เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดยามเช้าส่องผ่านใบหลิวที่โต้แต้ไปตามสายลม ทำให้เงาไผ่เต้นระบำอย่างนุ่มนวลบนพื้นหินในสวนหลังจวน หลินฮวาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกกังวลที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ คืนที่ผ่านมาเธอแทบจะหลับไม่ลง ใจคิดไปคิดมาเกี่ยวกับข้อเสนอของท่านลุงิ ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความหวังที่จะช่วยครอบครัวและความกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อแสงแรกของวันใหม่เริ่มส่องเข้ามาในห้อง หลินฮวาได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ เป็จังหวะที่คุ้นเคย เธอรู้ทันทีว่าเป็ท่านลุงิ เสียงเคาะนั้นไม่เร่งรีบเหมือนเสียงของคนรับใช้ แต่กลับมีความสุภาพและอดทนราวกับเขาเข้าใจดีว่าเธอ้าเวลาในการเตรียมตัว
"หลินฮวา ถึงเวลาแล้ว" เสียงของท่านลุงิดังขึ้นจากด้านนอกประตู นุ่มนวลแต่มั่นคง "ข้าจะรอเ้าที่สวนหลัง"
หลินฮวาลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ เธอเดินไปที่กระจกเงาเก่าที่มีกรอบไม้แกะสลักลวดลายประณีต มองดูใบหน้าของตนเองที่ยังคงซีดเซียวจากความเครียด ผิวพรรณที่ผุดผ่องตามธรรมชาติของเธอดูจางลงเล็กน้อย แต่ความงามที่เป็เอกลักษณ์ยังคงปรากฏชัดเจน ดวงตาที่เป็ประกายเหมือนดวงดาวยามค่ำคืน ใบหน้าที่มีรูปไข่สมส่วน และริมฝีปากที่อ่อนหวานราวกับกลีบดอกไผ่
เธอใช้เวลาพอสมควรในการแต่งตัว เลือกชุดกุลสตรีสีฟ้าอ่อนที่เป็สีโปรดของเธอ ผ้าไหมเนื้อละเอียดที่ไหลระบายอย่างงดงาม แม้ว่าจะไม่ใช่ชุดที่หรูหราที่สุดในตู้เสื้อผ้าของเธอ แต่ก็เป็ชุดที่ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจและสง่างามที่สุด เธอหวีผมยาวสีดำให้เรียบร้อย แล้วมัดเป็มวยผมแบบเรียบง่ายที่เหมาะสมกับกุลสตรีผู้ดี
ขณะที่เดินผ่านห้องรับแขกเพื่อไปยังสวนหลัง หลินฮวาได้เห็นบิดาของเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่า กำลังอ่านหนังสือด้วยสีหน้าเครียดขรึม กองเอกสารที่เกี่ยวกับหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ วางเรียงรายอยู่ข้างๆ ใบหน้าของหลินต้าเหรินดูแก่ไปกว่าอายุจริง เส้นผมหงอกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และรอยย่นที่ลึกขึ้นรอบดวงตาเล่าให้ฟังถึงความกังวลที่สั่งสมมาเป็เวลานาน
หลินฮวารู้สึกเจ็บใจทุกครั้งที่เห็นบิดาในสภาพเช่นนี้ เธอจำได้ว่าในอดีต บิดาของเธอเคยเป็คนที่มีรอยยิ้มสดใส มีเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วจวน แต่ตอนนี้ความยิ้มแย้มแจ่มใสเ่าั้ได้หายไปแล้ว เหลือไว้เพียงความเครียดและความกังวลที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เมื่อมาถึงสวนหลัง หลินฮวาพบท่านลุงิยืนรออยู่ใต้ต้นไผ่ใหญ่ เขาแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มที่ดูเก่าแก่แต่สะอาด ผมยาวสีดำปนเงินถูกมัดเป็มวยผมแบบศิลปิน ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายและมีรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้หลินฮวารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย
"หลินฮวา เ้ามาแล้ว" ท่านลุงิทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "เ้าดูงดงามมากในชุดนี้ สีฟ้าอ่อนทำให้ผิวพรรณของเ้าดูผุดผ่องยิ่งขึ้น"
หลินฮวาโค้งคำนับอย่างสุภาพ "ขอบคุณท่านลุงิสำหรับคำชม"
"มาเถอะ ข้าจะพาเ้าไปยังห้องทำงานของข้า" ท่านลุงิเอ่ยขึ้นพลางเดินนำหน้า "ที่นั่นจะเป็สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับงานศิลปะของเรา"
