์อนธการไม่ใช่การทำให้ทั่วทั้ง์ตกอยู่ในความมืดมิดอนธการ แต่เป็การทำให้ความมืดอนธการที่มีทั้งหมดกลายเป็สรวง์ อย่างแรกคือการเปลี่ยนแปลงใช้ความมืดปกคลุม์ เป็แค่การเปลี่ยนแปลงในระดับเพียงผิวเผินเท่านั้น สิ่งมีชีวิตที่มีพื้นฐานด้านมืดทุกชีวิตล้วนสามารถทำได้ แต่อย่างหลังนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว การเปลี่ยนความมืดของตัวเองให้เป็์นั้นคือการแผ่ขยายอาณาเขตอันเป็เอกเทศของแก่น์อนธการเปลี่ยนแปลงความมืดในตัวและบริเวณรอบให้เป็พื้นที่ของตัวเอง ยิ่งเ้าของอาณาเขตแข็งแกร่ง อนธการมืดมิดโดยรอบย่อมทรงพลัง
สิ่งมีชีวิตใดที่เผลอดวงซวยอยู่ภายในอาณาเขตนี้ล้วนต้องเจอกับพลังกดข่มรุนแรง เรียกได้ว่าแค่คิดบริเวณที่ศัตรูอยู่ย่อมถูกความมืดมิดนี้กดข่มทั้งร่างกายและพลังิญญา คงมีเพียงผู้มีพื้นฐานของแสงที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่พอจะต้านทานได้ ในขณะนี้มิเนอร์วาที่กำลังนั่งหลับตาหันหน้าเข้าหาชั้นหนังสือ ห้วงสมองไตร่ตรองความน่าจะเป็ต่างๆ อนุมานย้อนกลับเหมือนคราวที่แล้วแต่ก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ เพราะแค่ทำครั้งแรกก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทันที
ภายในร่างกายค่อยๆ ปรากฏเงาร่างของไข่หนึ่งใบขึ้นที่ข้างๆ เมล็ดพืชที่พึ่งแทงยอดอ่อนออกมา ไข่ใบนี้มีสีดำจางๆ และกำลังเข้มขึ้นเรื่อยๆ ไข่ทั้งใบกำลังดิ้นขยุกขยิกคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ด้านในกำลังดิ้นรนนำตัวเองออกมาสู่โลกกว้าง ความคิดของมิเนอร์วาไม่ได้ซับซ้อน เพราะวิธีแรกอย่างไรก็ต้องลองฝึกตามสิ่งที่ได้ถูกสั่งสอนมาก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนปัจจัยความน่าจะเป็อื่นๆ และครั้งแรกที่ฝึกก็สำเร็จเลย กระบวนความคิดมีเพียงแค่
'์ไม่อาจกลายเป็อนธการ แต่ความมืดมิดอนธการสามารถกลายเป็์'
การอนุมานง่ายๆ เลยก็คือต้องใช้ความมืดมากเท่าไหร่ถึงจะกลายเป็์ เด็กหนุ่มไม่รู้และไม่คิดสนใจเนื่องจากไม่เคยเห็น์ เช่นนั้นแล้วความดำมืดล่ะ! ต้องดำมืดมากแค่ไหนถึงจะเรียกว่าอนธการที่แท้จริง ในจินตนาการเลยเริ่มตามหาจากจุดนี้ ในความมืดที่ไร้ขอบเขต เบื้องหน้าก็คือความมืดถึงแม้จะไม่รู้ว่ามืดพอไหมแต่ก็เรียกได้ว่ามันคือความมืดมิดก้อนหนึ่ง ด้านในความมืดก้อนนี้มีเพียงความว่างเปล่า ราวกับว่าความมืดนี้ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ไม่อาจมองเห็น ไม่อาจัั แต่ถ้าเพ่งมองให้ดี ภายในความว่างเปล่านั้นกลับปรากฏพลังิญญาจุดสีดำอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เล็กมากๆ หลายจุด พวกมันกำลังเกาะกลุ่มกันกลายเป็ความมืดก้อนนี้ และจุดสีดำเล็กๆ นี้ก็คือความมืดอีกเช่นกัน
