ตอนที่ 30 ชีวิตในชนบท
เช้าวันรุ่งขึ้นเสียงไก่โห่ร้องดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้ใบหน้าดวงเล็กกลมนุ่มดุจซาลาเปานั้นยับยู่ยี่ด้วยความรำคาญใจหากเป็ที่วังหลวงไก่ตัวนี้คงถูกนางกำนัลลากไปตุ๋นแล้ว!
หยางน่าเปิดเปลือกตาคู่งามขึ้นมาอย่างยากลำบากและตวัดสายตามองไปทางเสียงด้วยความไม่สบอารมณ์
ฉับพลันนั้นดวงตาคู่งามก็พลันประสานสายตากับดวงตาเล็กกระจิ๋วหลิวที่อยู่ใกล้กันแค่คืบก่อนจะกรีดร้องออกมาทันที “ว๊าย! ออกไปนะ!”
หยางน่าสะดุ้งตัวใแรงเมื่อเห็นไก่ตัวใหญ่กำลังจ้องมองนางราวกับเป็ตัวประหลาดก่อนจะปาหมอนไปทางไก่ที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในห้องนอนของนางทันที
กะต๊าก!
ไก่ตัวนั้นสะดุ้งใเล็กน้อยก่อนจะะโเกาะขอบหน้าต่างและยอมออกไปในที่สุด
หยางน่าถอนหายใจด้วยความโล่งอกนี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นไก่ตัวเป็ๆ ในระยะประชิดเช่นนี้ จึงเผลอเก็บอาการไม่อยู่ไปบ้าง
เมื่อได้สติกลับคืนมาแล้วดวงตาคู่งามก็มองดูรอบห้องด้วยความสนใจภาพที่ปรากฏสู่สายตาเป็อันดับแรกก็คือผนังไม้ที่ผุพังมีใยแมงมุมเกาะติดอยู่ตามเพดานไม้นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้พำนักอยู่ในเรือนหลังเล็กที่ดูเก่าซอมซ่อถึงเพียงนี้ทั้งยังได้นอนบนพื้นแข็งกระด้างอีกด้วย
แต่เมื่อนึกได้ว่ายามนี้นางกำลังอยู่ในบ้านของผู้อื่นหนำซ้ำยังอยู่ในสภาพที่ยากจนและไร้ที่พึ่งพิงอีกดังนั้นนางจึงไม่ควรแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมหรือเย่อหยิ่งจนเกินควร
หลังจากที่คิดได้เช่นนี้แล้วหยางน่าก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นมาทันทีและสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่อีกครั้ง
สิ่งที่นางทำเป็อันดับแรกก็คือตามหาคันฉ่องทว่าภายในบ้านของชาวบ้านธรรมดาไหนเลยจะมีคันฉ่องได้หยางน่าไม่มีทางเลือกจึงทำได้แค่เพียงแต่รวบผมที่ยาวกลางหลังนั้นด้วยเศษผ้าอย่างเรียบง่าย
นางสำรวจดูร่างกายก็พบว่ายังคงปกติดีที่สำคัญถุงเงินที่นางซ่อนเอาไว้ในหน้าอกก็ยังอยู่ ต้องขอมอบความดีความชอบให้กับเ้าของร่างที่มีพื้นที่โล่งบริเวณหน้าอกมากพอให้ยัดของใส่ได้
หยางน่ายิ้มอ่อนให้กับตัวเองพร้อมใช้มือตบลงบนหน้าอกเบาๆ ด้วยความชื่นชม
ไม่รู้ทำไมพอนางคิดอย่างนั้นจู่ๆ ร่างกายของนางถึงได้รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจแต่ถึงจะเป็อย่างนั้นนางก็เลือกที่จะมองข้ามความรู้สึกนั้นไป แล้วลุกขึ้นจัดแต่งเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เป็ระเบียบเรียบร้อย
แม้ว่าผ้าป่านเนื้อหยาบที่สวมอยู่จะทำให้นางรู้สึกระคายผิวอยู่บ้างทว่าหยางน่าก็รับรู้ถึงสถานการณ์ของตัวเองในเวลานี้ดี ตอนนี้นางจำเป็จะต้องพึ่งพาผู้อื่นไปก่อนส่วนเื่หลังจากนี้คงต้องค่อยๆ คิดหาหนทางไปทีละขั้นตอน
นางก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆมือทั้งสองข้างประสานรวมกันไว้เหนือเอวเล็กน้อย ลาดไหล่เล็กเหยียดตรงสง่าและเชิดหน้าเดินไปอย่างมั่นคงแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ดูเย่อหยิ่งจนเกินไป
หาก้ามอบความประทับใจเมื่อยามแรกเห็นให้กับผู้ใดสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือรอยยิ้มที่จริงใจและท่าทางเป็มิตร