หลินฮวาเดินตามท่านลุงิไปยังห้องทำงานลับของเขาที่อยู่ส่วนท้ายของจวน ระหว่างทางเธอสังเกตเห็นว่าท่านลุงิเดินด้วยท่าทางมั่นใจและมีจุดหมาย แตกต่างจากท่าทางเซื่องซึมที่เธอเคยเห็นเมื่อเขาดื่มสุราหรือจมอยู่กับงานศิลปะ วันนี้เขาดูตื่นตัวและกระตือรือร้นเป็พิเศษ
เมื่อเปิดประตูห้องทำงาน กลิ่นสีน้ำมัน กลิ่นกำยาน และกลิ่นดินสอพองคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของห้องที่ไม่ได้เปิดรับแสงแดดมากนัก กลิ่นเหล่านี้ทำให้หลินฮวารู้สึกแปลกใหม่และตื่นเต้นไปในเวลาเดียวกัน มันเป็กลิ่นของศิลปะ ของความคิดสร้างสรรค์ และของความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในห้องแห่งนี้
ผนังห้องเต็มไปด้วยภาพวาดที่ดูแปลกตา บางภาพเป็ภาพทิวทัศน์ที่งดงามจับใจ เช่น ภาพูเาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกยามเช้า ภาพสายน้ำที่ไหลเซาะผ่านป่าไผ่ และภาพดวงจันทร์ที่ส่องแสงลงมายังดอกบัวในสระน้ำ บางภาพเป็ภาพบุคคลที่ดูมีชีวิตชีวา ใบหน้าของผู้คนที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก แต่บางภาพกลับเป็ภาพเปลือยของสตรีที่ถูกปกปิดด้วยผ้าบางเบา ท่าทางของพวกเธอดูเซ็กซี่และเย้ายวนใจ ทำให้หลินฮวารู้สึกประหม่าและอึดอัดใจั้แ่ก้าวแรกที่เข้ามาในห้อง
เธอพยายามไม่มองไปที่ภาพเ่าั้ แต่สายตาของเธอกลับถูกดึงดูดไปโดยไม่รู้ตัว ภาพเ่าั้วาดด้วยฝีมือที่ประณีตและมีความงดงาม แม้ว่าจะเป็ภาพที่ไม่เหมาะสมสำหรับกุลสตรีอย่างเธอ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันมีความงามในแบบของมันเอง
ท่านลุงิสังเกตเห็นความประหม่าของหลินฮวา เขาเดินไปปิดภาพบางภาพด้วยผ้าขาว แล้วหันมายิ้มให้เธออย่างเข้าใจ
"ขออภัยที่ทำให้เ้าต้องเห็นภาพเ่าั้" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงขออภัย "นั่นเป็งานที่ข้าทำไว้สำหรับลูกค้าพิเศษ แต่งานของเ้าจะแตกต่างออกไป จะเป็งานศิลปะที่สูงส่งและมีเกียรติ"
ท่านลุงิจัดเตรียมผ้าใบขนาดใหญ่และอุปกรณ์วาดภาพไว้พร้อม พู่กันหลากหลายขนาดเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้เก่า ข้างๆ มีจานสีที่ผสมเตรียมไว้แล้ว สีต่างๆ ดูสดใสและมีชีวิตชีวา เขาหันมามองหลินฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น
"หลินฮวา เ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก" ท่านลุงิกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและให้กำลังใจ "ข้าจะวาดภาพที่งดงามที่สุดของเ้าออกมา ภาพที่จะแสดงถึงความบริสุทธิ์และความงามที่เป็ธรรมชาติของเ้า"
หลินฮวาพยักหน้าเบาๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความประหม่า เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความกลัวและความตื่นเต้นทำให้เธอรู้สึกวุ่นวายใจ แต่เมื่อนึกถึงครอบครัวที่กำลังประสบปัญหา เธอก็รวบรวมความกล้าหาญขึ้นมาได้
"เ้าช่วยนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น แล้วจัดท่าทางให้ดูสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้" ท่านลุงิเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปที่เก้าอี้ไม้แกะสลักที่วางอยู่ใกล้หน้าต่าง
เก้าอี้ตัวนั้นดูโบราณและมีคุณค่า แกะสลักด้วยลวดลายดอกโบตั๋นที่ประณีต เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าไหมสีทองอ่อนที่ดูนุ่มนวลและสบาย ตำแหน่งของเก้าอี้ถูกจัดวางให้รับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างเล็กๆ ที่เปิดออกสู่สวนไผ่ด้านหลัง
หลินฮวาเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่ท่านลุงิจัดเตรียมไว้ เธอพยายามจัดท่าทางให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด แต่ก็ยังคงรู้สึกเกร็งและไม่สบายตัว มือของเธอวางบนตักอย่างไม่แน่ใจ ไหล่ของเธอตึงเครียด และใบหน้าของเธอดูเครียดจากความประหม่า
ท่านลุงิสังเกตเห็นความไม่สบายตัวของเธอ เขาเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางอ่อนโยนและเป็มิตร
"หายใจเข้าลึกๆ หลินฮวา" เขาแนะนำด้วยน้ำเสียงสงบ "ลืมไปเสียว่าข้าอยู่ที่นี่ จินตนาการว่าเ้ากำลังนั่งอยู่ในสวนที่เ้าชื่นชอบ ใต้แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่าย"
หลินฮวาพยายามทำตามคำแนะนำ เธอหลับตาลงและจินตนาการถึงสวนดอกไม้ที่เธอเคยไปเล่นตอนเด็ก กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นที่บานเบิก เสียงใสของสายน้ำที่ไหลเซาะ และเสียงนกร้องเพลงบนกิ่งไผ่ ความทรงจำอันแสนหวานเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
"ข้า้าให้เ้าหันหน้าไปทางแสงที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่างเล็กน้อย" ท่านลุงิแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เอียงคอเล็กน้อย... ใช่แล้ว เช่นนั้นแหละ งดงามยิ่งนัก"
แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างทำให้ใบหน้าของหลินฮวาเปล่งประกายอย่างนุ่มนวล ผิวพรรณที่ผุดผ่องของเธอดูราวกับไข่มุกที่ถูกขัดเงา ดวงตาที่เป็ประกายสะท้อนแสงแดดราวกับผลึกใส และเส้นผมสีดำที่เรียบลื่นดูราวกับผ้าไหมที่ถูกแสงส่องผ่าน
ท่านลุงิมองดูหลินฮวาด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง เขาเห็นความงามที่บริสุทธิ์และเป็ธรรมชาติในตัวเธอ ความงามที่ไม่ได้มาจากเครื่องสำอางหรือเครื่องประดับ แต่เป็ความงามที่เกิดจากภายในและแผ่ออกมาสู่ภายนอก
หลินฮวาพยายามทำตามคำแนะนำของท่านลุงิ เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าท่านลุงิยังคงรักษาระยะห่างและเน้นไปที่การจัดท่าทางเพื่อความสมบูรณ์ของภาพวาดเท่านั้น เขาไม่ได้มีท่าทีที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
"วางมือขวาบนแขนเก้าอี้เบาๆ" ท่านลุงิแนะนำต่อ "และมือซ้ายให้วางบนตักอย่างผ่อนคลาย ใช่แล้ว เช่นนั้นแหละ"
หลินฮวาปรับท่าทางตามคำแนะนำ ความเกร็งในตัวเธอค่อยๆ คลายลงเมื่อเธอเริ่มเข้าใจว่าการเป็นางแบบนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันเป็เพียงการนั่งในท่าทางที่สวยงามเพื่อให้ศิลปินได้จับภาพความงามออกมาเป็ผลงานศิลปะ
"หลินฮวา เ้าคงกังวลว่าภาพวาดเหล่านี้จะนำความเสื่อมเสียมาสู่เ้าและตระกูลใช่หรือไม่" ท่านลุงิเอ่ยขึ้นราวกับอ่านใจเธอได้
หลินฮวาพยักหน้าเบาๆ ด้วยสีหน้ากังวล ความกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจเธอถูกเอ่ยออกมา เธอกลัวว่าหากมีใครรู้ว่าเธอมาเป็นางแบบวาดภาพ ชื่อเสียงของเธอและตระกูลจะเสียหาย และจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการแต่งงานของเธอในอนาคต
"ไม่ต้องห่วง" ท่านลุงิกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและให้ความมั่นใจ "ภาพวาดเหล่านี้ ข้าจะนำไปขายในตลาดมืด ซึ่งเป็ที่รู้จักกันดีในหมู่นักสะสมผู้มั่งคั่ง พวกเขาไม่สนใจว่านางแบบเป็ใคร หรือมีที่มาอย่างไร สิ่งที่พวกเขาสนใจคือความงามของศิลปะเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือ ข้าจะรับรองว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางแบบในภาพคือเ้า ชื่อเสียงของเ้าและตระกูลจะยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นเดิม"