เป็อนุภาคพลังสีดำเล็กๆ ที่กำลังเพิ่มจำนวนเกาะกลุ่มกันทีละนิด และเมื่อก้อนความมืดนี้ได้รวมตัวกันจนมีขนาดเท่าไข่ไก่ใบหนึ่ง มันก็ได้หยุดเติบโต โลกภายนอกในเวลานี้ สองราชันย์เทวะตกตะลึงกับภาพตรงหน้าไปนานแล้ว ถ้าเกิดว่าตอนนี้สองราชันย์เทวะยังคงมีร่างกาย อาการตอบสนองคงทำตาโตอ้าปากค้างจนเสียอาการอย่างแน่นอน
"แก่น์อนธการไม่ผิดแน่ ถึงแม้จะยังเป็แค่เศษเสี้ยวก็เถอะ พื้นฐานความมืดก็ก่อตัวสมบูรณ์แล้ว พระเ้าท่านส่งตัวตนแบบไหนลงมาจุติยังโลกมนุษย์กัน?"...ราชันย์ัพึมพำตกตะลึงเสียงเบา
"ชู่ว์...ัเฒ่าศิษย์ของเราเก่งกาจก็ดีแล้ว ไยท่านต้องอิจฉาศิษย์ด้วยเล่า ข้าล่ะผิดหวังที่เคยเคารพนับถือท่านจริงๆ"
แอสคลีเพียสเองก็ใเช่นกัน 2เสี้ยวแก่นที่ปรากฏขึ้นนั้น แปลกประหลาดเกิดกว่าที่มันจะเคยคิดไว้ ตัวมันเองเคยเห็นการสร้างเสี้ยวแก่นของมิเนอร์วาภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมาแล้วกลับตา ถ้าหากว่าจะพัฒนาพื้นฐานไม้ไปในทิศทางอื่น เช่น ไม้ทมิฬหรือพลังที่มีการผสมผสานกันรูปแบบอื่น ตัวมันย่อมไม่แปลกใจนัก โลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตที่ผสานพื้นฐานมากมายนับไม่ถ้วน แต่อย่างมากพวกนั้นก็มีแค่ 1แก่น ต่อให้เป็เหล่าทวยเทพหรือเหล่ามารปีศาจก็มีแค่ 1แก่นเท่านั้น มันไม่เคยได้ยินว่ามีตัวตนพิเศษแบบไหนที่มี 2 แก่น แต่ศิษย์ของมันเวลานี้กลับต่างออกไป
ปรากฏ 2 เสี้ยวแก่นอยู่ภายในร่าง อีกทั้งพื้นฐานทั้งสองก็มั่นคงแล้วอย่างแน่นอน ถึงตัวมันจะััไม่ได้ว่าสิ่งนั้นคือแก่นของอะไร แต่ด้วยการที่ย้ายจิตผูกร่างจึงมั่นใจเป็อย่างมาก ว่านั่นคือเสี้ยวแก่นที่ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลัง และในครั้งนี้เนื่องจากเคยผ่านเหตุการณ์ตกตะลึงในลักษณะเดียวกันมาก่อน มันจึงใช้เวลาเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นในการดึงสติตัวเองกลับมา เอ่ยจุ๊ปากตำหนิให้อีฟริท ัเฒ่ารำพันทันทีอย่างบื้อใบ้
"อา... หรือที่แท้พื้นฐานของเขาคือสิ่งอื่น สิ่งที่สามารถรวบรวมเสี้ยวแก่นมากมายให้กลายเป็แก่น? นั่นก็มีความเป็ไปได้ แต่ก็จะตัดความเป็ไปได้อื่นๆ ออกไปไม่ได้ ต้องค่อยๆ ให้เขาค้นหาทางเดินของตนเองความรู้สึกเช่นนี้ช่างเหมือนกันกับ์อนธการของข้า ทุกสิ่งเหมือนกันหมดแตกต่างกันแค่เพียงจุดเดียวนั่นคือพลังแห่งโชคชะตาที่หายไป!"
ราชันย์ัอุทานออกมาเบาๆ ราวกันตนได้เจอัร่วมเผ่าตนอื่น พลังที่คุ้นเคยนี้ยิ่งส่งผลให้มันมองว่ามิเนอร์วาคือครอบครัวที่แท้จริง น้ำเสียงที่ใช้พูดคุยก็ราวกับตาสอนหลาน มีความเมตตาเอ็นดูอยู่หลายส่วน
"ข้าเดาว่าบนโลกอันกว้างใหญ่นี้ คงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ตระหนักรู้แก่นของ์อนธการได้ เพราะข้าไม่เคยได้ยินว่าพวกท่านปล่อยให้กฎที่เป็เอกลักษณ์พิเศษเช่นนี้อยู่ข้างนอกเผ่า และผู้ที่ฝึกได้ก็มีเพียงเหล่าทายาทของจักรพรรดิัเทพ์อนธการเท่านั้น ว่าแต่ในเมื่อไม่ใช่ทายาทแต่ทำไมเขาถึงตามหามันเจอล่ะ หรือนี่เกี่ยวข้องกับมหาโชคลาภอำนวยพร?"
