บทที่ 2
ตอนนี้ยืนอยู่ที่หน้าบ้านของไอ้คร ย่านที่มันอยู่ถูกอนุรักษ์ให้เป็ถิ่นเมืองเก่า ชุมชนบ้านไม้โบราณล้านนา บ้านของมันเป็บ้านไม้สองชั้น สิบกว่าปีแล้วบ้านของมันยังคงสภาพบรรยากาศเก่า ๆแบบขลัง ๆไว้ครบ อยู่กันมาั้แ่รุ่นปู่ย่าของมัน ผมเคยหยอกมันเล่นสมัยเรียนว่าเป็ไม้เก่าที่ดูแล้วน่าจะติดไฟง่าย ขนาดที่ว่าหากเอาตัวไปถูกับต้นเสาของมัน ความร้อนจากไฟฟ้าสถิตจากการเสียดสี อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านมันได้
"กูเป็คนบอกพ่อกูเอง ว่าไม่อยากรื้อสร้างใหม่ กูอยากให้มันอยู่อย่างนี้ เหมือนกับที่กูตอนเด็กกูเกิดและโตที่บ้านหลังนี้ และกูจะตายไปกับบ้านหลังนี้" ปรัชญาขงจื๊อชัด ๆ
นั่นคือคำที่มันบอกผม หลังจากที่ผมจ้องมองบ้านไม้หลังเก่าของมัน ทั้งยังไม่ทันได้เอ่ยถาม เหมือนมันจะรู้ว่าผมจะต้องทักเป็อันดับแรก
"มึงเคยบอกกูว่า โตขึ้นมีงานทำจะสร้างบ้านใหม่ให้พ่อกับแม่มึง"
"นั่นมันความคิดสมัยเด็กเว้ย อยากให้พ่อแม่อยู่สบาย แต่ตอนนี้กูเปลี่ยนใจล่ะ พ่อแม่กูดูมีความสุขกับบ้านหลังนี้มากกว่า” มันเลือกที่จะเก็บบ้านหลังนี้ไว้
“มึงไปคิดได้แบบนี้ตอนไหนวะ”
"ตอนเรียนที่เชียงใหม่ จากไกลบ้านถึงได้รู้ว่า บ้านหลังนี้มีความหมายกับกูขนาดไหน แล้วมึงล่ะพบความหมายในชีวิตหรือยังวะ”
"ความหมายในชีวิตในแบบไหนวะ มึงถามกว้างยาวยังกับแม่น้ำปิง” ผมเข้าใจความหมายที่มันถาม เพียงแต่ว่าผมยังไม่พบความหมายของชีวิตจริง ๆ เลยเลี่ยงตอบมันไปเป็อยางอื่น
"ถ้าในแง่จิติญญา บ้านหลังนี้คือความหมายในชีวิตของกู" มันพูดเหมือนเร่ิมแบ่งความหมายชีวิตเป็แง่ ๆ เครียดจะตายชัก
"ในแง่ของความรักล่ะวะ มึงให้ความหมายยังไง"
เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันหลายปี เอ่ยเื่ความรัก มีสองประเด็นให้คิด ตัดเื่เพื่อนกูรักมึงว่ะ ไปได้เลย เราสองคนไม่ใช่แนวอนุรักษ์ไม้ป่าเดียวกัน
หากจะเป็ข้อสงสัยได้บ้างในเื่นี้ก็คือ ไอ้ครมันไม่เคยประกาศกับเพื่อนสนิทอย่างผมว่าตอนนี้มันคบอยู่กับใคร ดูมันจะเป็พ่อพวงมาลัยไปทั่ว ... แน่นอนว่ามันมีคนที่คุย ๆอยู่บ้าง ตามประสาหนุ่มโสด
ในขณะที่ตัวผมเองก็ยังคงสภาพโสด ไม่ต่างจากมัน ....
