคยได้ยินเลยว่าบนดาวสีน้ำเงินของเรามีพาลาดินสายพิพากษาคนไหนที่เลเวลไปถึงเปลี่ยนอาชีพครั้งที่ห้าได้เลยแค่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่ก็แทบจะเป็ขีดจำกัดของอาชีพนี้แล้ว”
“ดังนั้นพาลาดินในทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะเลือกสายเยียวยาและสายเสียสละกันทั้งนั้นนอกจากจะโง่เหมือนโดนลาถีบหัวเข้าให้ จึงจะไปเลือกสายพิพากษา”
“เอ่อ... มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
ลู่เซิ่งได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบา
“ถ้าไม่เชื่อ แกก็ลองดูสกิลเฉพาะอาชีพอันแรกของสายพิพากษาสิ” สวี่ว่านเฉิงไม่ยอมอธิบายเพิ่ม แต่พูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“สกิลเฉพาะอาชีพ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นลู่เซิ่งก็เปิดแผงสถานะของตัวเองขึ้นตามสัญชาตญาณ แล้วพุ่งความสนใจไปที่‘ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของอาชีพ’ อีกครั้ง
ไม่นานนักเขาก็เห็นคำอธิบายรายละเอียดของสกิลเฉพาะอาชีพลำดับแรกของสายพิพากษา
[พิพากษาคลั่ง]
หมายเหตุ:พาลาดินเปิดใช้งานหัวใจคลั่ง การโจมตีแต่ละครั้งจะสร้างดาเมจอาวุธ 150%ให้กับเป้าหมาย บวกกับดาเมจเพิ่มเติมอีก 5 หน่วยต่อเนื่องนานหนึ่งชั่วโมง
...
“ดาเมจอาวุธ 150%?”
เมื่อเห็นคำอธิบายนี้ลู่เซิ่งก็เลิกคิ้วขึ้น
“ใช่!”
สวี่ว่านเฉิงพยักหน้าพลางอธิบาย“พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งอาวุธในมือดีเท่าไหร่พลังโจมตีของสกิลพิพากษานี้ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียง
“แต่อาวุธและอุปกรณ์ดีๆ ส่วนใหญ่จะดรอปจากบอสในเหวลึก แดนลับ ซากโบราณสถานหรือสถานที่อันตรายต่างๆ เท่านั้น ซึ่งสถานที่แบบนี้การจะผ่านด่านด้วยตัวคนเดียวเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้แน่นอน”
“ส่วนพาลาดินสายพิพากษาที่ไม่มีประโยชน์ต่อทีมแม้แต่เพื่อนร่วมทีมยังหาไม่ได้แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปเอาอุปกรณ์สุดหรูพวกนั้นมาใส่?”
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง”
ลู่เซิ่งได้ยินแล้วก็ถึงบางอ้อ
มิน่าล่ะขีดจำกัดของ ‘พาลาดินสายพิพากษา’ ถึงได้ต่ำเตี้ยขนาดนี้ กระทั่งเปลี่ยนอาชีพครั้งที่ห้ายังไปไม่ถึง
ที่แท้มันมีเบื้องลึกเื้ัแบบนี้นี่เอง
อย่างไรก็ตามลู่เซิ่งไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อเขามีพร์การต่อสู้ระดับเทพอย่าง‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ อยู่กับตัวพวกบอสในเหวลึกหรือแดนลับเ่าั้ เกรงว่าคงทนค้อนของเขาได้ไม่ถึงหนึ่งทีด้วยซ้ำ
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลเลยว่าในอนาคตตัวเองจะไม่มีอุปกรณ์ใส่
และขอเพียงมีอุปกรณ์สุดหรูคอยหนุนหลังบทบาทของ‘พาลาดินสายพิพากษา’ ก็จะถูกขยายพลังออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ด้วยวิธีนี้ต่อให้พร์ ‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ ของเขาจะอยู่ใน่คูลดาวน์ เขาก็ยังมีความสามารถพอที่จะเอาตัวรอดได้
พอนึกมาถึงตรงนี้ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจได้ในทันที
“เพราะงั้นฉันถึงบอกไงว่าพาลาดินสายพิพากษานี่มันเป็พวกไร้ค่า...”
ในขณะเดียวกันสวี่ว่านเฉิงก็ยังคงบ่นต่อไปไม่หยุด
ทว่าเขายังพูดไม่ทันขาดคำ
“พิพากษาคลั่ง”
วูบ...
ทันใดนั้นร่างของลู่เซิ่งก็มีแสงสีแดงวาบขึ้นมาค้อนศึกในมือของเขาปกคลุมไปด้วยสีสันราวกับหยาดโลหิตแผ่กลิ่นอายกดดันอันรุนแรงออกมาอย่างมหาศาล