แอสคลีเพียสวิเคราะห์เสียงเบากลัวว่าการพูดคุยระหว่างทั้งสองจะไปรบกวนสมาธิของเด็กหนุ่ม แต่ถึงรบกวนตอนนี้ก็ไม่อันตรายแล้วเพราะพื้นฐานได้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วมีเพียงแค่ประคองพื้นฐานไว้และรวบรวมส่วนที่เหลือเข้าด้วยกันก็เป็อันเสร็จสิ้นกระบวนการ
"ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานนับไม่ถ้วนที่ผ่านมาของเผ่าั์อนธการคงมีเพียงข้าคนเดียว ที่ตายเพราะอุบายเล่ห์เหลี่ยมจากพวกชั่วช้าเ่าั้ และก็คงมีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่รับศิษย์เป็มนุษย์ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกเราเหล่าั์อนธการล้วนไม่แยแสกับสิ่งใด มีเพียงใช้ชีวิตตามใจ ไม่ปรารถนาทำร้ายสิ่งมีชีวิตใด รับโองการจากองค์เหนือหัวเพียงผู้เดียวเท่านั้น และแน่นอนถ้าสิ่งมีชีวิตใดบังอาจมุ่งร้ายเผ่าพันธุ์ของข้า พวกข้าล้วนมอบของขวัญตอบแทนให้ทุกครั้ง ในส่วนของมหาโชคลาภอำนวยพรนั้นพลังระดับข้า อย่างมากก็เชื้อเชิญให้พวกท่านมอบพรได้แค่ 3 ครั้ง"
"ตัวข้าค่อนข้างมั่นใจเมื่อครั้งนั้น ท่านผู้นั้นที่จำต้องมาให้พรค่อนข้างรำคาญอยู่บ้างจึงบิดผันโชคชะตาเพียงเล็กน้อยให้มิเนอร์วาร่างกายเสียหลักพุ่งไปทิศทางนั้น เ้าก็รู้ถ้ากะอีแค่การใช้ััิญญาเพียงเล็กน้อยทำให้มนุษย์ธรรมดาสะดุดเซนั้นย่อมไม่น่าว่าเป็อะไรได้ มีเพียงแค่ต้องเสียอายุขัยในจำนวนที่เหมาะสมเป็การแลกเปลี่ยนที่ทำให้'ท่าน' เ่าั้ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทางโลก แต่อาจจะเพราะพวกท่านถูกใจในตัวมิเนอร์วาแต้มถึงออกมาเป็ 6 ซึ่งนี่ก็คือครั้งแรกที่มีผู้ทอยได้ 6 แต้มหลังจากข้าถูกผนึกลงในลูกเต๋ากำหนดชะตา"
แอสคลีเพียสที่ได้ฟังพลันกระจ่างแจ้งในทันที นี่ถ้าหากราชันย์ัตรงหน้าไม่เล่าออกมาตนก็ไม่มีวันรู้ความลับเื้ันี้ ที่แท้การได้เป็อาจารย์ร่วมกันก็ส่งผลดีต่อตัวมันเองไม่น้อย
"ในส่วนของการที่มิเนอร์วาสามารถตามหาแก่นของ์อนธการเจอ ข้าเดาว่าคงเป็เพราะนี่อาจจะเป็ไปได้ว่า ถ้ามีสิ่งมีชีวิตชนิดใดสามารถตระหนักได้ถึงแก่นที่ปราศจากโชคชะตาของผู้พิทักษ์โชคชะตาแห่งทิศต่างๆ ก็น่าจะสามารถใช้พลังที่เหมือนกันได้ และยังมีอีกความหมายหนึ่งนั่นก็คือสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเป็ผู้ค้นพบเส้นทางเป็ผู้แรกและจะไม่มีใครสามารถมีพลังเหมือนกันได้อีก แม้แต่ต้นกำเนิดของเผ่าั์อนธการก็ไม่สามารถมีแก่นที่เหมือนมิเนอร์วาได้ ยังไงๆ ก็ต้องมีพลังแห่งทิศโชคชะตาผสมอยู่ไม่มากก็น้อย"