"มึงจะไปวันนี้เลยหรือเปล่า" มันเอ่ยถามผม
"บ้านยัยปริมอ่ะ เอาไง"
"เขายุ่ง ๆอยู่หรือเปล่าวะ"
"คนกำลังจะแต่งงาน ก็ต้องยุ่งเป็ธรรมดา"
"ไปวันแต่งเลยก็ได้มั้ง"
"เฮ้ย... ไม่ได้ น่าเกลียดตายเลย ไอ้ปริมเป็เพื่อนเรานะเว้ย ไปดูก่อนเผื่อมีอะไรขาดเหลือจะได้ช่วยมัน”
เพื่อน ...สำหรับไอ้ครน่ะใช่ ... สำหรับผม
ปริมคือรักแรก ... ต่างหากเล่า .....
หากจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าปริมเคยเป็แฟนกับผมก็ดูเหมือนจะเครมเกินไป เพราะจริง ๆแล้วเราสองคนไม่ได้เปิดตัวเลยสักนิดว่าชอบพอกัน
สมัยเรียนเราเพียงมีความรู้สึกที่พิเศษที่เรารู้กันเพียงสองคน หรืออาจจะเป็เพราะผมคิดมากไปเอง ก็ไม่อาจจะกล่าวอ้างได้อย่างเต็มปาก
ผมไม่ได้มาทวงความหลังกับปริม เธอกำลังมีความรักที่สมบูรณ์ ครอบครัวที่เธอวาดฝันที่เคยเล่าให้ผมฟัง ในขณะที่ผมแม้แต่ตัวเองยังรับผิดชอบไม่ได้เลย จะเอาอะไรไปรับผิดชอบปริม ... ผมเพียงมายินดีกับเพื่อนเก่าก็เท่านั้น ... ตามคำเชิญของเธอ ผมเคยรับปากกับเธอเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วว่า ไม่ว่าเื่อะไรขอให้ปริมเอ่ย ผมจะทำให้
แม้ว่าลึก ๆผมจะหวิว ๆในใจก็ตาม
และนี่ก็เป็อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่อยากมาที่นี่อีก ผมไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจ เธอเห็นเธอคบกับใคร หรือควงใคร ผมเลือกที่จะอยู่แบบไม่รับรู้เสียดีกว่า
"เป็อะไรวะ ไอ้วุธยืนทำมิวสิคอยู่หน้าโรงเรียนเนี่ย"
ไอ้ครตบบ่าผมดังปั๊ก จนสะดุ้ง
โรงเรียนประจำจังหวัดแห่งนี้ ตรงประตูทางเข้าพวกเราเคยเดินเข้าออกหยอกล้อเล่นหัวกันทุกเช้าเย็นหลังเลิกเรียน เหมือนภาพไหลเวียนมาอีกครั้ง ผมยืนอมยิ้มมองอย่างอิ่มใจ ... อิ่มใจ ... คำนี้แหละเหมาะที่สุดที่จะบรรยายความรู้สึกตอนนี้
"ไง !!! คิดถึงความหลังสมัยเรียนละสิมึง” ไอ้ครใช้ปากงับลูกชิ้นจากไม้แล้วดึงเคี้ยวอย่างออกรส ฝั่งตรงข้าม
โรงเรียนเป็ร้านค้า ลูกชิ้นป้ิงที่นี่อร่อยที่สุดในโลก เราเคยโม้กับป้าแจ่มคนขายว่าหากพวกเราจบไปแล้วเก็บเงินได้สักก้อนจะซื้อกิจการเฟรนไซน์ของแก ไปขายที่เซเว่นทั่วประเทศ ตอนนั้นป้าแจ่มก็เออออด้วยนะ
แต่อยากจะบอกป้าแจ่มว่าตอนนี้พวกเราช้าไปหลายก้าวเลย ความคิดเมื่อครั้งวัยเยาว์ถูกนำเข้าเตาไมโครเวฟแล้วขายทั่วประเทศก่อนเราเสียแล้ว
"จะแวะไปที่ไหนอีกมั๊ย !!! หรือจะไปบ้านไอ้ปริมเลย"
"แล้วแต่มึงก็แล้วกัน"
"มึงโทรบอกมันหรือยังล่ะ ว่ามาถึงแล้วไอ้ปริมคงดีใจที่มึงมา"
“ยังไม่ได้โทร"
"เออ ... มึงจำน้องนิได้ป่าว” เธอคือสาวน้อยอีกนางหนึ่งที่ผมเกือบลืมเธอไปแล้ว จนได้ครมันเอ่ยขึ้นมา
"จำได้ดิ ทำไมวะ"
"แหม ... จำได้ดีเลยนะมึง"
"กูจำได้แล้วทำไมวะ คนเคยรู้จักกันก็ต้องจำกันได้"
"ตอนนี้สวยมากเลยนะมึง ... อยู่ปีสี่ใกล้จบแล้ว"
"เหรอวะ ... เรียนอะไร"
"เรียนคณะเดียวกับไอ้ปริมนะแหละ เป็รุ่นน้องที่คณะ แล้วที่สำคัญ ..."