คำอธิบายของท่านลุงิทำให้หลินฮวารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เธอเชื่อในคำพูดของท่านลุงิ เพราะเขาก็เป็คนในตระกูล และคงไม่คิดทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเป็แน่ นอกจากนั้น เขายังเป็คนที่มีความรู้และประสบการณ์ในวงการศิลปะ จึงน่าจะรู้วิธีการปกป้องความลับได้เป็อย่างดี
"และด้วยความงามของเ้าในชุดกุลสตรีเช่นนี้ ข้าเชื่อว่าภาพวาดเหล่านี้จะสามารถนำเงินจำนวนมหาศาลมาสู่ตระกูลหลินได้" ท่านลุงิกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "มันจะช่วยให้บิดาของเ้าพ้นจากความกังวลเื่หนี้สิน และน้องชายของเ้าก็จะได้เรียนหนังสือต่อไปจนสำเร็จ"
คำพูดเหล่านี้แทงตรงจุดอ่อนของหลินฮวา เธอนึกถึงใบหน้าของบิดาที่เต็มไปด้วยความเครียดทุกเช้า นึกถึงมารดาที่ต้องทำงานบ้านด้วยตนเองแทนที่จะมีคนรับใช้ช่วยเหลือเหมือนในอดีต และนึกถึงน้องชายที่กำลังเรียนหนังสืออย่างขยันขันแข็งเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูล
หลินฮวาหลับตาลง เธอคิดถึงใบหน้าของบิดามารดาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ และใบหน้าของน้องชายผู้เป็ความหวังของตระกูล ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกกลบฝังด้วยความจำเป็ที่บีบคั้น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อครอบครัว แม้ว่าจะต้องเสียสละความสบายใจและความมั่นใจของตนเองก็ตาม
"ข้าเข้าใจแล้วท่านลุงิ" หลินฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น "ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว"
ท่านลุงิยิ้มด้วยความพอใจ เขาเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของหลินฮวา และรู้ว่าเธอพร้อมแล้วสำหรับงานนี้
"ดีมาก หลินฮวา" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม "ตอนนี้ข้าจะเริ่มวาดแล้ว เ้าแค่นั่งในท่าทางนี้และพยายามไม่ขยับมากนัก"
ท่านลุงิกลับไปยืนที่หน้าผ้าใบ เขาหยิบพู่กันขนาดกลางขึ้นมา จุ่มลงในสีน้ำตาลอ่อนที่เตรียมไว้ แล้วเริ่มจรดพู่กันลงบนกระดาษ พู่กันแรกถูกแต้มลงไปบนผ้าใบอย่างบรรจง เป็เส้นโค้งที่นุ่มนวลและมีความหมาย
ขณะที่ท่านลุงิเริ่มวาด หลินฮวารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศของห้อง มันเป็เหมือนกับว่าเวลาหยุดนิ่ง และมีเพียงเสียงของพู่กันที่เสียดสีกับผ้าใบเท่านั้นที่ดังขึ้นในความเงียบ เธอรู้สึกถึงสายตาของท่านลุงิที่มองเธออย่างตั้งใจ ศึกษาทุกรายละเอียดของใบหน้าและท่าทางของเธอ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ หลินฮวาเริ่มรู้สึกเมื่อยล้าจากการนั่งในท่าทางเดียวกันเป็เวลานาน แต่เธอก็พยายามอดทนและไม่ขยับตัว เธอรู้ว่านี่เป็งานที่สำคัญ และเธอต้องทำให้ดีที่สุด
ท่านลุงิทำงานด้วยความเข้มข้นและมุ่งมั่น พู่กันในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ เขาจับรายละเอียดทุกส่วนของหลินฮวา ั้แ่เส้นโค้งของใบหน้า ความเป็ประกายของดวงตา ไปจนถึงการตกของผ้าไหมบนตัวเธอ
พู่กันแรกถูกแต้มลงไปบนผ้าใบอย่างบรรจง พร้อมกับความลับที่เริ่มก่อตัวขึ้นในห้องทำงานลับแห่งนี้ ความลับที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของหลินฮวาไปตลอดกาล และเป็จุดเริ่มต้นของเื่ราวที่จะนำพาเธอไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความปรารถนา และโชคชะตาฟ้าที่ไม่อาจคาดเดาได้