สิ้นเสียงราชันย์ั มิเนอร์วาค่อยๆ ลืมตาขี้นอย่างช้าๆ พลังิญญาเริ่มแผ่กระจายออก ความมืดมิดบีบคั้นจับตัวจากจุดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอยู่ทางด้านหลัง พวกมันเริ่มขยายขนาดเป็เท่าทวีคูณจนกลายเป็ความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่ง เหล่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนี้ และรอบบริเวณ200เมตรรอบตัวที่กำลังนอนหลับฝันดีไม่รู้ตัว พวกมันเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ราวกับสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนตามธรรมชาติของผู้ที่กำลังจะหวาดกลัว ฝันร้ายแห่งความมืดมิดกลืนกินแสงรอบตัวไปทีละน้อยจนปกคลุมทุกสิ่งในระยะ
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดพลันตระหนักได้ว่า สิ่งผิดปกติที่รู้สึกเมื่อสักครู่ตอนนี้กลายเป็เมือกเหนียวหนืดบีบคั้นร่างกายให้รู้สึกไม่สบายตัว เคลื่อนไหวได้ช้าลงราวกับเวลานั้นยาวนาน ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและหายเป็ปกติภายในพริบตา ทุกชีวิตต่างลืมตาสะดุ้งตื่นใลนลานพร้อมกันทั้งหมดโดยมิได้นัดหมาย ราวกับเมื่อสักครู่คือ ฝันร้ายที่สุดในชีวิตของพวกมันที่ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกัน ผู้คนต่างพากันสะดุ้งตื่นกลัวหายใจหอบ ยังมีงูตัวเล็กดวงตากลมโตไร้พิษสงที่กำลังขดตัวหลับอย่างเหนื่อยหน่าย
นอนขดอยู่บนโพรงไม้ต้นหน้าบ้าน มันสะดุ้งทะลึ่งดีดตัวหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต มันลอยตัวตกจากโพรงต้นไม้สูงอย่างน่าสงสารรีบเลื้อยหนีอย่างไม่คิดชีวิต และไม่แน่ว่าอาจจะไม่กลับมาแถวนี้อีกตลอดชีวิต เสียงแมลงทุกชนิดโดยรอบหยุดส่งเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน
"ท่านอาจารย์ตอนนี้ข้าอยู่ในระดับที่เรียกว่าอะไรหรือขอรับ? และข้าควรทำอย่างไรต่อหลังจากนี้"
มิเนอร์วาอยากรู้เป็อย่างมากเพราะคิดว่าความรู้พื้นฐานของตัวเองยังไม่แน่นมากพอ
"แปลกเกินไป เห็นได้ชัดว่าเ้าทำลายพันธนาการแห่งชีวิตได้แค่ 1 ครั้ง ถึงจะมีเสี้ยวแก่น 2 ส่วน แต่พื้นฐานของทั้งคู่ยังไม่ได้พัฒนามากไปกว่าการคงรูปสมบูรณ์แต่แล้วทำไมถึงมีพลังิญญาหนาแน่นปานนี้กัน?"
แอสคลีเพียส เอ่ยขึ้นอย่างบื้อใบ้และเหตุการณ์ตื่นใก็วนกลับมาพบแก่อาจารย์ทั้งคู่อีกครั้ง
"อืม…ข้าเดาว่าพื้นฐานที่แท้จริงของมิเนอร์วาที่แท้แล้วต้องใช้การสะสมพลัง เพราะตัวเขาตามหาแก่นพบก่อนพื้นฐานจึงต้องเก็บสะสมพัฒนาให้พื้นฐานทั้งหลายที่มีในแก่นรวมตัวกลายเป็แก่นที่สมบูรณ์และคงจะทะลวงเป็ระดับเป็ครึ่งเทพในทันทีคราวเดียว โดยแลกมากับการกลายเป็ผู้วิเศษไปตลอดกาลหรือจนกว่าจะสามารถกลายเป็เหนืุ์ได้"