“สำคัญอะไรวะ"
"น้องนิเป็เพื่อนเ้าสาวของไอ้ปริมด้วย ... งานนี้ได้แข่งกันสวยละทีนี้" คำตอบของไอ้เกลอทำให้ผมสตั้นไปหลายวิเลยทีเดียว
"สองคนนั้นเป็ญาติดีกันั้แ่ตอนไหนวะ เมื่อก่อนยังกับขมิ้นกับปูน"
"อื๊อหือออ ... ใช้คำซะแก่เลยนะไอ้วุธ"
"มึงก็นึกย้อนดูสิ เมื่อก่อนน้องนิกับปริมถูกกันซะที่ไหน เกือบจะตบกันเสียด้วยซ้ำ”
"มึงน่าจะรู้นะว่าที่สองสาวนั้นไม่ถูกกันเพราะใคร !!!" คำตอบด้วยคำถามของไอ้ครทำให้ผมสะอึก นี่มันรู้เื่ระหว่างผมกับปริมด้วยหรือ ... ไม่หรอกมั้ง
น้องนิเป็รุ่นน้องมอต้น ที่ประกาศตัวว่ารักชอบผมอย่างเป็ทางการ ที่โรงเรียนมัธยมแห่งนี้ จดหมายน้อยรูปหัวใจ ช็อกโกแล็ต ดอกไม้วาเลนไทน์ ดาวกระดาษพับใส่โหล ไอเทมส์ยุค 80's เหล่านี้ผมได้จากน้องนิครบทั้งหมดแล้ว ... แต่ไม่มีทีท่าว่าผมจะยอมคบหากับเธอ
เพราะทั้งหัวใจผมมีแต่ปริมคนเดียวเท่านั้น
เื่ก็อย่างที่บอกว่าสถานะของผมกับปริมไม่ได้เป็ที่เปิดเผย เราไม่เคยบอกรักกัน เพียงแสดงความห่วงใยกัน และคิดถึงกันก่อนนอนทุกคืนเท่านั้น ... อันหลังนี่อาจจะเป็ผมเพียงคนเดียวก็ได้
การเปิดตัวของนิ อาจจะทำให้ปริมไม่พอใจ แรงริษยาของหญิงยากที่จะเข้าใจได้ สองสาวนัดตบกันอย่างไม่เป็ทางการ ดีที่ผมไปห้ามทัพไว้ทัน หากสมัยนั้นสมาร์ทโฟนเฟื่องฟูคงมีคลิปการเจรจาลับนี้เป็แน่แท้ ...
ั้แ่นั้นมาผมกับนิก็ห่าง ๆกัน เธอสงบเสงี่ยมลง แต่ยังแอบมาหาผมกลางดึกในคืนวันหนึ่ง ซึ่งผมจะเล่าหลังจากนี้ภายหลัง ... แต่ผมก็ยังคงรักษาความเป็สุภาพเตี่ยวหลุดของผมอยู่ได้ ก็อย่างที่บอกว่าผมรักเดียวใจเดียว ซึ่งตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามันดีสำหรับผมหรือเปล่า
พอได้รู้ว่าสองคนนี้สนิทกันถึงขั้นเป็เพื่อนเ้าสาวให้กัน เป็เื่ที่น่าแปลกใจ และตื่นเต้นสำหรับผมไม่น้อย
ลำปาง เธอยังคงมีเื่ให้ลุ้นหัวใจอยู่เสมอ อย่างนี้แล้วจะให้ฉันลืมเธอได้อย่างไร
ฉันคิดถึงเธอนะ แล้วเธอเล่า