ใบหน้าดวงเล็กประดับรอยยิ้มเล็กน้อยแม้ใบหน้าของสตรีผู้นี้จะไม่ได้งดงามเป็เอกเหมือนเช่นใบหน้าของนางในอดีตทว่าท่วงท่าที่สง่างามและดูเป็ธรรมชาติราวกับออกมาจากภายในนั้นกลับทำให้สองผู้เฒ่านิ่งอึ้งไปในทันตา
พวกเขายังไม่ทันจะได้สติกลับคืนมาก็ได้ยินหญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นมาว่า“น่าน่า ขอบพระคุณท่านลุงและท่านป้าที่ช่วยชีวิตเอาไว้หากไม่ได้พวกท่านข้าคงจะแย่ โปรดรับการคารวะจากน่าน่าด้วย”
หยางน่าโค้งตัวลงอย่างนอบน้อมดังเช่นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดีเส้นผมยาวสลวยเคลื่อนลงมาปิดบังใบหน้าซีกข้างของนางเล็กน้อยก่อนที่นางจะใช้ปลายนิ้วกรีดผ่านช่อผมนั้นและเหน็บมันไว้ที่หลังหูอย่างแช่มช้อยพร้อมกันนี้ก็เหยียดตัวขึ้นมาอย่างสง่างามดังเดิม
พอสองผู้เฒ่าเห็นท่าทางสุภาพนอบน้อมนั่นแล้วก็ถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียวโดยเฉพาะชายวัยกลางคนผู้นั้นถึงกับมองภาพที่สวยงามตรงหน้าจนตาค้างไปแล้ว
นี่ใช่สตรีนางเดียวกับที่พวกเขาช่วยเหลือเมื่อวานจริงๆรึ หากไม่ใช่เพราะนางสวมชุดธรรมดาอยู่เขาคงนึกว่านางเป็องค์หญิงเสียแล้ว
จู่ๆต้าหนิวก็ทำอะไรไม่ถูก เขาลูบหน้าขาตัวเองด้วยความประหม่าไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเกรงใจสตรีผู้นี้ขึ้นมา ก่อนจะผ่านมือเชิญให้นางนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับพวกเขาสองสามีภรรยา“เอ่อ...แม่นางหากเ้าไม่รังเกียจก็นั่งกินข้าวกับพวกเราเถิด”
แน่นอนว่าหยางน่าไม่รังเกียจอยู่แล้วทว่าการอบรมเลี้ยงดูที่สั่งสมมานานหลายปีนั้น ทำให้นางไม่อาจแสดงอาการดีใจจนเกินงามได้เพียงแค่ยิ้มหวานอย่างแ่เบาและนั่งลงด้วยท่วงท่าที่สง่างามทุกระเบียบนิ้วนางประสานมือไว้บนหน้าตักและมองดูชามข้าวที่ว่างเปล่าสลับกับใบหน้าของสองสามีภรรยา
เมื่อนางจูภรรยาของต้าหนิวเห็นว่าหญิงงามตรงหน้าไม่ยอมลงมือสักทีนางจึงเอ่ยด้วยท่าทางใจกว้างว่า “ตักกินเลยไม่ต้องเกรงใจ คิดเสียว่าเป็คนกันเองก็แล้วกันนะ”
หยางน่าชี้มาที่ตัวเองด้วยความมึนงงนางไหนเลยจะเคยตักข้าวกินเอง ในยามปกติมักจะมีนางกำนัลเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเสร็จสรรพนางมีแค่หน้าที่ตักอาหารเข้าปากเท่านั้น
แต่ทว่าโชคดีที่หยางน่าเป็คนปรับตัวเร็วและรักการเรียนรู้นางมองดูบนโต๊ะอาหารไม่นานก็เจอหม้อที่ถูกไฟเผามานานจนกลายเป็สีดำหยางน่าคิดว่ามันคงจะต้องเป็หม้อใส่ข้าวอย่างแน่นอนก่อนจะเปิดออกและพบว่าภายในเป็ข้าวหุงที่ผ่านร่องรอยการตักมาแล้วทั้งยังหลงเหลือคราบน้ำมันติดอยู่บนข้าวเป็บางส่วน
หยางน่ายิ้มอย่างกระอักกระอ่วนสลับกับมองดูสองสามีภรรยาทั้งสองที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยที่มุมปากของทั้งคู่มีคราบมันติดอยู่ นางไม่อยากจินตนาการเลยว่าคราบมันที่ติดอยู่บนข้าวนั้นใช่คราบมันเดียวกับที่มุมปากของพวกเขาหรือเปล่า
มันถูกตักไปก่อนที่พวกเขาจะลงมือกินอาหารหรือว่าถูกตักไปหลังจากที่พวกเขากินอาหารไปแล้วกันนะ
หยางน่ามองหาของบางอย่างทว่าหาอยู่นานก็ไม่มีนางจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า “เอ่อ...ท่านลุง ท่านป้า ไม่มีช้อนกลางหรือเ้าคะแล้วจะตักข้าวอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำถามนี้สองสามีภรรยาก็มองหน้ากันด้วยความงุนงงก่อนที่ฝ่ายสามีจะยิ้มออกมาและเป็ฝ่ายแก้ไขสถานการณ์ให้เอง