อีฟริทเอ่ยคาดเดา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง ก็น่าจะเรียกได้ว่ามิเนอร์วาค่อนข้างเสียเปรียบในบางแง่มุม แต่ก็เรียกได้ว่าส่วนใหญ่ล้วนพิเศษกว่าผู้อื่นที่อยู่ในระดับเดียวกัน สิ่งมีชีวิตสามัญเช่นมนุษย์หรือออร์คธรรมดาล้วนมีไม่มีพลังิญญาที่แข็งแกร่ง อาศัยเพียงแค่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและลางสังหรณ์ในการปกป้องทุกสิ่งรอบตัว แต่กับตัวตนระดับผู้วิเศษแล้วไม่ใช่ ในระยะโดยรอบตัวนั้นคืออาณาเขตที่พวกมันสามารถจับสังเกตได้ราวกับมีดวงตาอยู่รอบตัว
เมื่อพัฒนาพลังชีวิตไปจนถึงขีดสุดของระดับขั้น ย่อมพร้อมทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตชั้นต่อไปกลายเป็ผู้วิเศษชั้นสูง ที่มีระยะการแผ่พลังิญญาได้มากกว่าเดิม เมื่อพัฒนาไปอีก่ระดับนั่นคือการที่ขอบเขตของเหนืุ์จะสามารถพัฒนาพลังของผู้วิเศษชั้นสูงให้ไปถึงระดับสุดยอดของ่ชั้นเปลี่ยนระดับขั้นพลังชีวิต เตรียมความพร้อมให้ก้าวเข้าสู่การเป็ครึ่งเทพหรือก็คือผู้คุมกฎในที่สุดนั่นเอง
และขีดจำกัดของครึ่งคนครึ่งเทพนี้ยิ่งกว้างใหญ่เป็อย่างมาก มีเพียงทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตครั้งที่ 5 ลงและกลายเป็เทพเพียงเท่านั้น ถึงจะสามารถมีััที่เหนือขีดจำกัดที่สิ่งมีชีวิตสามัญเฉกเช่นมนุษย์จะสามารถทำได้ ขณะนี้ทั้งสองต่างคนต่างก็กำลังคิดถึงความเป็ไปได้ของแต่ละคน และการไขข้อสงสัยนั้นคือหน้าที่ของอาจารย์
"ข้าคิดว่าเ้าสามารถใช้พลังในขอบเขตของพิษพิสดารและในขณะเดียวกันก็สามารถใช้พลังของ์อนธการได้อีกเช่นกัน ส่วนระดับขั้นต่อไปนั้นข้าเดาว่าเ้าต้องสามารถสะสมพลังิญญาให้หนาแน่นมากพอ ถึงจะสามารถทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตครั้งที่2 3 และ 4 รวดเดียวได้ ถึงแม้จะต้องแลกมากับระยะเวลาพัฒนาที่ยากลำบากแต่ในขณะหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนในระดับเดียวกับเ้าย่อมไม่สามารถสยบตัวเ้าได้ จะเรียกว่ามีแต่ปริมาณ ไม่มีคุณภาพก็ไม่ผิดนัก เพราะตัวเ้าถึงแม้จะไม่ถูกสยบแต่คิดจะสยบผู้อื่น ก็ยังคงเรียกได้ว่ายังอ่อนแอเกินไปเพราะความล้ำลึกของคุณภาพมีไม่มากพอ"
ราชันย์ัเอ่ยตอบด้วยประสบการณ์ที่มากมาย ถึงแม้แอสคลีเพียสจะอดรู้สึกหงุดหงิดกับการพูดจาตรงไปตรงมาของัเฒ่าในหลายๆ ครั้งไม่ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ความจริง ชีวิตต้องหัดก้มหน้ายอมรับความจริงซะบ้างถึงจะได้เติบใหญ่ และก็ยังไม่แน่ว่าสิ่งที่อีฟริทเอ่ยออกมาทั้งหมดจะเป็ความจริง เพราะมีเพียงเ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองถือครองพลังอำนาจอะไรอยู่ ในกรณีนี้มิเนอร์วาก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นพิเศษอย่างไร เ้าตัวยังไม่รู้ แล้วผู้ใดจะรู้กัน? ความเป็ไปได้อื่นๆ ยังคงมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน
"ท่านอาจารย์แล้วแบบนี้ข้าจะไม่ตกอยู่อันตราย ยังสามารถรักษาชีวิตตัวเองให้รอดปลอดภัยได้ใช่หรือไม่?"
มิเนอร์วาเริ่มทำตัวไม่ถูกคิดว่าตัวเองต้องมีบางสิ่งผิดปกติเป็แน่ เพราะเด็กหนุ่มพอจะััได้อย่างเลือนรางจากท่าทีของอาจารย์ทั้ง 2 ของตน
"อันตรายอันใดกันจะกล้ามาทำร้ายศิษย์ข้าเทวะัผู้ยิ่งใหญ่ ต่อให้ไม่นับ์อนธการที่เ้าสามารถใช้เอาชีวิตรอดได้จากสิ่งมีชีวิตปกติ แม้แต่เหล่าิญญาภูตผีทั้งหลายก็ไม่กล้ายุ่งกับเ้า แค่พลังของเ้าเด็กนั่นก็เพียงพอแล้ว เ้าก็รู้ไม่ใช่รึยังไงว่ามันเป็แพทย์เทวะ ถึงมันจะเก่งไม่มากเท่าข้าแต่ก็ไม่ได้อ่อนแอ จนถึงขนาดที่ไม่สามารถปกป้องชีวิตของศิษย์ตัวเองจากเหล่ามนุษย์โสมมพวกนั้นได้ เ้าคงยังไม่เคยเห็นมันดึงิญญาคนเป็กลับมาจากโลกเบื้องล่าง ไม่ต้องกังวลหรอก"
เสียงหัวเราะอารมณ์ดีที่หาได้ยากดังขึ้น แม้แต่แอสคลีเพียสก็ยังอดแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ ัเฒ่าผู้เ็าหัวเราะชอบใจอารมณ์ดีแบบนี้ แม้แต่ตัวตนโบราณบางทีก็มีมุมอ่อนโยนแบบนี้เช่นกัน นี่คือสิ่งที่แอสคลีเพียสกำลังคิดในใจ
"หึ! ศิษย์ข้าหลังจากเ้าศึกษาตำราพืชแห่งเพลิออนเล่มนั้นจนขึ้นใจแล้ว ข้าจะสอนเล่มที่เหนือกว่านั้นให้อีก มีเพียงเล่มสุดท้ายเท่านั้นที่เ้าต้องไปเรียนที่มหาวิหารบนเกาะเพลิออนเพียงเท่านั้น เพราะการจะเรียนได้เ้าต้องตระหนักรู้จากมันด้วยตัวเองเท่านั้น แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถพูดหรือจำลองภาพให้เ้าดูได้"
"แม้แต่เผ่าพันธุ์โบราณหากถูกพิษจากพิษพิสดาร ก็ยังต้องร้องทรมานอย่างเ็ป นับประสาอะไรกับมนุษย์ธรรมดา ข้าเสียอีกที่ยังอดเป็ห่วงศัตรูของครอบครัวเ้าไม่ได้ ต้องดวงซวยหรือทำกรรมไว้มากขนาดไหนกัน ถึงได้มาตั้งตัวเป็ศัตรูกับเ้าผู้มีเทพเป็อาจารย์"
มิเนอร์วาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าตนช่างโชคดี ได้พบเจอเทพที่ใจดีมีเมตตาถึงเพียงนี้ไม่ได้กราบแค่ 1 แต่กราบเป็ศิษย์ไปถึง 2 หลังจากได้ลองใช้์อนธการดู เด็กหนุ่มพบว่าภายในความมืดของตนนั้นถ้าควบคุมได้จนเชี่ยวชาญสิ่งมีชีวิตปกติยากจะดิ้นรนขัดขืน หรือแม้แต่ิญญาที่ตายไปแล้วทั้งหลาย ์อนธการก็น่าจะสามารถสยบลงได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าน้อยมากผีสักตัวยังไม่เคยเห็น เลยทำได้แค่คาดเดา เพราะถึงอย่างไรพื้นฐานความมืดก็มีที่มาจากพลังิญญาอันพิเศษจำเพาะ
จะเรียกว่าพลัง์อนธการที่แท้จริงแล้วก็คือการผสมผสานอย่างลงตัวของพื้นฐานมืดและพื้นฐานิญญาก็ว่าได้ และค่ำคืนแห่งความเสียใจ เจ็บแค้น ตกตะลึง ตื่นใของทุกสิ่งมีชีวิตโดยรอบบ้านหลังนี้ก็ได้ผ่านพ้นไป ก่อนถึงคืนงานเลี้ยงที่จะมาถึง ใน่บ่ายของวันนี้ช่างทำเครื่องประดับที่เคยถูกเรียกมาที่บ้านได้นำตุ้มหูสีเงินปรอทเงางามสะท้อนประกายแสงวิบวับมามอบให้ตามนัดหมาย วัสดุสีเงินเส้นบางขนาดเท่าก้านดอกหญ้าจำนวนมากถักทอเป็ลูกตุ้มทรงเพชรสีเงินอย่างประณีตงดงาม