“ไอ้หยา พวกข้าลืมไปเสียสนิทเลยว่าเ้าไม่มีช้อน มาเถอะ เดี๋ยวข้าตักให้เ้าเอง”
พอพูดจบแล้วต้าหนิวก็แลบลิ้นเลียช้อนของตัวเองจนสะอาดแล้วจ้วงแทงลงไปยังข้าวสีขาวเรียงตัวเป็เม็ดสวยงามนั้น ก่อนจะควักออกมาก้อนใหญ่แล้ววางลงในชามของหญิงสาวพลางฉีกยิ้มให้อย่างเป็มิตรและผายมือสื่อความนัยว่าให้นางกินได้เลย
แต่แล้วเมื่อเห็นว่าในชามของหญิงสาวไม่มีช้อนอยู่เขาจึงได้เดินไปหยิบตะเกียบที่วางเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะด้านหลังมาเป่าเพื่อไล่ฝุ่นเล็กน้อยก่อนจะยื่นให้หญิงสาวอีกครั้ง
“เสร็จเรียบร้อย แม่นางรีบกินเถอะ อย่าได้เกรงใจเลย”
หยางน่าฝืนยิ้มและรับตะเกียบมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยนางเหลือบมองดูสองสามีภรรยาที่นั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแวบหนึ่งทว่าภาพที่ชายวัยกลางคนผู้นั้นใช้ปากเป่าตะเกียบให้กับนางเมื่อสักครู่ยังคงติดตาไม่จางหายไปไหน
ยามนี้เขากำลังหยิบช้อนที่เพิ่งจะตักข้าวให้นางใส่เข้าปากไปแล้วใช้ฟันสีเหลืองขุ่นขูดเศษข้าวที่ติดอยู่บนปลายช้อน ก่อนจะจุ่มลงไปตักน้ำแกงใส่ในชามและยกซดเสียงดัง
ซู้ด~~~~~
“อา ชื่นใจจริงๆ น้ำแกงที่เมียข้าทำอร่อยที่สุด” ต้าหนิวซูดน้ำแกงลงไปคำใหญ่ก่อนจะเรอออกมาเสียงดัง
ฉับพลันนั้นหยางน่าก็เกิดอาการอยากสำรอกน้ำแกงเมื่อคืนวานออกมาแล้วแต่เมื่อนึกถึงท่าทางมีน้ำใจของสองสามีภรรยา นางก็จำเป็ต้องปล่อยวางเื่ความสะอาดและมารยาทบนโต๊ะอาหารลง
ยามนี้นางเป็เพียงแค่ผู้อาศัยชั่วคราวไม่อาจทำกิริยาเสียมารยาทต่อหน้าเ้าของบ้านได้ดังนั้นนางจึงแอบนำตะเกียบลงไปเช็ดกับกระโปรงอยู่ใต้โต๊ะเมื่อสังเกตสองสามีภรรยาคู่นี้อยู่สักพักก็พบว่าพวกเขาแทบจะไม่สนใจอาหารจากผักเลยน้อยครั้งนักที่จะใช้ตะเกียบหยิบมัน นางจึงไม่รอช้าและใช้ตะเกียบคีบผักเ่าั้ใส่ปากทันทีก่อนจะแคะเอาข้าวส่วนข้างในที่คาดว่าน่าจะปลอดภัยจากเศษน้ำลายของตาเฒ่าขึ้นมากิน
เมื่อสองสามีภรรยาเห็นหญิงสาวตรงหน้าเอาแต่กินจานผักก็อดเห็นอย่างเห็นพ้องต้องกันไม่ได้ว่า“ที่แท้แม่นางผู้นี้ก็ชอบกินผักนี่เอง”
หยางน่าพยักหน้าไปตามน้ำและภาวนาให้อาหารมื้อนี้ผ่านไปโดยเร็ว
หลังจากที่ผ่านมื้ออาหารที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไปได้สักพักฮูหยินหลิวจึงได้เอ่ยถามไปว่า “แม่นางเ้ามาจากที่ใดรึ เหตุใดถึงมาหลงทางอยู่แถวนี้ได้”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นหยางน่าจึงเอ่ยพร้อมทั้งปาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาราวกับสั่งได้ “ครอบครัวของข้าตั้งใจเดินทางไปเมืองหลวงแต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าระหว่างทางขบวนของพวกเรากลับถูกโจรป่าดักซุ่มโจมตีมีเพียงข้าที่รอดชีวิตมาได้ ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร พวกมันมีกันเยอะมากข้าก็เลยวิ่งหนีจนได้มาเจอคนที่จิตใจดีอย่างพวกท่าน นับว่า์เมตตายิ่งนัก”
‘แหวะ’
เสียงสำรอกของสตรีที่ดังขึ้นมาอย่างไม่ทราบที่มาทำให้หยางน่าหยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตวัดหางตามองไปยังภรรยาของเ้าของบ้านทันที “ท่านคิดว่ามันเป็เื่ตลกอย่างนั้นรึครอบครัวของข้าเพิ่งประสบเคราะห์ร้ายถูกโจรป่าปล้นมา เหลือเพียงข้าตัวคนเดียว ข้า...”