ด้านในถูกเว้นช่องว่างเป็ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเอาไว้เพื่อใส่ลูกเต๋ากำหนดชะตา แต่เดิมมิเนอร์วาค่อนข้างกังวลว่าช่างทำเครื่องประดับจะสร้างช่องว่างด้านในเล็กเกินไปจนมีขนาดไม่พอดีกับตัวลูกเต๋า แต่เทวะัก็ได้คลี่คลายความกังวลนี้อย่างง่ายดายเป็เพราะว่าตัวของลูกเต๋ากำหนดชะตานั้นสามารถขยายหรือหดตัวได้ตามแต่อีฟริทจะ้าปัญหานี้จึงจบลงได้อย่างราบรื่น
"อาจารย์ข้าจะพกท่านใส่กระเป๋าเสื้อไปในงานเลี้ยงแบบนี้ดีหรือไม่?"...มิเนอร์วาที่ค่อนข้างกังวล กำลังยืนกระสับกระส่ายถามเสียงเบา
"เด็กน้อยเ้าเป็อะไรไป ยังคงกังวลถึงพวกชั่วที่เคยแอบลอบทำร้ายครอบครัวเ้าใช่หรือไม่?"...อีฟริทเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
"อาจารย์ข้าเป็แค่เด็ก เด็กอายุ15ที่ไม่เคยเจาะหู ทำไมท่านไม่บอกให้ช่างทำเครื่องประดับสร้างกำไลหรือไม่ก็สร้อยคอ แหวนก็ได้!"
"โถ่…ศิษย์ข้าที่แท้ก็เื่นี้ เจาะหูมันจะไปเจ็บอะไร เ้าเรียนรู้วิธีปรุงยามาจากเ้าเด็กนั่นแล้วไม่ใช่หรือไงกัน อีกอย่างสร้อยคอ หรือกำไล มันอยู่ห่างจากหูเ้ามากเกินไป ถ้าอยากพูดคุยกันแบบลับๆ ย่อมมีพิรุธให้จับผิดได้ง่าย ตุ้มหูนี่แหละดีที่สุดแล้ว"
ราชันย์ัเอ่ยอย่างจนใจไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะกังวลเื่เจาะหู แต่นั่นก็ดีเพราะมันแสดงให้เห็นว่ามิเนอร์วาไม่ได้หวาดกลัวกังวลกับศัตรูที่อยู่ตรงหน้า แต่ดันมาปอดแหกกับการเจาะหูแทน มันพยายามจะส่ายหัวแต่ก็พึ่งคิดได้ว่าตัวเองไม่มีศีรษะ
"เอาล่ะๆ เ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมซะเดี๋ยวอาจารย์จะให้เ้าปรุงยาเพิ่มอีกสักสองสามขวด เผื่อเอาไว้ย่อมดีที่สุด"
่เวลาที่ผ่านไปนอกจากการเรียนรู้ในหัวข้อต่างๆ ภายในห้องทำงานห้องลับใต้ดินนั้นจะถูกใช้เป็สถานที่สำหรับการทดลองของมิเนอร์วา เทพแห่งการแพทย์แอสคลีเพียสได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้เบื้องต้นให้แก่เด็กหนุ่มจนหมดแล้ว และยังเป็ที่น่าแปลกใจ เวลาที่มิเนอร์วาใช้ในการจดจำรายละเอียดของพืชและสูตรยาต่างๆ จำนวนมากนั้นสั้นเป็อย่างมาก ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์แต่กลับจดจำได้จนหมด จะเรียกว่าพร์สูงมากก็คงไม่แปลก ตัวมันเริ่มจะชินแล้วก็ไม่ได้ใมากนัก หากต่อไปในอนาคตมิเนอร์วาบอกว่าตัวมันสามารถมีพื้นฐาน 5อย่างได้ มันก็จะเชื่ออย่างสนิทใจและคงไม่ใอะไรอีก
ราวกับว่านี่แหละคือสิ่งที่ควรเป็ หลังจากที่อีฟริทย่อขนาดลูกเต๋าให้เล็กพอดีกับช่องบรรจุด้านในต่างหูทรงเพชรสีเงินปรอท เวลานี้บนมือขาวที่แบออกของมิเนอร์วามีตุ้มหูที่ถูกร้อยด้วยแหวนสลักสำหรับเกี่ยวหูสีเงินปรอทแวววาว ที่รูปทรงด้านล่างแหลมยาวให้ความเข้ากันกับเหลี่ยมมุมต่างๆ ที่ถักทอจนปรากฏช่องว่าเล็กๆ มากมายจนสามารถมองทะลุอีกฝั่งได้ ตรงใจกลางมีลูกเต๋าสีดำถูกบรรจุไว้อย่างพอดีจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เด็กหนุ่มเพ่งพินิจอยู่ไม่กี่อึดใจก่อนที่จะกำมือ หยิบตุ้มหูที่จะต้องห้อยติดหูตัวเองไปอีกนานแสนนานใส่กระเป๋าเสื้อ
'ภาพลักษณ์ของข้าจะกลายเป็เด็กเกเรในสายตาพวกผู้ใหญ่หรือไม่นะ?'