“เดี๋ยวก่อนแม่นาง นี่มันน่าเศร้าจะตายไป แล้วข้าจะคิดว่ามันเป็เื่ตลกได้อย่างไร”ภรรยาเ้าของบ้านรู้สึกใเล็กน้อยที่หญิงสาวถามเช่นนั้นทั้งที่นางยังไม่ทันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำไปออกจะนึกสงสารในเื่ราวที่อีกฝ่ายได้เผชิญมาเสียอีก
“ก็เมื่อครู่นี้ท่านแหวะใส่ข้า” หยางน่าเอ่ยออกมาด้วยความงุนงงเมื่อครู่นี้นางได้ยินไม่ผิดแน่มันคือเสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้นข้างหูของนางแต่พอเห็นสีหน้าที่งุนงงของอีกฝ่ายจู่ๆ หยางน่าก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วบางทีเมื่อครู่นี้นางอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้...
“ข้าเปล่านะ ตาเฒ่าเมื่อครู่นี้เ้าทำใช่หรือเปล่า” นางจูรีบสะกิดแขนสามีทันที
“ข้ายังไม่ทันพูดอะไรเลย” ต้าหนิวรีบโบกมือปฏิเสธทันพลัน
ท่าทางของทั้งคู่ดูไม่เหมือนคนโกหกเลยสักนิดบางทีนางอาจจะหูแว่วไปเองจริงๆ ก็ได้
พอนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองเผลอทำตัวเสียมารยาทกับทั้งสองไปจึงได้เอ่ยขอโทษอีกฝ่ายไป “ขออภัยเ้าค่ะ อาจเป็เพราะข้าเพิ่งจะพบเจอเื่ะเืใจมาก็เลยหูแว่วไป…”
นางหยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแสดงสีหน้าที่ดูลำบากใจยิ่งนักพอฮูหยินหลิวเห็นเช่นนั้นก็นึกสงสารขึ้นมาและเอ่ยว่า “แม่นาง หากเ้ามีเื่ลำบากใจอะไรบอกข้าได้นะพวกข้ายินดีช่วยเหลือเ้า”
หยางน่าช้อนตามองฮูหยินหลิวด้วยความลังเลใจแต่ในที่สุดนางก็เอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่เกรงอกเกรงใจยิ่งนัก “คือว่า...ท่านป้ายามนี้ข้าไม่มีที่ไปท่านจะรังเกียจไหมหากว่าข้าขออาศัยอยู่กับท่านสักระยะจนกว่าข้าจะคิดหาวิธีได้...”
“ไอ้หยา...เื่นี้” นางหลิวมีสีหน้าที่ดูลำบากใจอย่างชัดเจนพวกนางเป็เพียงครอบครัวเกษตรกรทั่วไปในบ้านมีเสบียงเหลืออยู่แค่เพียงไม่มาก ถ้าจะให้เลี้ยงดูคนนอกย่อมถือเป็เื่ที่สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์แต่ถ้าเป็คนในครอบครัวเดียวกันก็ว่าไปอย่าง
เอ๊ะครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นรึ...
เพียงพริบตาเดียวนางหลิวก็มองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เปล่งประกายก่อนจะเอ่ยถามให้แน่ชัดอีกครั้งว่า “เ้าบอกว่าเ้าตัวคนเดียว ไร้ที่ไปรวมถึงไม่มีญาติพี่น้องหลงเหลือแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ” หยางน่าพยักหน้าอย่างเศร้าสร้อยทว่ากลับลอบยินดีอยู่ในใจ เป็อย่างที่คาดการณ์เอาไว้จริงๆสองสามีภรรยาคู่นี้ขี้สงสาร จึงไม่แปลกที่จะตกหลุมพรางสาวงามชะตาอาภัพอย่างน้อยในระหว่างนี้นางก็ไม่ต้องกลุ้มใจเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยนางจะใช้โอกาสนี้ในการหาวิธีนำพาิญญาเดิมกลับคืนสู่ร่าง