ขณะเดินไปตามหาผู้โชคดีที่จะมาเป็ผู้ช่วยตนเด็กหนุ่มก็ยังไม่วายอดคิดเรื่อยเปื่อย หลังจากอ้อนวอนรบเร้าหญิงรับใช้อยู่หลายรอบก็ได้เจาะหูข้างซ้ายสาสมใจอยาก ที่ต้อนอ้อนวอนอยู่หลายรอบนั้นเป็เพราะสาวใช้ผู้โชคดีไม่กล้าทำร้ายลูกของเ้านายตัวเอง ยิ่งเป็การทำให้เืตกยางออกยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่ ต้องเกลี้ยกล่อมกันอยู่นานกว่าจะยอมตกลง สาวใช้ด้านหลังแอบชำเลืองมองมิเนอร์วาผ่านกระจก
ภาพของเด็กหนุ่มเ้าของดวงตาสีเขียวมรกต ในชุดเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีขาว สวมตุ้มหูทรงเพชรสีเงินแวววาว ที่กำลังโดนแสงจากยามอาทิตย์อัสดงส่องกระทบ ช่างดูลึกลับมีเสน่ห์ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย สายตายังคงจ้องมองเข้าไปภายในกระจก ราวกับจอมโจรผู้ที่ใช้ใบหน้าอันหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ในการปล้นชิงหัวใจของเหล่าหญิงสาว โดยเฉพาะสายตาสีเขียวมรกตที่คอยสะกดใจจนเืลมสูบฉีดคู่นั้น
"เ้าหนู! สะกดพลังของเ้าเสียหน่อย มันทำให้แม่หนูนั่นเืลมพลุ่งพล่านถ้ามากกว่านี้จะเป็ลมเอา ข้าล่ะอิจฉาเ้าจริงๆ ที่สามารถใช้พลัง์อนธการได้"
แอสคลีเพียสที่ใช้ััิญญาร่วมกับมิเนอร์วา ััได้ว่าศิษย์ตนเผลอปล่อยกลิ่นอายบางๆ จากพื้นฐานมืดซึ่งมีแก่นมาจากแก่น์อนธการ ทำให้สาวน้อยข้างหลังโดนเสน่ห์อันเป็เอกลักษณ์พิเศษอีกหนึ่งอย่างของแก่น์อนธการปลุกให้ความคิดส่วนลึกของจิตใจปะทุขึ้นมาจนเืลมสูบฉีด หัวใจเต้นรัวเร็ว ปลดปล่อยกลิ่นอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะจนแพทย์เทวะสังเกตพบ สาวใช้รีบหลบตาทันทีที่เห็นมิเนอร์วาซึ่งเก็บััิญญาทั้งหมดกลับไปแล้วเหล่ตามอง หญิงสาวก้มหน้างุดใบหน้าแดงไปจนถึงหูจังหวะหายใจที่เปลี่ยนไปค่อยๆ กลับมามั่นคงอีกครั้ง
"ขอบคุณท่านมากที่ยอมมาช่วย หมดธุระแล้วท่านกลับไปทำงานต่อเถอะ"
เสียงของเด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจปราศจากซึ่งจุดมุ่งหมายใด แต่ผู้ที่ได้ฟังขณะนั้นกับจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว พยักหน้าหงึกหงักได้สองสามทีก็รีบเดินจากไป หลังปิดประตูลงแข้งขาก็อ่อนระทวยสั่นโงนเงนจนต้องใช้มือค้ำยันกำแพงไว้ ปากก็บ่นงึมงำตำหนิตัวเองทั้งที่ใบหน้ายังคงแดงอ่อนขึ้นสีเื
"บ้าจริง!...ทำไมข้าถึงไปคิดแบบนั้นกับเด็กนะให้ตายสิ"